#เกาะติดประเด็น 'อุตสาหกรรมแบรนด์เนม' เบื้องหลังความหรูหรา 'เผา' สินค้าที่ขายไม่ออก
เบื้องหลังความหรูหรา อุตสาหกรรมแบรนด์เนม ‘เผา’ สินค้าที่ขายไม่ออก
เรามักไม่ค่อยเห็นสินค้าจาก Luxury Brand ทำโปรโมชันลดราคากัน เนื่องด้วยข้ออ้างด้าน ‘ภาพลักษณ์’ ที่ทางแบรนด์ต้องการคงสถานะความหรูหราไว้ การลดราคาเสมือนเป็นการลดเกรดสำหรับตัวแบรนด์ ทำให้ความหรูหราลดน้อยลง เพราะแบรนด์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่สินค้าสำหรับคนบางกลุ่มอีกต่อไป จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่ค่อยเห็นกิจกรรม ‘ลด แลก แจก แถม’ จากแบรนด์หรู
ทว่า ไม่ใช่ทุก collection ที่ sold out เมื่อสินค้าแบรนด์หรูพวกนี้เข้าถึงได้ยากขึ้น ทำให้กลุ่มลูกค้ามีจำนวนที่น้อยกว่าตลาดปกติอย่างมาก สินค้าที่ขายได้มักเป็นสินค้ายอดฮิตอย่างพวกกระเป๋าสีดำ ขาว ครีม และเทา ขณะที่กระเป๋าสีฉูดฉาดจะขายได้น้อยกว่าตามปริยาย
แม้จะขายไม่ได้หรือขายไม่หมด ทางแบรนด์ก็จะ ‘ไม่ลดราคา’ อย่างเด็ดขาด มาถึงจุดนี้หลายคนคงคิดว่าปลายทางของสินค้าเหล่านี้ คงถูกนำไปล้างสต็อกที่ Outlet สักที่ แต่ความจริงแล้ว สินค้า Luxury Brand ที่จำหน่ายในร้านหลักกับ Outlet เป็นคนละแบบกัน สินค้าที่ขายที่ Outlet ถูกผลิตมาเพื่อวางขายที่ Outlet โดยเฉพาะ แม้จะเป็นรุ่นเดียวแต่วัสดุที่ใช้ผลิตก็อาจต่างกัน
แล้วสินค้าแบรนด์หรูที่ขายไม่ออก ปลายทางไปอยู่ที่ไหน ?
วิธีที่ได้รับความนิยมมากสุด คือ การเผา หลายแบรนด์เลือกเผาสินค้าของตนเองทิ้งทั้งหมด เพื่อป้องกันมิจฉาชีพสวมรอยขายสินค้าต่อในราคาที่ถูก จนทำให้เสียภาพลักษณ์
การเผาทำลายเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่การเผาทำลายสินค้าแบรนด์หรูจะถูกนำมาใช้เป็นวิธีแรก ๆ เนื่องด้วยเหตุผลทางกฎหมายของสหรัฐฯ ที่หากเผาสินค้าที่เหลือจากการขายทิ้ง แต่ละแบรนด์จะสามารถทำเรื่องขอคืนภาษีนำเข้าได้
สำนักข่าวไทยโพสต์ รายงานว่า เมื่อปี 2560 แบรนด์แฟชั่นชั้นนำสัญชาติอังกฤษอย่าง Burberry โดนตำหนิอย่างรุนแรง เนื่องจากแต่ละปี ทางแบรนด์เผาทำลายสินค้าประเภทเสื้อผ้า เครื่องประดับ และน้ำหอมที่ขายไม่ออก มูลค่ารวมกว่า 28.6 ล้านปอนด์
อย่างไรก็ตาม ประเทศต้นกำเนิดแบรนด์หรูอย่าง ‘ฝรั่งเศส’ เริ่มมีมาตรการมาควบคุมวิธีทำลายสินค้าของเหล่าแบรนด์หรู โดยกฎหมายเริ่มบังคับใช้ช่วงปี 2564 - 2566 ที่บังคับให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องส่งมอบสินค้า เพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล ทั้งนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้บังคับเฉพาะแค่แบรนด์หรูเท่านั้น แต่บังคับใช้กับทุกแบรนด์ที่มีสินค้าประเภทที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องสำอาง
ขณะที่การเผาทำลายอาจผิดกฎหมายในฝั่งยุโรป แต่ละแบรนด์จึงส่งออกสินค้ามาเผาไกลถึงอาเซียน
บทความวารสารของทาง GreenPeach เผยว่าธุรกิจเตาเผาของกัมพูชา พบเศษเสื้อผ้าแบรนด์หรูหลากหลายแบรนด์ ทั้ง Nike, Ralph Lauren และ Reebok โดยการเผาทำลายสินค้าของเหล่าแบรนด์หรู ก่อให้เกิดเส้นใยไมโครพลาสติกและสารเคมีเป็นพิษปนเปื้อนสู่ธรรมชาติ รวมไปถึงฝุ่นควันและเถ้าธุลีที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ส่งผลเสียต่อสุขภาพของพนักงานและผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง
อ้างอิง
https://vt.tiktok.com/ZS26J99mc/