โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไหว้พระธาตุดอยเวา เดินสกายวอล์กชมวิวไทย-เมียนมา

ไทยโพสต์

อัพเดต 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 20.05 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สกายวอล์คพระธาตุดอยเวา

ทุกครั้งที่ได้มาเชียงราย สิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน คือการได้แวะเข้าไปในวัดแต่ละแห่ง แม้จะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน แต่บรรยากาศและความรู้สึกที่ได้รับกลับไม่เหมือนกันเลย บางวัดเงียบสงบท่ามกลางขุนเขาและต้นไม้น้อยใหญ่ บางวัดทำให้ต้องหยุดมองรายละเอียดของพุทธศิลป์ล้านนาที่ประณีต ขณะที่บางแห่งยังคงทิ้งร่องรอยของประวัติศาสตร์ไว้ให้ผู้มาเยือนได้ค่อย ๆ เรียนรู้ผ่านสถาปัตยกรรมและเรื่องราวของวัด

วัดพระธาตุดอยเวา ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ให้ความรู้สึกเช่นนั้น ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขาใกล้ชายแดนไทย–เมียนมา ระหว่างทางก่อนถึงวัด จะค่อนข้างคึกคักไปด้วยร้านค้าที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน ทั้งเสื้อผ้า ขนม ของใช้เบ็ดเตล็ด และสินค้านำเข้าจากจีน มีทั้งชาวไทยและเมียนมาที่ต้องสัญจรมาเที่ยวและทำงานได้เลือกซื้อกัน ทำให้การเดินขึ้นไปยังวัดไม่รู้สึกเงียบเหงา สามารถแวะเดินชมสินค้าระหว่างทางได้เรื่อย ๆ ผ่านทางขึ้นที่ลาดชันก็มาถึงเชิงดอยของวัดที่ต้องเดินต่อไปอีก เพราะวัดตั้งอยู่บนยอดดอย

ทางขึ้นพระธาตุดอยเวา

หากใครอยากค่อย ๆ ซึมซับบรรยากาศก็สามารถเลือกเดินขึ้นบันไดได้ แต่หากต้องการความสะดวก ก็มีรถรับส่งของชาวบ้านคอยให้บริการอยู่บริเวณด้านล่าง คิดค่าบริการไป-กลับเพียง 30 บาท หรือหากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็สามารถขับขึ้นไปจอดบริเวณด้านบนได้เช่นกัน

ทันทีที่เดินเข้ามาภายในวัดพระธาตุดอยเวา ความรู้สึกแรกคือความแปลกตา กับโทนสีม่วงที่ใช้ทาเป็นโทนสีหลักของตัววัด จนอดไม่ได้ที่จะหยุดมองอยู่สักครู่ หลายคนอาจคุ้นกับวัดที่มีเอกลักษณ์ทางสีสันชัดเจนในจังหวัดเชียงราย เช่น สีขาวของวัดร่องขุ่น หรือสีน้ำเงินของวัดร่องเสือเต้น ซึ่งแต่ละแห่งต่างก็สร้างภาพจำในแบบของตัวเองได้อย่างเด่นชัด สำหรับวัดพระธาตุดอยเวา สีม่วงจึงกลายเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ที่ทำให้วัดแห่งนี้แตกต่างและจดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น

พระธาตุเกศแก้วจุฬามณี ที่มีฉากหลังคือวัดและบ้านเรือนในท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา

จุดแรกต้องไปสักการะพระธาตุดอยเวา ระหว่างทางขึ้นบันไดจะมีพญานาคทอดยาวอยู่ตามราวบันได โดยถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีม่วงอมชมพูที่เด่นสะดุดตา องค์พระธาตุดอยเวาสีทองอร่ามตั้งเด่นอยู่บนยอดดอย ตัดกับโทนสีของวัด เลยทีเดียว ซึ่งตามตำนานมีเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาว่า พระองค์เวา ผู้ครองนครโยนก เป็นผู้สร้างพระธาตุแห่งนี้ขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 364 เพื่อบรรจุพระเกศธาตุของพระพุทธเจ้า โดยคำว่า “เวา” ในภาษาล้านนา หมายถึง “แมงป่องช้าง” ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีพระธาตุได้รับการบูรณะมาอย่างต่อเนื่อง

วิวบ้านเรือนจากฝั่งอม่สายและท่าขี้เหล็ดมีแม่น้ำสายกั้น

ระหว่างทางขึ้นหรือบริเวณองค์พระธาตุจะสังเกตเห็นรูปปั้นแมงป่องยักษ์ อาจจะไขข้อข้องใจได้รูปปั้นสะท้อนความหมายของชื่อวัด และในการบูรณะครั้งสำคัญได้มีการค้นพบผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุภายในฐานเจดีย์ ก่อนจะอัญเชิญกลับไปประดิษฐานไว้ดังเดิม ด้านข้างองค์พระธาตุ ยังมีศาลาประดิษฐานรูปปั้นเหมือน ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร ผู้มีบทบาทสำคัญในการอุปถัมภ์และบูรณะพระธาตุแห่งนี้ด้วย

พระพุทธรูปปางนาคปรก

เมื่อเดินเข้ามายังบริเวณลานวัด จะพบกับวิหารทรงล้านนาโทนสีขาวตัดม่วงที่ตั้งเด่นอยู่ในพื้นที่ ภายในวิหาร ประดิษฐานพระพุทธรูปและปูชนียวัตถุอยู่หลายองค์ หนึ่งในองค์ที่สะดุดตาคือพระพุทธรูปปางนาคปรกสีขาวมุก องค์พระทรงเครื่องแบบมหาจักรพรรดิ ประดับด้วยเพชรพลอยหลากสีดูวิจิตรงดงาม อีกองค์ที่ให้ความรู้สึกต่างออกไป คือ พระเจ้าทองทิพย์สมปรารถนา พระพุทธรูปสีดำขลับ สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะเชียงแสน สร้างในสมัยพญาแสนภู ผู้ครองเมืองเชียงแสนในอดีต ซึ่งองค์พระนี้มีที่มาจากพาอค้าชาวพม่านำมาขายให้กับอดีตเจ้าอาวาส จึงกลายเป็นพระพุทธรูปที่ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวพม่าต่างให้ความเคารพสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

พระเจ้าทองทิพย์สมปรารถนา

อีกจุดที่ไม่ควรอยากพลาด คือ สกายวอล์คพระธาตุดอยเวา ซึ่งถือว่าเป็นสกายวอล์คที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย ตัวโครงสร้างเป็นทางเดินรูปทรงโค้ง ยาวประมาณ 150 เมตร โดยช่วงที่ไปมีบางส่วนปิดปรับปรุง ทำให้สามารถเดินได้เพียงด้านเดียว แม้จะไม่ใช่คนที่คุ้นกับความสูงนัก แต่เมื่อมาถึงตรงนี้ก็อยากลองขึ้นไปสัมผัสวิวบนยอดดอยด้วยตัวเอง จึงตัดสินใจก้าวขึ้นไปอย่างช้า ๆ ช่วงแรกเป็นพื้นตะแกรงเหล็กที่ให้ความรู้สึกมั่นคงพอสมควร ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแผ่นกระจกใส ทำให้ต้องหยุดหายใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อย ๆ ก้าวต่อไปอย่างระมัดระวัง พื้นด้านล่างมองเห็นแนวต้นไม้สีเขียวที่ปกคลุมอยู่ตามไหล่เขา ขณะที่สายตาเริ่มมองภาพเบื้องหน้าที่เป็นบ้านเรือนฝั่งเมียนมา และแม่น้ำสายที่ทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งธรรมชาติระหว่างสองประเทศ

ภายในถ้ำใต้ฐานรูปปั้นพญานาคปรก

บนสกายวอล์ค ยังมีการประดิษฐานพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีให้ได้สักการะระหว่างเดินชมวิว เมื่อเดินต่อไปจนถึงอีกฝั่งของสกายวอล์คจุดสิ้นสุดทางเดอน จะเชื่อมไปยังจุดชมวิวซึ่ฃเป็นอาคาร 3 ชั้น ด้านบนสุดมีรูปปั้นพญานาคสีขาวประดิษฐานอยู่ บรรยากาศโดยรอบทำให้เรามองเห็นทิวทัศน์ทั้งภูเขาและแนวพรมแดนได้กว้างขึ้น แม้หัวใจจะยังเต้นแรงจากความสูงอยู่บ้าง แต่ภาพตรงหน้าก็ทำให้ลืมอาการเหล่านั้น หันมาชมวิวฝั่งท่าขี้เหล็กบ้านเรือนตึกสูงที่หนาแน่น มีผู้คนมองเห็นจากระยะไกลกำลังเดินอยู่บนถนน และมองยาวไปสุดสายตาจากจุดนี้ยังมองเห็นพระธาตุชเวดากอง องค์จำลอง และองค์พระพุทธรูปสีขาวอร่าม ของวัดถ้ำผาจม ฝั่งไทยอีกด้วย

วิวพระธาตุชเวดากอง องค์จำลองฝั่งท่าขี้เหล็ก

ระหว่างทางเดินลงต้องภายใต้รูปปั้นพญานาคปรก ทางวัดได้มีการสร้างเป็นถ้ำเล็กๆ ที่ตกแต่งอย่างวิจิตร บรรยากาศภายในจำลองเป็นถ้ำหิน ดูขลังและเงียบสงบ ตรงกลางประดิษฐานองค์พระพรหมฤาษี 4 เศียร 8 กร ในท่านั่งสง่างาม รายล้อมด้วยพญานาคหลากสีที่ทอดลำตัวโอบล้อมอยู่ทั้งสองฝั่ง ราวกับกำลังปกปักรักษาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

รูปปั้นแมงป่องยักษ์ ที่แปลมาจากคำว่า เวา

เมื่อแสงไฟสะท้อนกับลวดลายกระจกสีที่ประดับบนองค์พญานาค ก็ยิ่งขับให้ภายในถ้ำเปล่งประกายสวยงามและมีชีวิตชีวา ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความประณีตของงานศิลป์ ทั้งเครื่องทรง เครื่องสักการะ และรายละเอียดการตกแต่งทุกชิ้น ล้วนสะท้อนถึงแรงศรัทธาและความตั้งใจของผู้สร้าง เมื่อเดินลงมายังแต่ละชั้นของอาคาร ยังพบพระพุทธรูปและรูปเคารพตามความเชื่ออีกหลายองค์ประดิษฐานอยู่ตลอดเส้นทาง ให้ผู้มาเยือนได้แวะสักการะ ขอพร

ทางเข้าวัดพระธาตุดอยเวา ที่เต็มไปด้วยสีม่วง

วัดพระธาตุดอยเวา คืออีกหนึ่งจุดหมายที่ไม่ควรพลาด เมื่อก้าวขึ้นมาบนยอดดอยจะได้สัมผัสทั้งเรื่องราวของพระธาตุเก่าแก่ วิถีชีวิตของเมืองชายแดนไทย–เมียนมา และวิวพาโนรามาที่มองเห็นสองประเทศได้อย่างน่าประทับใจ

องค์พระพุทธรูปสีขาวอร่าม ของวัดถ้ำผาจม
องค์พระธาตุดอยเวา
รูปปั้นเหมือน ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...