ถอดรหัสสารพัดกลยุทธ์ ที่ทรัมป์ใช้ขู่อิหร่านผ่านโซเชียลมีเดีย
ในช่วงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังยกระดับความรุนแรงอีกครั้ง หนึ่งในเรื่องที่เรามักจะเห็นคือ สารพัดคำขู่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ของเขา
The MATTER ช่วยรวบรวมตัวอย่างคำขู่อันโด่งดังของทรัมป์ ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 หรือวันที่ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับชวนผู้อ่านถอดรหัสสารพัดกลยุทธ์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าที่ผ่านมา เขาขู่อิหร่านว่าอย่างไรบ้าง?
Death and Elimination (ขู่ฆ่า กำจัด หรือทำลายผู้นำและกำลังของอิหร่าน)
เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ทรัมป์โพสต์ถึงกรณีที่ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยระบุว่า “คาเมเนอี หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้ตายแล้ว นี่ไม่ใช่เพียงความยุติธรรมสำหรับประชาชนชาวอิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน และผู้คนจากหลายประเทศทั่วโลก”
ข้อความดังกล่าวสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางทันที เพราะไม่เพียงแต่แจ้งข่าวการเสียชีวิต แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังขู่ต่อไปว่า “เราได้ยินมาว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เหล่าทหาร กองกำลังรักษาความปลอดภัย และตำรวจหน่วยอื่นๆ จำนวนมากไม่ต้องการต่อสู้แล้ว และกำลังมองหาการยกเว้นโทษจากเรา ดังที่ผมกล่าวไว้เมื่อคืนนี้ว่า ตอนนี้พวกเขาสามารถได้รับการยกเว้นโทษ แต่ในอนาคตพวกเขาจะได้แต่ความตาย!”
“การทิ้งระเบิดอย่างหนักและแม่นยำจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งตลอดทั้งสัปดาห์ หรือตราบเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเราคือสันติภาพทั่วตะวันออกกลางและทั่วโลก!” ทรัมป์ย้ำ
Military Threats (ขู่ใช้กำลังทหาร)**
ต่อมาในวันที่ 1 มีนาคม การสู้รบในตะวันออกกลางก็เหมือนจะยกระดับขึ้น โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงสถานการณ์ว่า
“อิหร่านเพิ่งประกาศว่าจะโจมตีอย่างหนักในวันนี้ หนักกว่าที่เคยโจมตีมาทั้งหมด แต่พวกเขาไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะถ้าพวกเขาทำ เราจะโจมตีพวกเขาด้วยกำลังที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน!”
Destruction of Iran (ขู่ทำลายประเทศ กองทัพ หรือโครงสร้างพื้นฐาน)**
ในช่วงหลายเดือนมานี้ ทรัมป์ขู่จะทำลายอิหร่านหลายครั้ง ตั้งแต่การทำลายล้างประเทศ กองทัพ หรือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
ยกตัวอย่างโพสต์เมื่อ 7 มีนาคม 2026 เขากล่าวว่า “อิหร่านซึ่งกำลังถูกโจมตีอย่างหนัก ได้ขอโทษและยอมจำนนต่อประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลาง และสัญญาว่าจะไม่ยิงใส่พวกเขาอีกต่อไป คำสัญญานี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะการโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งของสหรัฐฯ และอิสราเอล”
ทรัมป์ระบุต่อไปว่า “นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปีที่อิหร่านพ่ายแพ้ต่อประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลาง พวกเขาพูดว่า “ขอบคุณท่านประธานาธิบดีทรัมป์” ผมก็ตอบว่า “ไม่เป็นไร!” อิหร่านไม่ใช่ “ผู้รุกรานแห่งตะวันออกกลาง” อีกต่อไปแล้ว แต่กลับเป็น “ผู้แพ้แห่งตะวันออกกลาง” และจะเป็นเช่นนั้นไปอีกหลายทศวรรษจนกว่าพวกเขาจะยอมจำนน หรือที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าคือล่มสลายอย่างสิ้นเชิง!”
“วันนี้อิหร่านจะถูกโจมตีอย่างหนัก! และสำหรับพื้นที่และกลุ่มคนที่ไม่เคยถูกเล็งเป้าหมายมาก่อน ตอนนี้กำลังถูกพิจารณาอย่างจริงจังถึงการทำลายล้างอย่างสิ้นเชิงและความตายอย่างแน่นอน เนื่องจากพฤติกรรมที่เลวร้ายของอิหร่าน”
จากนั้นในวันที่ 13 มีนาคม 2026 ทรัมป์ก็โพสต์อัปเดตเหตุการณ์ว่า “เรากำลังทำลายระบอบก่อการร้ายของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง ทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ**”
เขากล่าวอีกว่า ขณะนั้น “กองทัพเรือของอิหร่านหายไปแล้ว กองทัพอากาศของพวกเขาก็ไม่มีอีกต่อไป ขีปนาวุธ โดรน และทุกสิ่งทุกอย่างกำลังถูกทำลาย และผู้นำของพวกเขาก็ถูกลบออกจากผิวโลก เรามีอำนาจการยิงที่เหนือกว่า กระสุนไม่จำกัด และเวลาเหลือเฟือ”
“คอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกสารเลววิกลจริตเหล่านี้ในวันนี้ พวกมันฆ่าผู้บริสุทธิ์ทั่วโลกมา 47 ปีแล้ว และตอนนี้ ผมในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา กำลังฆ่าพวกมัน ช่างเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำเช่นนั้น!” ทรัมป์ขู่
ต่อมาในวันที่ 7 เมษายน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็โพสต์ข้อความที่หลายคงจำได้ดี โดยเขาระบุว่า “อารยธรรมทั้งมวลจะล่มสลายในคืนนี้ และจะไม่มีวันฟื้นคืนมาอีก ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่ก็คงจะเกิดขึ้น”
“หลังจากที่เรามีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ ที่ซึ่งในอนาคต อาจมีความคิดที่แตกต่าง ฉลาดกว่า และไม่สุดโต่งจะเข้ามาแทนที่ บางทีสิ่งมหัศจรรย์ที่ปฏิวัติวงการอาจเกิดขึ้นได้ ใครจะรู้? เราจะรู้กันในคืนนี้” เขาระบุ
Escalation (ขู่เพิ่มระดับความรุนแรงของปฏิบัติการ)**
แม้ว่าการขู่เพื่อยกระดับความรุนแรงของสถานการณ์จะเห็นได้บ่อยครั้ง แต่โพสต์ต่อไปนี้ถือเป็นการขู่ครั้งสำคัญที่หลายคนคงเคยเห็นและจำได้
“จะไม่มีข้อตกลงใดๆ กับอิหร่าน นอกจากการยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข!” ทรัมป์โพสต์เมื่อ 6 มีนาคม พร้อมกล่าววต่อว่า หลังจากที่อิหร่านยอมจำนนแล้ว “เราและพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมและกล้าหาญของเราจำนวนมาก จะทำงานอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อนำอิหร่านกลับมาจากขอบเหวแห่งความหายนะ ทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านเติบโตขึ้น ดีขึ้น และแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม อิหร่านจะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ “MAKE IRAN GREAT AGAIN (MIGA!)”
ต่อมาในวันที่ 11 มีนาคม เขาระบุว่าหากอิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยเหตุผลใดก็ตาม และไม่ยอมถอนทุ่นระเบิดออกโดยทันที “ผลลัพธ์การทหารต่ออิหร่าน จะรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”
“ในทางกลับกัน หากพวกเขาถอนทุ่นระเบิดที่อาจถูกวางไว้ นั่นจะเป็นก้าวสำคัญไปในทิศทางที่ถูกต้อง!” ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังใช้เทคโนโลยีและขีดความสามารถด้านขีปนาวุธแบบเดียวกันกับที่ใช้ต่อต้านผู้ค้ายาเสพติด เพื่อกำจัดเรือหรือยานพาหนะใดๆ ที่พยายามวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร โดยย้ำว่า “พวกเขาจะถูกจัดการอย่างรวดเร็วและรุนแรง ระวังตัวไว้!”
ส่วนในวันที่ 12 เมษายน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็โพสต์ขู่ว่า แม้จะมีการประชุมระหว่างทั้งสองประเทศแล้ว แต่ยังคงไม่เห็นตรงกันในเรื่อง ‘นิวเคลียร์’ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุด
สิ่งที่ตามมาคือ “กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกองทัพเรือที่ดีที่สุดในโลก จะเริ่มดำเนินการปิดล้อมเรือทุกลำที่พยายามเข้าหรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ” จนไปถึงจุดที่ทุกคนได้รับอนุญาตให้เข้าและออกอย่างเสรี โดยไม่มีการถูกข่มขู่รีดไถ หรือจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับอิหร่าน
เขาขู่ต่อว่า “ชาวอิหร่านคนใดก็ตาม ที่ยิงใส่เราหรือเรือที่ผ่านมาอย่างสันติ จะถูกระเบิดเป็นชิ้นๆ!”
“อิหร่านรู้ดีกว่าใครๆ ว่าจะยุติสถานการณ์นี้ได้อย่างไร” ทรัมป์ย้ำว่า ประเทศนี้ถูกทำลายไปแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาก็ล่มสลาย กองทัพอากาศของพวกเขาก็ล่มสลาย ระบบต่อต้านอากาศยานและเรดาร์ของพวกเขาก็ไร้ประโยชน์ อีกทั้งคาเมเนอีและ “ผู้นำ” ส่วนใหญ่ของพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว โดยย้ำว่า “ทั้งหมดเป็นเพราะความทะเยอทะยานเรื่องนิวเคลียร์ของพวกเขา**”
“ในเวลาที่เหมาะสม เราพร้อมที่จะ "เตรียมพร้อม" อย่างเต็มที่ และกองทัพของเราจะจัดการกับสิ่งที่เหลืออยู่ของอิหร่านให้สิ้นซาก!” ทรัมป์ขู่
**ตัวอย่างทั้งหมดที่ยกมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโพสต์ที่ทรัมป์ใช้สื่อสารผ่าน Truth Social ตลอดช่วงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงเท่านั้น ซึ่งเมื่อนำมาจัดหมวดหมู่ เราอาจเห็นรูปแบบของการขู่ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และวนเวียนอยู่กับการใช้กำลัง การทำลายล้างโครงสร้างประเทศ การยกระดับปฏิบัติการ หรือการกำจัดฝ่ายตรงข้าม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนมากกว่าข้อความบนโซเชียลมีเดีย ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ การทหาร จนถึงการทูต ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางของสถานการณ์ เราจึงต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด
Graphic Designer: Krittaporn Tochan (@krittochan)
Editor: Thanyawat Ippoodom