โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สวรส. เตือนอินฟลูฯ หยุดคอนเทนต์กินดิบ ชี้ทำบาปไม่รู้ตัว ยืนยันชุดตรวจพยาธิใบไม้ในตับได้มาตรฐาน

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
สวรส. เตือนอินฟลูฯ หยุดคอนเทนต์กินดิบ ชี้ทำบาปไม่รู้ตัว ยืนยันชุดตรวจพยาธิใบไม้ในตับได้มาตรฐาน

วันนี้ (10 กรกฎาคม) ที่สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวถึงกรณีการคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับ ทางปัสสาวะ ด้วยชุดตรวจคัดกรอง OV-ATK ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) พบนิสิตมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับกว่า 4 พันคน ต่อมามีการตั้งคำถามว่า ชุดตรวจดังกล่าวให้ผลลบลวงหรือไม่ เนื่องจากยอดการติดเชื้อสูงมาก

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรอง OV-ATK ผ่านการทดสอบและขึ้นทะเบียนเป็นชุดตรวจปัสสาวะ เพื่อหาการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว โดยมีค่าความไวอยู่ที่ 94.2 % ค่าความจำเพาะ อยู่ที่ 93.2 % ค่าพยากรณ์ผลบวก 93.1 % และค่าพยากรณ์ผลลบ 94.3 % อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทาง สวรส. ได้มีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในชุดทดสอบดังกล่าว ในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งจะครบ 2 ปี ในอีกไม่กี่เดือนก็จะมีการสรุปผล

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ตามแนวปฏิบัติในการรักษาของกรมควบคุมโรค ต้องมีการตรวจยืนยันผลจากอุจจาระเพิ่มเติม ย้ำว่าชุดตรวจได้ผ่านการทดสอบ และขึ้นทะเบียนแล้ว ซึ่งสิ่งที่เราควรต้องกลัวมากกว่า คือ การให้ผลลบลวง มีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้ว แต่ชุดตรวจกลับตรวจไม่เจอ

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ตรวจพบนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนและรณรงค์การไม่กินปลาดิบ หรือแม้แต่ร้านค้าที่บอกว่า เรื่องนี้ทำให้ยอดขายตกนั้นอาจจะเป็นโอกาสดีที่จะมีการรณรงค์ ติดป้ายให้รู้ว่าร้านของท่านใช้ปลาร้าต้มสุก ก็จะทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจ และยอดขายเพิ่มขึ้นได้

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า จากข้อมูล ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ไม่น้อยกว่า 6 ล้านคน และมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นมะเร็งที่ทำให้เสียชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย โดยเฉพาะภาคอีสานที่พบผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี สูงถึง 6,500 คนต่อปี สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา 13,500 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังพบว่ามีสัญญาณการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับกับประชากรภูมิภาคอื่นๆ ด้วย

ส่วนผลการวิจัยการตรวจคัดกรองด้วย OV-ATK ในประชากร 2 แสนคน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567-9 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับเฉลี่ย 28% กลุ่มอายุ 15-29 ปี พบติดเชื้อ 30.36% เพราะเด็กวัยนี้กินอาหารเหมือนคนในครอบครัวตั้งแต่เล็กจึงไม่น่าแปลกใจที่จะตรวจพบพยาธิใบไม้ในตับเมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย หรือที่พบในนิสิตนักศึกษาพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม

ส่วนการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับระดับสูงนั้น เป็นปกติเหมือนอดีตที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นหลังกระแสโซเชียลมีเดียมักทำคอนเทนต์ กินแปลก กินแซ่บ กินดิบ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ถ้าเทียบกับเครื่องมือการตรวจแบบเดิม ก็ถือว่าดีขึ้นบ้าง แต่จากชุดตรวจที่ออกมาพบเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อสูง แม้ไม่เท่าประเทศเพื่อนบ้านแต่เราก็ไม่ถือว่าพอใจ เพราะตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในตับสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่เราต้องจัดการ

“เราไม่อยากให้คนเป็นมะเร็ง ซึ่งง่ายๆ เลยคือไม่กินของดิบ แต่การสู้กับพฤติกรรมของคนไม่ใช่เรื่องหมู ดังนั้น เราอาจจะต้องตั้งวงคุยกับอินฟลูเอ็นเซอร์ว่าท่านอาจจะกำลังทำบาปที่แนะนำคนกินแปลก กินดิบไม่ว่าจะเป็นปลาดิบ หมูดิบ เนื้อดิบ ล้วนมีเชื้อก่อโรค” นพ.ศุภกิจ กล่าว

ด้าน ผศ.นพ.อรรถพล ติตะปัญ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์มะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า พยาธิใบไม้ในตับ เป็นตัวเดียวที่ทำให้ไทยกลายเป็นนครแห่งมะเร็งท่อน้ำดี เพราะ 70-80% ของมะเร็งท่อน้ำดีในไทยเกิดจากการอักเสบเรื้อรังจากการติดพยาธิใบไม้ในตับ

แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะสามารถผ่าตัดรักษาได้ แต่อัตรารักษาหายยังต่ำ แม้พบตั้งแต่ระยะต้น ก็มีเพียง 20% เท่านั้น ที่ผ่าตัดรักษาได้

นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การติดเชื้อใบไม้ในตับ มียารักษา ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่า หากพื้นที่ที่พบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับเกิน 20 % ก็ให้รับประทานยาเลย ปีละ 1 ครั้ง โดยไม่ต้องตรวจยืนยัน ส่วนที่พบน้อยกว่า 20% ก็รับประทานยา 2 ปี ครั้ง

ทั้งนี้ ยาดังกล่าวซื้อได้ในราคาไม่แพง ในร้านขายยา แต่ต้องมีเภสัชกรเป็นผู้จ่ายยา และแม้ว่ายาจะไม่มีอันตราย แต่ยาไม่ใช่ขนมที่จะกินบ่อยๆ ได้ ที่สำคัญคือต้องปรับพฤติกรรมรับประทานเมนูปลาน้ำจืดดิบ

ขณะที่ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร ผอ.แผนงานเป้าหมายสำคัญฯ กล่าวว่า เป้าหมาย ที่ตั้งไว้คือ ลดความชุกพยาธิใบไม้ในตับ เหลือน้อยกว่า 10% ต้องวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดีระยะเริ่มต้นหาเจอเร็วขึ้น 50% ใน 2 ปี เพิ่มอัตรารอดชีพมากกว่า 30% ภายใน 2 ปี บูรณาการร่วมหลายหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ช่วยกันสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ ต้องสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของโรคพยาธิใบไม้ในตับและมะเร็งท่อน้ำดี เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ที่จะนำร่องในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในมีนาคม 2570 ก่อนสรุปผลโครงการเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป

รศ.วัชรินทร์ ลอยลม รักษาการผอ.สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเสริมว่า ครั้งนี้เป็นการนำงานวิจัยที่ทำมานานถึง 30 ปี มาปฏิบัติจริงในพื้นที่ หลังเริ่มงานนี้ช่วยให้เห็นว่าถ้าจะกำจัดมะเร็งท่อน้ำดี ต้องมีอะไรบ้าง ถือเป็นโอกาสดีที่ไทยซึ่งเป็นแหล่งที่มีมะเร็งท่อน้ำดีสูงสุดในโลก จะมีนวัตกรรมที่ช่วยกู้สถานการณ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...