สรุป ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ รัฐบาลกับผู้นำธุรกิจหารืออะไรกันบ้าง
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. รัฐบาลจัดเวที ‘The Listening Forum : Voices to the PM – ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน
นายกรัฐมนตรีบอกว่า รัฐบาลจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการทำงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด เพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม พร้อมบอกว่า การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ ภาครัฐจะทำหน้าที่เป็น ‘ผู้สนับสนุน’ มากกว่าการเป็น ‘ผู้กำหนด’ เพราะผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการของตลาดและสภาพเศรษฐกิจได้ดีที่สุด
ในเวทีหารือระหว่างรัฐบาลกับผู้นำธุรกิจยักษใหญ่ของประเทศครั้งนี้ มีใครเข้าร่วมบ้าง และมีการคุยอะไรกันบ้าง SPOTLIGHT สรุปมาให้แล้ว
.
รายชื่อคณะรัฐมนตรีและผู้นำธุรกิจที่ร่วมหารือ
ฝ่ายรัฐบาลมีคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมหารือ ประกอบด้วย
- พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
- สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
- ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
- ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
- ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
- เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
- วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
- สรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
- แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจ เช่น วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
ฝั่งภาคเอกชนที่เข้าร่วมหารือประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ดังนี้
กกร. และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
1.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
2.พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
3. ผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย
4. ชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
กลุ่มสถาบันการเงิน
1. กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
2. ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย
3. สารัชต์ รัตนาภรณ์ กรรมการ Chief Executive Officer, กรรมการบริหาร, กรรมการกำกับความเสี่ยง และกรรมการเทคโนโลยี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
กลุ่มธุรกิจการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
- ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
- ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
- ภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
- วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)
- ปณต สิริวัฒนภักดี กรรมการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
- วราภรณ์ โอสถานุพันธ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด
กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
- สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
- นรเชษฐ์ แซ่ตั้ง Country Manager ประเทศไทย บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด
- อาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด(มหาชน)
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์
- กลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
- อิสรภาพ อู่โชตนานันท์ กรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด
- ครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธาน บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
- วราภรณ์ โอสถานุพันธ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด
กลุ่มธุรกิจพลังงาน
- สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
- คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
- ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
- นพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซียและโซลูชั่น ธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม พาวเวอร์ จำกัด(มหาชน)
กลุ่มธุรกิจโรงแรม
- เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย
- ประชุม ตันติประเสริฐสุข รองประธานฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทย (ภาคกลางและภาคใต้) บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)
กลุ่มธุรกิจสุขภาพ (Healthcare & Wellness)
- แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) BDMS
กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง
- ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
- ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
- ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (นิคมอุตสาหกรรม)
- จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs
- ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
กลุ่มธุรกิจค้าปลีก
- ชนวัฒน์ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
- ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด
กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค
- นายเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
- ดาลัดย์ ทรัพย์ทวีชัยกุล ประธานกรรมการ บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน)
- สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด
- โยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดับเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน)
โดยภาคเอกชนมีผู้แทนเสนอข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้
1. สถาบันหลัก : พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
2. ยานยนต์ : กลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
3. โรงแรม/ท่องเที่ยว : เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย
4. สุขภาพ : แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS
5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ : ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค : สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
7. พลังงาน : สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (มหาชน)
8. การเงิน : ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย
9. เทคโนโลยี : สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
10. เกษตร/อาหาร : ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์
.
นายกฯ ชูรัฐเป็นผู้สนับสนุนเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการเงินระหว่างประเทศ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมศักยภาพภาคเอกชน ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำว่า “อาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาค และยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก
ทั้งนี้ ในการประชุม พบว่าหลายประเทศให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลักเหมือนกัน คือ พลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งนายกฯ มองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในทุกด้าน และไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน โดยรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ในทุกมิติ และไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง
ด้วยเหตุนี้ จึงหารือกับรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานทางเศรษฐกิจ เพื่อจัดเวทีพบปะหารือนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
เจ้าสัวธนินท์แนะรัฐลงทุนพัฒนาเกษตร-อาหาร
ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เสนอต่อรัฐบาลว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสมหาศาล โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งถือเป็น ‘น้ำมันบนดิน’ ที่สร้างได้ไม่รู้จบ แต่การจะคว้าโอกาสทางการเกษตร รัฐบาลต้องเร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ และการยกระดับเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศในระยะยาว
โดยเจ้าสัวธนินท์กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านภูมิอากาศ แสงอาทิตย์ และศักยภาพการเพาะปลูก แต่ปัญหาหลักของภาคการเกษตรไทยคือ น้ำ หากภาครัฐลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำ และกระจายน้ำให้เข้าถึงพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จะยกระดับผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรได้อย่างก้าวกระโดด
“น้ำมันบนดินสำคัญกว่าน้ำมันใต้ดิน เพราะทุกคนต้องกินอาหาร ชาวนาคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่วันนี้ชาวนายังยากจน เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา”
ขณะเดียวกัน ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์เสนอแนวคิด ‘นิคมอุตสาหกรรมเกษตร’ ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชย์ ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และตลาด เชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนโลจิสติกส์
นอกจากนั้น เจ้าสัวธนินท์แนะให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวสู่ระบบการผลิตยุคใหม่ โดยใช้ AI เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการต่อยอดสินค้าเกษตรไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยขอรัฐแยกมาตรการช่วยรายเล็ก-รายย่อย
ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้อธิบายให้ภาครัฐเห็นถึงโครงสร้างของผู้ประกอบการ SME ไทย ที่มีอยู่รวมประมาณ 3.25 ล้านราย ซึ่งโดยแท้จริงแล้วต้องเรียกว่า MSME (ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และผู้ประกอบการรายย่อย) โดยแบ่งเป็น ผู้ประกอบการขนาดกลาง (Medium) ราว 65,000 ราย คิดเป็น 2% ของทั้งหมด ผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Small) จำนวน 420,000 ราย หรือ 13% และผู้ประกอบการรายย่อย (Micro) มากถึง 2.75 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 84.5%
ประเด็นหลักของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย คือ เสนอว่ารัฐบาลไม่ควรออกนโยบายโดยใช้คำว่า “เพื่อ SME” แบบรวม ๆ แต่ควรแยกขนาดกลุ่มเป้าหมายของมาตรการใหห้ชัดเจนว่า มาตรการนั้นเป็นมาตรการสำหรับผู้ประกอบการระดับ Micro, Small หรือ Medium
ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยสะท้อนปัญหาว่า หากภาครัฐใช้คำว่า ‘SME’ ในการออกมาตรการ ความช่วยเหลือจะกระจุกอยู่ที่ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยซึ่งเป็นส่วนใหญ่ มักจะเข้าไม่ถึงมาตรการ
สำหรับข้อเสนอที่ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อย มี 5 เรื่องหลัก ได้แก่
1. เสนอให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง ‘ไทยช่วยไทย’ ‘คนละครึ่งพลัส’ ไปจนถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว
2. เสนอให้ภาครัฐมีมาตรการสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อย โดยไม่ใช่การส่งเม็ดเงินผ่านระบบธนาคารในนามมาตรการช่วย SME เพราะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลทางการเงินหรือคุณสมบัติที่สอดคล้องกับเกณฑ์การพิจารณาของธนาคาร ทั้งนี้ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยไม่ได้เสนอให้ธนาคารผ่อนคลายมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ แต่ต้องการให้รัฐหาช่องทางหรือกลไกใหม่ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 20-30% ต่อเดือน ซึ่งทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงเกินกว่าจะแข่งขันได้
3. เสนอให้มีมาตรการพักหนี้และช่วยแก้ปัญหาหนี้ คล้ายช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือใช้กลไกโอนหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อลดภาระดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการกล้าลงทุนขยายกิจการ และกล้าลงทุนสำหรับเรียนรู้และปรับตัวทางธุรกิจมากขึ้น
4. เสนอให้รัฐบาลออกกฎระเบียบที่สร้างแต้มต่อให้ MSME ในการต่อสู้กับธุรกิจข้ามชาติ
5. เสนอให้รัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนให้ MSME เข้าถึงการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีง่าย ๆ ที่จำเป็น
ความเห็นเอกฉันท์ ไทยต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต
หลังการหารือ เอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สรุปข้อเสนอจากภาคเอกชนว่า มีประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือร่วมกัน 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีความเห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค
ภาคเอกชนทุกกลุ่มมีความเห็นตรงกันว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ระบบบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่
อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจสะท้อน คือ การกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอุปสรรคด้านกฎระเบียบ ขั้นตอนการอนุญาต และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งยังเป็นต้นทุนสำคัญของการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ ผ่านมาตรการ BOI Fast Track ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มีมูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงกว่า 200,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ รองนายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลจะนำข้อเสนอจากภาคเอกชนไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลังภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ