โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง แตะระดับสูงสุดใน 1เดือน จะกลับไป $100 หรือไม่?

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง แตะ $86/บาร์เรล สูงสุดใน 1 เดือน จะกลับไปถึง 100 ดอลลาร์หรือไม่?

ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในวันนี้ แตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากการโจมตีและตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของเส้นทางขนส่งพลังงานและกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดโลก

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำคัญของตลาดโลก ทะลุระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือน ก่อนปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ในวันนี้ หลังจากราคาพุ่งขึ้นถึง 9% ในวันจันทร์ ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าจะนำมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ กลับมาใช้อีกครั้ง

ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่มีบทบาทต่อการขนส่งน้ำมัน โดยนักวิเคราะห์จาก Eurasia Group ประเมินว่า ปริมาณการเดินเรืออาจลดลงจากระดับ 30-50% ของปริมาณก่อนสงคราม ก่อนเกิดการสู้รบระลอกล่าสุด เหลือเพียง 5-15% ของระดับก่อนสงครามและความปั่นป่วนดังกล่าวอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันซื้อขายสูงถึง 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

น้ำมันพุ่งรับความเสี่ยงปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศนำมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านกลับมาใช้ในวันนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ล่าสุดสูงกว่าระดับก่อนสงครามประมาณ 17%

ด้านราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือ WTI ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของสหรัฐฯ ปรับขึ้นแตะระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนแรงซื้อที่เกิดขึ้นในตลาดพลังงาน ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบปริมาณน้ำมันและเส้นทางขนส่งในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านราคายังถูกถ่วงบางส่วนจากการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนที่ลดลงอย่างมาก โดยรัฐบาลจีนรายงานว่า การนำเข้าในเดือนมิถุนายนลดลงมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งทศวรรษ

ปัจจุบัน จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ปริมาณการซื้อของจีนจึงมีอิทธิพลต่อตลาดน้ำมันโลก การลดการนำเข้าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยกดดันราคาไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่านี้ แม้ตลาดจะเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

หุ้นยุโรปอ่อนตัว ตลาดเอเชียส่วนใหญ่ปรับขึ้น

ความตึงเครียดในตลาดพลังงานส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกเคลื่อนไหวแตกต่างกัน โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P 500 แทบไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มเปิดทรงตัวในวันอังคาร ก่อนการเปิดเผยข้อมูลราคาผู้บริโภคและเงินเฟ้อชุดใหม่ของสหรัฐฯ หลังจากดัชนีปิดลดลงประมาณ 0.8% ในวันจันทร์

ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น แม้หลายประเทศในภูมิภาคต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในปริมาณมาก โดยดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นและดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ต่างเพิ่มขึ้นประมาณ 0.7%

ตรงกันข้ามกับตลาดหุ้นยุโรปที่เคลื่อนไหวในแดนลบ ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งติดตามบริษัทขนาดใหญ่ในภูมิภาค ลดลงประมาณ 0.7% ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ราคาน้ำมันเบนซินสหรัฐฯ ยังสูง นักวิเคราะห์ชี้ข้อตกลงพักรบใกล้ล่ม

ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นเริ่มสะท้อนผ่านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ โดยราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 3.86 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในวันอังคาร เพิ่มขึ้นจาก 3.79 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ตามข้อมูลของสมาคมผู้ใช้รถยนต์ AAA

การเพิ่มขึ้นดังกล่าวทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงของผู้ขับขี่สูงขึ้นเกือบ 30% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.88 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเบนซินมักไม่ได้เคลื่อนไหวพร้อมกับราคาน้ำมันดิบในทันที แต่จะปรับตามหลังการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาน้ำมันดิบประมาณสองสามวัน ทำให้แรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกอาจยังส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกต่อเนื่อง

วอร์เรน แพตเตอร์สัน และอีวา แมนเธย์ นักวิเคราะห์จากธนาคาร ING ระบุว่า การกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ มีผลต่อตลาดมากกว่าการระงับมาตรการผ่อนผันการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านก่อนหน้านี้อย่างมาก พร้อมประเมินว่า ข้อตกลงพักรบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่บรรลุเมื่อเดือนก่อน เริ่มดูเหมือนจะสิ้นสภาพลงอย่างแท้จริงแล้ว

น้ำมันเสี่ยงผันผวนในกรอบสูง โรงกลั่น-เรือบรรทุกได้อานิสงส์เหนือผู้ผลิต

สำหรับแนวโน้มตลาดในระยะข้างหน้า นักวิเคราะห์ประเมินว่า ราคาน้ำมันยังมีโอกาสผันผวนรุนแรงตามข่าวและถ้อยแถลงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ภาวะตึงตัวเชิงโครงสร้างในตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมยังน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงความต้องการใช้น้ำมันในช่วง 6 เดือนข้างหน้า

ภายใต้ปัจจัยดังกล่าว ราคาฐานของน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ราว 70-75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่มุมมองต่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้ายังคงอยู่ในระดับเป็นบวกถึงเป็นกลาง โดยกรณีฐานประเมินกรอบราคาไว้ที่ 74-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI คาดว่าจะซื้อขายต่ำกว่าเบรนท์ประมาณ 4-6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ส่วนต่างราคาการกลั่นของดีเซลและน้ำมันกลั่นระดับกลางมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง สะท้อนภาวะตึงตัวเชิงโครงสร้างจากทั้งมาตรการห้ามส่งออกของรัสเซียและการหยุดชะงักของโรงกลั่นในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มธุรกิจ สถานการณ์ดังกล่าวจึงมีแนวโน้มเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการโรงกลั่นและเจ้าของเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมากกว่าผู้ผลิตน้ำมันดิบ เนื่องจากได้รับแรงหนุนโดยตรงจากค่าการกลั่นและค่าระวางขนส่งที่อยู่ในระดับสูง

อ้างอิง: NYT, Business Standard

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...