โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

อาการ “ชา” ที่มือ ปลายเท้า บ่งบอกอาการป่วย ว่าเป็นโรคอะไร

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"อาการชา” ที่มือหรือปลายมือปลายเท้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การกดทับเส้นประสาทจากท่าทางหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโรคทางระบบประสาทและโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคไต หรือภาวะขาดวิตามินบางชนิด

แม้อาการชาบางครั้งอาจเกิดขึ้นชั่วคราวและหายได้เอง แต่หากมีอาการเกิดซ้ำบ่อย ชาเป็นบริเวณเดิมอย่างชัดเจน หรือมีอาการร่วม เช่น ปวด อ่อนแรง หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการวินิจฉัยและดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง

ตำแหน่งของอาการชา บอกอะไรได้บ้าง

ตำแหน่งที่เกิดอาการชาเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่า เส้นประสาทหรือระบบใดอาจมีความผิดปกติ รวมถึงช่วยกำหนดแนวทางการตรวจเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากอาการชาแต่ละบริเวณมักสัมพันธ์กับเส้นประสาทหรือโรคที่แตกต่างกัน

อาการชาบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง : มักสัมพันธ์กับภาวะเส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้งานมือหรือข้อมือซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การพิมพ์งาน การใช้เมาส์ การทำอาหาร หรือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่อง

อาการชาที่นิ้วก้อยและนิ้วนาง : อาจเกี่ยวข้องกับการกดทับเส้นประสาทอัลนาร์บริเวณข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome) โดยเฉพาะในผู้ที่งอข้อศอกเป็นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมเท้าแขนบ่อย ๆ การปรับท่าทางในชีวิตประจำวันอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการในระยะเริ่มต้นได้

อาการชาบริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ : อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของเส้นประสาทเรเดียล (Radial Nerve) ซึ่งอาจเกิดจากแรงกดทับบริเวณต้นแขน มักพบในผู้ที่อยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมวางแขนพาดพนักเก้าอี้ต่อเนื่อง

อาการ “ชา” ที่มือหรือปลายมือปลายเท้า บ่งบอกอาการป่วย ว่าเป็นโรคอะไร

อาการชาจากการถือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน : การถือโทรศัพท์มือถือในท่าเดิมเป็นเวลานาน อาจเพิ่มแรงกดต่อเส้นประสาทบริเวณข้อศอกหรือข้อมือ จนทำให้เกิดอาการชาหรือปวดร้าวบริเวณนิ้วก้อยและนิ้วนางได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

อาการชาปลายมือปลายเท้าทั้งสองข้าง (Stocking-Glove Pattern) : พบได้ในโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ภาวะขาดวิตามินบางชนิด หรือผลข้างเคียงจากยาบางประเภท โดยเฉพาะยาเคมีบำบัด

มือชาเกิดจากอะไร

นอกจากการกดทับเส้นประสาทเฉพาะจุด อาการชาที่มือและเท้าอาจสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังบางชนิดที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย ได้แก่

  • โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus): ระดับน้ำตาลในเลือดที่ควบคุมไม่ได้ในระยะยาวทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมสภาพ เรียกว่า Diabetic Peripheral Neuropathy
  • โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease): ของเสียสะสมในเลือดส่งผลเสียต่อการทำงานของเส้นประสาท
  • โรคเลือดบางชนิด: เช่น ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามิน B12 ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของเส้นประสาท
  • โรคต่อมไทรอยด์: ภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism) สามารถทำให้เกิดอาการชาได้จากกลไกที่ซับซ้อนหลายประการ

อาการ “ชา” ที่มือ ปลายมือ ปลายเท้า บ่งบอกอาการป่วย ว่าเป็นโรคอะไร

การตรวจวินิจฉัยอาการมือชา

การประเมินผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ครอบคลุมและการวางแผนการรักษาที่ตรงกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละบุคคล

  • การตรวจความเร็วการนำสัญญาณประสาท (Nerve Conduction Velocity: NCV)
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography: EMG)

อาการชาแบบไหน ควรรีบพบแพทย์

  • อาการชาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนานกว่าสองสัปดาห์ หรือเกิดซ้ำบ่อย
  • อาการชาร่วมกับอาการอ่อนแรงหรือกล้ามเนื้อลีบ
  • มีอาการปวดร้าวร่วมกับอาการชา
  • อาการชาร่วมกับการเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่นๆ
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต หรือโรคระบบประสาทที่มีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แนวทางการดูแลตนเองเบื้องต้น

  • ปรับท่าทางการนั่งและการใช้งานมือเพื่อลดแรงกดที่เส้นประสาท
  • หลีกเลี่ยงการวางแขนพาดในมุมที่กดทับเส้นประสาทเป็นเวลานาน
  • พักการใช้งานมือในกรณีที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ ในท่าเดิมต่อเนื่อง
  • รับประทานอาหารให้ครับ 5 หมู่และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรืออาหารเสริมที่ไม่ได้รับการรับรองจากทางองค์การอาหารและยา

ที่มา : โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...