โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เคส 'สุภาพร พิมพงษ์' บททดสอบความเชื่อมั่นของระบบเปิดเผยข้อมูลตลาดทุนไทย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เคส 'สุภาพร พิมพงษ์' บททดสอบความเชื่อมั่นของระบบเปิดเผยข้อมูลตลาดทุนไทย

ตลาดทุนขับเคลื่อนด้วย "ความเชื่อมั่น" ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะนักลงทุนใช้ข้อมูลที่เปิดเผยผ่านระบบอย่างเป็นทางการในการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์และประกอบการตัดสินใจลงทุน

กรณีการรายงานข้อมูลการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของ สุภาพร พิมพงษ์ ที่ระบุการถือครองหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่ง ได้แก่ TRUE, KBANK, BBL, AAV, GJS และ MAJOR คิดเป็นมูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาท ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุน และนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตถึงความถูกต้องของข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านระบบเปิดเผยข้อมูลของตลาดทุน

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงกรณีเฉพาะราย แต่ยังจุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับระบบการเปิดเผยข้อมูลของตลาดทุนไทยว่า มีกลไกตรวจสอบและป้องกันข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นเท็จได้เพียงพอหรือไม่

ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประสานงานกับบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องและสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมย้ำว่าทั้งสองหน่วยงานมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรวดเร็วที่สุด รวมถึงสนับสนุนการตรวจสอบจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดข้อสงสัยจากผู้ลงทุน สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงลำดับการดำเนินการตรวจสอบกรณีการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ที่เกี่ยวข้องกับ สุภาพร พิมพงษ์ โดยระบุว่า รายงานดังกล่าวถูกบันทึกเข้าสู่ระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 ก่อนที่ ก.ล.ต. จะตรวจพบความผิดปกติและทยอยเปลี่ยนสถานะของข้อมูลจาก "ข้อมูลเบื้องต้น" เป็น "อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง" กระทั่งเมื่อได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง จึงนำข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569

ผลการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ระบุว่า ข้อมูลที่รายงานมีความไม่ถูกต้องหลายประการ ทั้งการไม่พบชื่อผู้รายงานในทะเบียนผู้ถือหุ้น ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานไม่มีอยู่จริงในช่วงเวลาที่ระบุ และจำนวนหลักทรัพย์ที่รายงานไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง จึงเข้าข่ายเป็นการนำส่งข้อมูลอันเป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย

ก.ล.ต. ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ระบบการยื่นแบบ 246-2 มีขั้นตอนการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน ทั้งการตรวจสอบข้อมูลกับฐานทะเบียนราษฎรและการยืนยันตัวตนผ่าน OTP ก่อนจึงจะสามารถยื่นรายงานได้ พร้อมย้ำว่าเมื่อพบข้อมูลที่มีความไม่ถูกต้อง จะมีการระบุสถานะและนำข้อมูลออกจากระบบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนของประชาชน

แม้ ก.ล.ต. จะชี้แจงลำดับการดำเนินงานและผลการตรวจสอบอย่างละเอียด รวมถึงเร่งดำเนินการตามกระบวนการเมื่อพบความผิดปกติ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสะท้อนโจทย์สำคัญของตลาดทุนไทยว่า การแก้ไขภายหลังเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากนักลงทุนยังมีข้อกังขาต่อความน่าเชื่อถือของระบบการเปิดเผยข้อมูล เพราะความถูกต้อง ความรวดเร็ว และความสามารถในการป้องกันข้อมูลอันเป็นเท็จตั้งแต่ต้นทาง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นของตลาดทุน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่คือระบบเปิดเผยข้อมูลของตลาดทุนไทยจะได้รับการยกระดับอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำ และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ท้ายที่สุด สิ่งที่ตลาดทุนต้องการอาจไม่ใช่เพียงการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่คือการยกระดับมาตรฐานของระบบเปิดเผยข้อมูลให้มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เพราะ "ความเชื่อมั่น" คือสินทรัพย์สำคัญที่สุดของตลาดทุน และเป็นรากฐานของการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว

แม้ข้อเท็จจริงของกรณีนี้จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือการยกระดับระบบการเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ลงทุนในยุคที่ข้อมูลส่งผลต่อการตัดสินใจได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

โจทย์ที่ตลาดทุนไทยต้องเร่งตอบ

1. ระบบเปิดเผยข้อมูลมีความรัดกุมเพียงพอหรือไม่

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่าตลาดทุนไทยอาจต้องทบทวนกระบวนการตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นเท็จ ก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ

2. จะรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างไร

แม้หน่วยงานกำกับจะดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็ว แต่การฟื้นความเชื่อมั่นอาจต้องอาศัยมากกว่าการนำข้อมูลออกจากระบบ นั่นคือการทำให้ผู้ลงทุนมั่นใจว่ากระบวนการกำกับดูแลมีความรัดกุมและสามารถป้องกันเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ

3. ระบบการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ของไทยควรยกระดับไปในทิศทางใด

ทั้งด้านการตรวจสอบ การยืนยันความถูกต้องของข้อมูล การใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจจับความผิดปกติ และการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ระบบเปิดเผยข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานตลาดทุนสากล

กรณี "สุภาพร พิมพงษ์" อาจเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งของตลาดทุนไทย แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่า ความน่าเชื่อถือของระบบการเปิดเผยข้อมูลมีความสำคัญไม่แพ้ตัวข้อมูล เพราะแม้ความผันผวนของตลาดจะผ่านพ้นไปได้ แต่ "ความเชื่อมั่น" เป็นสินทรัพย์ที่ต้องใช้เวลาสร้าง และอาจสูญเสียได้ในเวลาอันสั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...