โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“นายสุริยะ” สั่งการ กรมชลประทาน - ทุกหน่วยงาน ลุยบริหารน้ำเชิงรุก รับมือเอลนีโญ พร้อมจัดแผน 5 ด้าน เข้าบริหารความเสี่ยงด้านน้ำเต็มระบบ

สวพ.FM91

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“นายสุริยะ” สั่งการ กรมชลประทาน - ทุกหน่วยงาน ลุยบริหารน้ำเชิงรุก รับมือเอลนีโญ พร้อมจัดแผน 5 ด้าน เข้าบริหารความเสี่ยงด้านน้ำเต็มระบบ

(17 พ.ค.69) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำโครงการคลองระบายน้ำภักดีรำไพ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เมือง จ.จันทบุรี และรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ณ อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยมี นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ว่า ไทยมีความเสี่ยงฝนน้อยกว่าค่าปกติในบางช่วงตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 จากความผันผวนของสภาพอากาศและอิทธิพลเอลนีโญ จึงได้สั่งการกรมชลประทาน รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ “บริหารน้ำเชิงรุก” ทันที ครอบคลุมเก็บกัก จัดสรร และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับทั้งเกษตรกร ประชาชน และอุตสาหกรรม สำหรับพื้นที่ EEC ต้องดำเนินการสูบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างคลองและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ โดยในส่วนของการรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน และสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในปีนี้ ได้ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามข้อมูลฝนและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมความพร้อมเครื่องจักร - เครื่องมือเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและพี่น้องประชาชนได้ทันที

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ในกรณีที่เกิดน้ำท่วม ให้ทุกหน่วยงานช่วยกันป้องกันพื้นที่สำคัญ ทั้งโรงพยาบาล วัด โบราณสถาน และสถานที่สำคัญของจังหวัดและชุมชน ให้เกิดความเสียหายและได้รับผลกระทบ “น้อยที่สุด” ถ้ามีเหตุการณ์ฝนทิ้งช่วง ได้มอบหมายให้ กรมชลประทานเข้าจัดหารถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนทันที

“น้ำไม่ใช่แค่ต้นทุนการผลิต แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย โดยพื้นที่ EEC ต้องมีความมั่นคงด้านน้ำควบคู่พลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการลงทุน“ นายสุริยะ กล่าว

ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มองเป็นวิกฤต แต่ได้ “เร่งเตรียมพร้อมล่วงหน้า” เพื่อบริหารความเสี่ยงทั้งหมดผ่าน 5 มาตรการ ได่แก่ 1) เร่งเก็บกักน้ำต้นทุนในทุกพื้นที่ ทั้งอ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำชุมชน และระบบกระจายน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้ง 2) บริหารจัดการน้ำตามลำดับความสำคัญและข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำไฟฟ้า อุตสาหกรรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3) สนับสนุนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะภาคเกษตร ผ่านระบบชลประทานที่แม่นยำการวิเคราะห์ดิน การวางแผนเพาะปลูก และเทคโนโลยี climate-smart agriculture 4) ติดตามและพยากรณ์สถานการณ์น้ำและผลผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนและให้ข้อมูลแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการล่วงหน้า ลดความเสียหายและลดความผันผวนของตลาด และ 5) สนับสนุนการเพิ่ม “ผลิตภาพการใช้น้ำ” หรือ water productivity กล่าวคือ น้ำหนึ่งหน่วย ต้องสามารถสร้างผลผลิต รายได้ และมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นในระยะต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการ “แก้ปัญหาภัยแล้งเฉพาะหน้า” ไปสู่การ “บริหารน้ำเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อรองรับทั้งความมั่นคงอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการลงทุนของประเทศในระยะยาว

“ผมเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพประเทศไทยจะสามารถผ่านความผันผวนของภูมิอากาศครั้งนี้ได้ และเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสในการยกระดับภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” นายสุริยะ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...