‘อรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี’ 4 ปี จัดผัง ‘จราจรน้ำ’ กทม.ใหม่ ปรับพื้นที่หลุมขนมครกให้ระบายได้เร็ว – ปิด 737 จุดเสี่ยงน้ำท่วม
นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้เชี่ยวชาญการบริหารจัดการน้ำ เล่าเรื่อง 4 ปีกับการบริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำหนุน ของกทม. ว่า ในแต่ละปีจะมีความแตกต่างกัน นับตั้งแต่ปี 2565, 2566, 2567, 2568 และคาบเกี่ยวมาถึงปี 2569
โดยในปี 2565 อย่างที่รู้กันดีว่าคือปีหลังจากวิกฤติโควิด ทีมผู้บริหารใหม่ที่เข้ามาไม่ได้เป็นคนจัดทำงบประมาณ ดังนั้นเป็นปีที่กรุงเทพฯ ไม่มีงบประมาณในเรื่องของการระบายน้ำมากนัก ได้แต่ทำงานเป็นกิจวัตรเดิมๆ เพราะเงินส่วนหนึ่งเอาไปใช้ในเรื่องโควิดค่อนข้างเยอะ ประกอบกับปีนั้นเป็นลานีญาแบบเต็มๆ มีปริมาณฝนตกสูงกว่า 2,000 กว่ามิลลิเมตร มากกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีของกรุงเทพฯ ที่ตกอยู่ประมาณ 1,600 มิลลิเมตรต่อปี
“วิกฤติหนักสุดคือในช่วงเดือนกันยายนเดือนเดียว มีปริมาณฝนมากถึง 800 มิลลิเมตร ซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยทั้งปี โดยเฉพาะวันที่ 9 กันยายน 2565 เป็นวันที่กรุงเทพฯ เจอฝนประมาณ 180 มิลลิเมตร หนำซ้ำเป็นวันที่มีน้ำเหนือ น้ำหนุน มารวมกัน ผลกระทบกับกรุงเทพฯ อย่างมากในเวลานั้นคือ น้ำท่วมในพื้นที่ลาดกระบังอยู่เป็นเดือน ทีมเราเข้าไปไม่มีเงิน เพราะเป็นช่วงที่ไม่มีการจัดสรรงบประมาณเอาไว้ นอกจากนั้นพบว่าประสิทธิภาพของเครื่องสูบน้ำ กทม. ใช้ได้แค่ 30% จะทำยังไงให้รอดวิกฤติน้ำในเดือนนั้นให้ได้”
นายอรรถเศรษฐ์เล่าต่อว่า “ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำ จึงได้หยิบยืมเครื่องสูบน้ำของกรมชลประทานเอาไปเสริมเพิ่มเติมในที่ต่างๆ ที่เป็นจุดเสี่ยง ทั้งรามอินทราฝั่งซอยเลขคี่ วงเวียนบางเขน วิภาวดี รัชดาภิเษก และตลอดแนวของลาดกระบังทั้งหมดที่เสียหายหนักมาก อีกทั้งถนนรามอินทรา ณ ตอนนั้น รถไฟฟ้าสายสีชมพูยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ จึงเป็นปัญหาลุกลามไปถึงพื้นที่หลักสี่ ถนนแจ้งวัฒนะ”
มองวิกฤติเป็นโอกาส กำหนดจุดแผลเล็ก ไม่สร้างแผลใหญ่
นายอรรถเศรษฐ์เล่าว่า “หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว กทม.ตั้งหลักใหม่ว่าวิกฤติเป็นโอกาสเสมอ ทำให้มองเห็นสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันว่า เราจะต้องแก้ไขอะไร เพื่อเอามาแก้ในปีถัดไปที่สามารถตั้งงบประมาณได้ และได้เห็นว่าแผลที่เกิดขึ้นคืออะไร ในปีนั้น แม้เราไม่ได้ใช้เงิน แต่ใช้การจัดการ การบริหารทำให้เร็วขึ้น ขันน็อตบุคลากร วางแผนการนำน้ำออกจากพื้นที่”
กล่าวคือ ในระบบของกรุงเทพมหานคร ถูกสร้างเอาไว้แล้วว่ามีระบบปิดล้อมทั้งหมด 22 ระบบปิดล้อม ฉะนั้น เราจะต้องเอาน้ำออกจากพื้นที่จากจุดไหนไปจุดไหน แล้วชะลอบางจุดก่อน ไม่สร้างแผลใหญ่ แต่ไปกำหนดจุดแผลเล็กเอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการลุกลาม
อย่างเช่น การควบคุมน้ำที่ลาดกระบังไม่ให้ลุกลามไปท่วมพื้นที่อื่น โดยมีประตูอยู่สองประตู คือประตูคลองประเวศฯ ตรงลาดกระบัง กับประตูวัดกระทุ่มเสือปลา ตรงสำนักงานเขตประเวศ โดยลาดกระบังเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำเข้ามาในฝั่งกรุงเทพฯ แต่ต้องเอาน้ำออกไปทางสถานีสูบน้ำของกรมชลประทานก็คือประเวศบุรีรมย์ ซึ่งจะต้องออกไปที่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต แล้วไปลงสู่อ่าวไทย อีกทางหนึ่งไปออกบางปะกง ที่สถานีท่าถั่วของกรมชลประทาน ซึ่งประตูนี้มันอยู่ติดกับเขตประเวศ วันที่ฝนตกหนักมากต้องบล็อกให้น้ำขังอยู่ในลาดกระบัง
อีกทั้งต้องเรียนว่า น้ำที่กรุงเทพฯ ดูแลอยู่ มีทางออกทางเจ้าพระยาทางเดียว ทางออกจุดอื่นที่คาบเกี่ยวกับจังหวัด ปริมณฑล กรมชลประทานจะเป็นคนดูแล ฉะนั้น ประเวศบุรีรมย์ออกไปก็จะเป็นเขตฉะเชิงเทรา ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนดูแลสถานี วันนั้นเราปิดประตูตรงนี้ไม่ให้น้ำจากลาดกระบังวิ่งไป เพื่อไม่ให้เกิดแผลใหญ่ลุกลามไปตามพื้นที่ของคลองประเวศบุรีรมย์
ฉะนั้นการรับมือกับปัญหาน้ำในปี 2565 เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจกันระหว่างกรมชลประทานและ กทม. จนเกิดการบูรณาการการเดินเครื่องสูบน้ำที่สอดคล้องกัน ซึ่งในอดีต สถานีสูบน้ำของกรมชลประทานและสถานีของ กทม. ทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน ของ กทม. เป็นสถานีสูบน้ำ ที่สามารถพร่องน้ำติดลบจนระดับท้องคลองได้ แต่ของกรมชลประทานทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะหน้าที่เขาคือดูน้ำแล้ง ไม่ได้ดูน้ำท่วม เพราะฉะนั้น สถานีของกรมชลฯ sump ของเครื่องสูบน้ำจะตื้นกว่ากทม. เพื่อเลี้ยงน้ำเพื่อการเกษตร ประกอบกับในอดีต กรมชลฯ มีเอ็มโอยูว่าน้ำระดับต้องเท่าไหร่ ถึงจะเดินเครื่อง ซึ่งกว่าจะถึงระดับน้ำที่กรมชลฯ จะเดินเครื่อง น้ำก็ท่วม กทม. แล้ว
เมื่อว่าปัญหาหลักต้องมาบูรณาการให้สอดคล้องกันกับการเดินเครื่องสูบน้ำ แม้สถานีกรมชลฯ เป็นผู้ดูแล แต่ก็ต้องสอดคล้องกับวิธีการในแต่ละท้องถิ่น อย่างปัจจุบัน กทม. แทบไม่มีพื้นที่เกษตรกรรมแล้ว เพราะฉะนั้น จะต้องปรับให้สอดคล้องกับเมือง กทม. จึงได้ทำเอ็มโอยูฉบับใหม่กับกรมชลฯ ให้มีการเดินเครื่องสูบน้ำในระดับน้ำที่ควรจะเป็น ทำให้ปี 2566 การบริหารจัดการในส่วนนี้ดีขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งในปี 2565 พบว่า การจะรับมือปริมาณฝนที่มากกว่า 1,600 มิลลิเมตรต่อปีขนาดนี้ ซึ่งในอดีต กทม. การันตีว่าถ้าฝนตก 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง น้ำจะไม่ท่วม กทม. มีท่อระบายน้ำ อย่างที่ผู้ว่ากทม.บอกเป็นเส้นเลือดฝอย คือมีท่อ 80 เซนติเมตรอยู่เยอะมาก ส่วนท่อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.20 เมตรมีน้อยมาก
นายอรรถเศรษฐ์ย้ำว่าการจัดการน้ำของกทม. สถานีสูบน้ำคือหัวใจ คลองสายหลักคือเส้นเลือดใหญ่ ท่อระบายน้ำคือเส้นเลือดฝอย โดยขยายวงรอบให้ครบวง สำนักการระบายน้ำ มีท่อระบายน้ำต้องดูแลทั้งหมด 6,000 กิโลเมตร ไม่เคยมียุคไหนที่ทำครบวงรอบทั้ง 6,000 กิโลเมตร ทำการขุดลอกท่อระบายน้ำ โดยแบ่งอีกว่าเป็นท่อหน้าตลาด ท่อถนนสตรีทฟู้ด ท่อพวกนี้มีไขมันเยอะ ดังนั้น วงรอบต้องไม่ใช่ปีละครั้ง เรารู้ปัญหาว่าเดี๋ยวก็มันก็อุดตัน ไขมันเยอะ ก็ทำซ้ำ 3-4 ครั้งต่อปี
ส่วนคลอง 1,982 คลองใน กทม. มีความยาวทั้งหมด 2,600 กิโลเมตร ทุกวันนี้มีวงรอบที่เราจะต้องทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดทางน้ำไหล ขุดลอกคลอง เฉลี่ยประมาณ 1,200-1,400 กิโลเมตรต่อปี
“นอกจากนี้สถานีสูบน้ำที่มีประสิทธิภาพแค่ 30% ก็ต้องทำให้ ‘หัวใจการสูบน้ำ’ ให้ดี ปี 2566 ยังไม่ได้ทำอะไร เพราะไม่มีเงิน แต่ทำเรื่องของขุดลอกท่อ ถึงแม้สถานีสูบน้ำจะเหลือประสิทธิภาพ 30-40% แต่การลำเลียงน้ำต้องมาถึงให้ได้ ดังนั้นจึงพยายามทำเปิดทางน้ำให้เยอะขึ้น เพื่อให้น้ำไปที่สถานีให้ได้ มีการรณรงค์ไม่ทิ้งขยะลงคลอง และเก็บวัชพืชตต่างๆ ให้ได้มากที่สุด”
สร้าง ‘Risk Map’ ปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 ทั่วกทม.
นายอรรถเศรษฐ์เล่าต่อว่าปี 2566 เริ่มเห็นแล้วปัญหาน้ำท่วมว่าดีขึ้นกว่าปี 2565 เพราะถูกวางแผนว่าควรทำอะไรก่อนและหลัง พอฝนตกลงมา ไม่ใช่ไม่มีท่วม ยังมีอยู่ แต่ไปทำเรื่อง “risk map” จุดเสี่ยงของน้ำท่วมทั้งหมด ซึ่งรวมถึงจุดที่เป็นของเอกชนด้วย รวม 737 จุดทั่วกรุงเทพฯ แล้วพล็อตจุดพวกนี้ลงไปใน risk map หรือแผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วม
ดังนั้นน้ำก้อนใหญ่ที่เป็นปัญหามี 737 จุด เราแยกพัฒนาก่อน เช่น ถ้าพัฒนาคลองสายหลักที่ผ่านให้น้ำลงได้ดีขึ้น หายไป 20-30 จุด รวมเก็บขยะขวางทางน้ำถี่ขึ้น เปิดทางน้ำไหลมากขึ้น จากพื้นที่เสี่ยง 700 กว่าจุด ก็ลดลงมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้เหลือเพียงประมาณ 200 จุด ซึ่งเป็นพื้นที่เอกชน รอการยินยอมให้ใช้พื้นที่ ปัญหาดีขึ้นตามลำดับ นี่คือการเอาบทเรียนจากปี 2565 มาใช้เพื่อแก้ไขในปี 2566
พอเราตั้งหลักได้ว่าปี 2567 เป็นปีที่ทีมบริหารทำงบประมาณเอง ก็ทำเรื่องปรับปรุงสถานีสูบน้ำทั้งหมด รวมถึงบ่อสูบน้ำ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาเยอะมาก เนื่องจากเป็นเครื่องดีเซล เสียงดัง ชาวบ้านโวยวาย เกิดมลภาวะ ฝนตกลงมา สูบน้ำไม่ได้ เราก็ใส่โครงการพวกนี้ลงไป คือบ่อสูบน้ำตามหัวมุมเกือบจะทุกสะพานข้ามคลอง เพื่อเอาน้ำชู้ตลงคลองได้โดยตรง ซึ่งทำไปแล้วเป็นร้อยจุด
จะเห็นว่าวันนี้กรุงเทพฯ มีการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยเห็นเครื่องสูบน้ำที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลเต็มไปหมด ปัจจุบันเหลือน้อยมาก เพราะเราทำบ่อสูบน้ำ ตั้งเป็นออโต้ ฝนตกมาเครื่องทำงานเอง ลดปัญหา human error ก็ดีขึ้นตามลำดับ พร้อมกับการพัฒนาตัวเขื่อนคลองใหม่ ดาดท้องคลองเพิ่ม พัฒนาตัวเส้นเลือดใหญ่ให้ดีขึ้น ไม่ได้พัฒนาแค่เส้นเลือดฝอย
สำหรับเส้นเลือดฝอย 6,000 กว่ากิโลเมตร ท่อ 80 เซนติเมตร มีอยู่เต็มไปหมด ได้ไล่เปลี่ยนเป็นท่อ 1.20 เมตร หลายร้อยกิโลเมตร และกดระดับคลองให้ลึกลงไป พร้อมทั้งทำคันเขื่อน แล้วไล่ผู้รุกล้ำ ไม่ว่าจะคลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร หรือคลองย่อยๆ กลางเมือง เราก็พัฒนาทำดาดท้องคลอง
เมื่อเรารู้ปัญหา เอางบประมาณลงไป โดยเริ่มจากการพัฒนาคลองที่อยู่กลางเมืองทั้งหมดให้ดีขึ้น แต่พวกนี้ใช้เวลาและเงินทุนค่อนข้างเยอะ เราก็ต้องแบ่งสรรงบประมาณ ไม่สามารถทำเสร็จในคราวเดียวได้ เพราะการพัฒนาคลองไม่ใช่การทำให้เป็นฟลัดเวย์อย่างเดียว แต่มันจะทำให้คลองดีขึ้น สวยงามขึ้น ทำให้คุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ดีขึ้น ทำให้สิ่งแวดล้อมต่างๆ ดีขึ้นตามมาโดยลำดับ
โดยปี 2567 ที่ได้เราได้งบมาทำ ก็เอาไปทำเรื่องพวกนี้ ซึ่งในหลักการคือ คลองขนาดใหญ่เราจะต้องทำให้มีความลึกถึงใต้ท้องคลองที่ -3.5 เมตรให้ได้ ส่วนคลองขนาดเล็กหรือคลองซอย จะต้องมีความลึกไม่ต่ำกว่า -2 ถึง -2.5 เมตร ส่วนท่อระบายน้ำจะต้องมีขนาด 1-1.20 เมตรให้ได้ เพื่อให้สามารถรับน้ำเหลืออยู่ได้
กทม.พื้นที่ ‘หลุมขนมครก’ น้ำไหลเองไม่ได้
“สิ่งที่เราทำก็คือกำหนดแนวทางให้ถูกว่าจะเดินไปทางไหน ถ้าไม่กำหนดทิศทางให้ถูก การพัฒนาเมืองมันไม่มีทางจบได้ นักวิชาการหลายคนบอกว่าต้องไปทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ก่อน แต่จริงๆ แล้วตอนน้ำท่วมคุณไม่ได้อยู่กับผม ไม่ได้เท้าเปียกน้ำกับผม ไม่ได้เห็นทิศทางการระบายของน้ำที่แท้จริงเวลาน้ำท่วม จะไปเขียนแก้ปัญหาบนกระดานไม่ได้ คุณต้องไปดูความเป็นจริงก่อน”
พื้นที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่มหัศจรรย์ไม่เหมือนเมืองใดในโลก เราไม่ได้เป็นแอ่งกระทะอย่างเดียว แต่กรุงเทพฯ เป็น ‘หลุมขนมครก’ แต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำแตกต่างกันไป อย่างเช่น พื้นที่ที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ คือพื้นที่อยู่ตามแนวริมน้ำเจ้าพระยา ไม่ว่าจะฝั่งพระนครหรือฝั่งธน พื้นที่ฝั่งพระนครที่ต่ำสุดคือพื้นที่ย่านรามคำแหง ยาวไปจนถึงถนนศรีนครินทร์ พัฒนาการ
พอจะพ้นเขตของกรุงเทพฯ ไปเจอสมุทรปราการขนาบข้าง คนอาจจะมองว่าสมุทรปราการต่ำกว่ากรุงเทพฯ ซึ่งไม่จริง เพราะกรุงเทพฯ เป็นแอ่ง ฉะนั้น น้ำจะถูกขังอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ระบายออกไม่ได้ พอสมุทรปราการน้ำสูง ก็จะไหลเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ
ดังนั้น ต้องเข้าใจทิศทางการไหล เราต้องแก้ปัญหาของเมืองแบบแผลต่อแผลก่อน ถึงจะไปกำหนดแผน เราไม่ได้พูดกันถึงแผน 20 ปีเหมือนในอดีต เพราะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศวันนี้มัน extreme ฉะนั้น แผนมันต้องพูดกันใน 5 ปี
“ใน 5 ปี ค่าเฉลี่ยฝนแตกต่างกันเยอะมากแบบไปดูย้อนกลับไม่ได้ เราเรียนเรื่องคาบอุบัติ(ระยะเวลาเฉลี่ยที่คาดว่าเหตุการณ์ทางธรรมชาติ) แล้วไปใช้คาบอุบัติในการคำนวณฝน 30 ปี แต่ 30 ปีที่แล้วสภาพอากาศไม่ได้สุดขีดแบบนี้ เพราะฉะนั้น การคำนวณทั้งหมดที่ใส่ในตำราเรียน แล้วคำนวณว่าควรที่มีเครื่องไม้เครื่องมือในความสามารถขนาดไหน ตัวเลขนั้นมันผิด ไม่รองรับกับปัจจุบัน วันนี้ผมมองว่า 5 ปีก็ต้องมาทบทวนกันที ในสมัย 30 ปีก่อน เรายังไม่เคยได้ยินกันเลยว่า ลานีญาเป็นยังไง เอลนีโญเป็นยังไง ดังนั้น เราต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้ใหม่ทุก 5 ปี”
อย่างไรก็ดี อีกปัจจัยความโชคดีอย่างหนึ่งของกรุงเทพฯ ก็คือ เรามีอุโมงค์ระบายน้ำอยู่หลายอุโมงค์
อุโมงค์คลองเปรมประชากร อยู่ตรงสะพานสูง ตัวที่สองคืออุโมงค์พระราม 9 ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างคลองแสนแสบกับคลองลาดพร้าว เอาน้ำไปออกที่คลองพระโขนง
อุโมงค์บึงมักกะสัน บึงมักกะสันเป็นแก้มลิง คล้ายเป็นสะดือน้ำจากคลองแสนแสบเข้าได้ น้ำจากลาดพร้าวเข้าได้ โดยผ่านระบบที่จัดวางไว้ คือระบบที่สามารถเลือกว่าจะเอาจากซ้ายหรือจากขวา จากแสนแสบหรือจากลาดพร้าวเข้ามาที่มักกะสัน จากนั้นมักกะสันมีอาคารรับน้ำระหว่างทางจนไปออกที่ช่องนนทรี ตรงพระราม 3
อุโมงค์คลองบางซื่อ เป็นคลองเชื่อมระหว่างคลองลาดพร้าว ไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา การเกิดคลองบางซื่อ เพราะว่า ถ้าเราตัดน้ำออกทางด้านซ้ายไปแม่น้ำเจ้าพระยา มันเร็วกว่า แต่ถ้าเราปล่อยให้มาลงลาดพร้าว จากลาดพร้าวมาเชื่อมแสนแสบ จากแสนแสบมันไกลกว่าน้ำจะออกได้ การทำทางลัดคือเกิดอุโมงค์นี้ขึ้นมา คอยเก็บน้ำของบางซื่อ ซึ่งผ่านจุดสำคัญๆ ไปตลอดเส้น ไม่ว่าจะเป็นรัชดาภิเษก วิภาวดีรังสิต กำแพงเพชร ไปถึงย่านเกียกกาย
ส่วนตัวไฮไลต์สุดคืออุโมงค์บึงหนองบอน ต้องใช้งานได้ในปี 2565 แต่ความโชคร้ายต้นปี 2565 ก่อนมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อุโมงค์นี้พัง 80 เมตร ในช่วงระหว่างสถานีรับน้ำ S2 ถึง S3 หรือช่วงระหว่างคลองเคล็ด อุโมงค์ทรุดตัวพังลงมา ใช้งานไม่ได้ ต้องทำอุโมงค์เส้นใหม่เชื่อมต่อ S2-S3 ในความยาว 2,100 เมตร ซึ่งแก้ไขเสร็จไปเมื่อปลายปี 2568 ปีนี้ 2569 เปิดรับน้ำได้ทุกอาคารรับน้ำจากบึงหนองบอน ยาวไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทุกอาคาร เชื่อมต่อเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงทดสอบระบบ
จัด ‘จราจรน้ำ’ กทม.ใหม่
นายอรรถเศรษฐ์กล่าวว่า จากปัญหาปี 2566-2567 ที่อุโมงค์บึงหนองบอนใช้ไม่ได้ ต้องไปจัดสรรเส้นทางของน้ำ โดยอิทธิพลของคลองประเวศบุรีรมย์ใหม่ ตั้งแต่บางนา พระโขนง ประเวศ สวนหลวง ลาดกระบัง ต้องจัดการน้ำก้อนนี้ใหม่ว่าจะลำเลียงออกอย่างไร เรียกว่า “การจัดจราจรน้ำใหม่” ซึ่งเป็นที่มาของการทำผังน้ำ เพื่อให้เราสามารถจัดจราจรน้ำได้ดีขึ้น
” สมัยก่อนได้ยินกันบ่อยๆ ว่าคลองเต็ม น้ำออกไม่ได้ เพราะไม่มีใครไปจัดจราจรน้ำ สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ก็คือ เรารู้ปัญหาทั้งหมด แต่บนสิ่งที่เราขาดเครื่องมือ ก็ต้องมาจัดจราจรน้ำ ดังนั้นระยะเวลา 4 ปี ใช้งบประมาณอาจจะน้อยกว่ายุคหลายๆ ผู้ว่าฯ แต่มี ‘ความเข้าใจ’ เรื่องการจัดการน้ำมากกว่า”
พอความเข้าใจมีมากกว่า แม้จะยังมีน้ำท่วมขัง แต่ระบายเร็วขึ้น เพราะเราทำผัง มีข้อมูลระดับน้ำทุกคลองสายสำคัญ มันจะบอกตัวเลขหมดว่าคลองยังเหลือพื้นที่รับน้ำเท่าไหร่ พอเรารู้ก็บริหารง่ายขึ้น นี่คือสิ่งสำคัญ ใช้เงินเท่าเดิม แต่องค์ความรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น ทีมงานเราดีขึ้น น้ำก็ลงได้เร็วขึ้น
“ผมกล้าพูดว่า ถ้าเราไม่มีอุปสรรคเรื่องการก่อสร้างต่างๆในกทม.ที่เราสร้างเองหรือหน่วยงานอื่นสร้าง อาทิ เราไปควบคุมการทำรถไฟฟ้าไม่ได้ ทำรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้มวิ่งผ่านทั้งเมือง ตัดท่อระบายน้ำเราไปเยอะแยะ ซึ่งมันมองไม่เห็น มันจะเห็นต่อเมื่อน้ำมันท่วมแล้ว แสดงว่ามันต้องมีปัญหา แล้วค่อยแก้ว่าไปเสริมอะไร บายพาสอะไร เอาเครื่องสูบน้ำชั่วคราวไปใส่ตรงไหนได้บ้าง หรือทำทางให้มันใหม่ ก็เป็นอันที่เราไม่ได้ละเลย เรารู้ว่าปัญหามันจะเกิด ฝนตกแล้วตรงนี้จะมีปัญหา คนของสำนักการระบายน้ำก็เข้าไปประจำจุด เพราะเราให้ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญว่าต้องไปตรงนี้ก่อน อย่างน้อยที่สุดไปทำให้น้ำลงเร็วขึ้น เพราะว่ารถไฟฟ้าเส้นสายสีส้มมันอยู่กลางเมือง”
บริหารน้ำโดยผู้รู้ ไม่ใช่นักการเมือง
พร้อมย้ำว่า…การบริหารน้ำ ต้องบริหารโดย ‘ผู้รู้ ไม่ใช่นักการเมือง’
“ที่ผ่านมาทุกที่ทุกเขตเป็นเหมือนกัน สก. จะมาสั่ง พื้นที่เขาท่วม ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราต้องมองภาพรวม การบริหารน้ำ มันต้องให้คนที่เขารู้จัดการ นี่คือปัญหาที่เราเจอ ก็ต้องทำความเข้าใจ และยืนกรานที่จะทำตามแผนการจัดการน้ำ
ถามว่านักการเมืองจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้รู้ ก็ต้องฟังสำนักการระบายน้ำ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าจราจรน้ำเป็นอย่างไร เขามีความเข้าใจจราจรน้ำทั้งหมด กทม.ไม่ได้มีเครื่องมือมากขึ้นกว่าเดิม แต่เรามีองค์ความรู้ที่มากขึ้น ซึ่งองค์ความรู้มีมานานแล้ว เพียงแต่ใครจะให้อิสระในการที่เราจะคิดและทำ
“ยุคของอาจารย์ชัชชาติ เขารู้ว่าแนวทางที่เราเดินมันคือแนวทางที่ถูก ไม่ได้ใช้เงินเยอะ งบประมาณก็เท่าเดิม แต่มันต้องจัดจราจรน้ำใหม่ บริหารจัดการใหม่ ลงพื้นที่มากขึ้น พาไปเห็นปัญหามากขึ้น ไปเป็นทีมมากขึ้น มองภาพรวมให้ออกทั้งหมด”
“สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจองค์ประกอบอันหนึ่งว่า ข้าราชการเติบโตตามหน่วยงาน คนอยู่กองท่อ คนอยู่กองคลอง คนอยู่อาคารบังคับน้ำ แต่ทั้งสามส่วนต้องมาประกอบร่างกันโดยมีศูนย์บัญชาการ แต่หัวแต่ละหัวมันดูทั้งหมดไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันต้องทำระบบและเครื่องมือให้เข้าใจภาพทั้งหมด”
“ผมพยายามทำให้มันง่าย ผมไม่อยู่ ก็ยังทำงานได้ เข้าใจกัน ตอนทำงานผมฟังวิทยุทุกวัน ฟังวอทุกวัน ฟังระดับน้ำ การระบายน้ำในอดีต จะรายงานน้ำในคลองสองรอบทุกวันคือ 7 โมงเช้า กับ 6 โมงเย็น ต้องอาศัยประสบการณ์จริง ยังไม่มีอะไรให้ดู ไม่มีตัวเลขให้ดู คุณต้องนั่งฟังวิทยุตอนเช้า ต้องจำให้ได้ ว่าแต่ละคลองต้องคุมน้ำระดับเท่าไหร่ไม่ให้ท่วม แล้วมันมี 1,982 คลอง ก็ต้องแตกออกมาเป็นผังจราจรน้ำ แล้วสั่งว่าควรคุมเมื่อไหร่ อย่างไร ก็ต้องปรับตรงนี้ไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์”
“ทุกวันนี้ก็ฟังอยู่ ยังมีการรายงานทุกวัน แต่จริงๆ การรายงานก็รายงานไป แต่เราก็ใส่เซนเซอร์เข้า บางจุด แม้การรายงานด้วยคน มีความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า และต้องเข้าใจว่าเซนเซอร์ที่ติด บางครั้งขยะไปติดหน้าเซนเซอร์ ตัวเลขก็จะเพี้ยนไป ก็ต้องเอาข้อมูลที่รายงานด้วยคนกับข้อมูลจากเซนเซอร์มาตรวจสอบเทียบกัน เพื่อให้ข้อมูลมันตรงกัน อีกอย่างการรายงานด้วยคน เป็นตัวตรวจสอบซ้ำด้วยว่าเซนเซอร์ที่เราติดอยู่มันทำงานปกติไหม”
“จริงๆ เราใส่เทคโนโลยีลงไปค่อนข้างเยอะ แต่ก็พยายามไม่ให้เกิดความผิดพลาดจากมนุษย์ อย่างเช่น ต้องไปเดินเครื่องสูบน้ำให้ทัน เราก็พยายามทำระบบออโต้เข้าไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บางที่ทำได้ บางที่ทำไม่ได้ สมมติเราไปทำออโต้ทั้งหมด ขยะมันไปติดหน้าสกรีน เครื่องสูบน้ำทำงานโดยไม่มีน้ำ เครื่องสูบน้ำก็อาจจะมีความเสียหายหรือไหม้ได้ ดังนั้นก็ต้องมีทั้งสองส่วนผสมกัน เพียงแต่เราก็เลือกทำแต่ละที่ตามความเหมาะสม”
กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่มีระบบการบริหารจัดการน้ำดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นายอรรถเศรษฐ์เชื่อว่า ‘วันนี้สามารถพูดได้ว่า กรุงเทพฯ เป็นแม่แบบให้กับจังหวัดอื่นๆ ที่แม่น้ำเจ้าพระยาผ่านทั้งหมด เพราะกรุงเทพฯ มีพื้นที่ มีกายภาพเมืองที่สลับซับซ้อน มีกายภาพที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ว่ากรุงเทพฯ บริหารน้ำด้วยตัวเองได้ ต้องพึ่งพา ต้องบูรณาการร่วมกันกับกรมชลประทาน ต้องเข้าใจกัน ต้องมีองค์ความรู้
“เรามีองค์ความรู้มากพอที่จะบริหารจัดการน้ำ ดังนั้นกล้าพูดได้ว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่มีระบบการบริหารจัดการน้ำดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เรามีอุโมงค์ทุกรูปแบบ อยากจะให้เมืองอื่นๆ มาศึกษาและดูงานกรุงเทพฯ เป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบ”
ยกตัวอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาเราวันนี้ น้ำผ่านมา 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผมการันตีว่าสบายๆ ปี 2554 น้ำผ่านเจ้าพระยา ผ่านกรุงเทพฯ แค่ 2,800 ลูกบาศก์เมตร ทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้เสริมคันกั้นน้ำ ปีล่าสุด 2568 ประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตร ก็ไม่น่ากลัว คือกรุงเทพฯ ไม่เคยห้ามน้ำเข้า เข้าได้เลย แต่เข้าเท่าไหร่ เอาออกเท่านั้น ต้องมี capacity ทำองค์ความรู้ที่เท่าทัน
ดังนั้น เรื่องน้ำเหนือ เราไม่ได้กังวล เพราะว่าในระยะเวลาที่ผ่านมา คนมักจะพูดว่ากรุงเทพฯ ไม่ยอมให้น้ำผ่าน เวลาน้ำเหนือมา แต่จริงๆ แล้วกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วม เรามีเขื่อนสองข้างเจ้าพระยา เราเสริมความสูงขึ้นไปอีก 50 เซนติเมตร จนวันนี้เรามีเขื่อนตั้งแต่ระดับ 2.80 เมตร ไปถึง 3.50 เมตร ซึ่งในสองฝั่งเจ้าพระยามีความยาวรวมกัน 88 กิโลเมตร
ที่ผ่านมากทม.มีจุดฟันหลอเยอะแยะไปหมด(ไม่มีเขื่อน) ปัจจุบันนี้จุดฟันหลอของชุมชนใหญ่เหลือแค่ชุมชนเดียวคือชุมชนโรงสี แล้วเราก็ได้งบประมาณแล้วด้วยที่จะทำ ที่เหลือเป็นจุดฟันหลอแบบเลี่ยงไม่ได้ เช่น ท่าขึ้นเรือ ที่เอกชนประกอบการค้า เป็นต้น แต่ตรงนั้นเราก็ทำกระสอบทรายล้มลุกเอาไว้ในช่วงฤดูกาลที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น น้ำเหนือเราไม่เคยห่วง น้ำเหนือ น้ำหนุนมา เราไม่ห่วงว่าจะมีปัญหากับ กทม.
อีกส่วนหนึ่งคือ เวลาน้ำเหนือหลากมา ไม่ว่าจะมาแบบไหน คันป้องกันตามแนวพระราชดำริสองฝั่งมีความยาวอีก 77 กิโลเมตร ซึ่งตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เราได้บูรณาการหมดแล้ว วันนี้ไม่ต้องห่วงว่าน้ำเหนือจะลงขนาดไหน น้ำหนุนจะเป็นแบบไหน
จากวันนี้ไป คิดว่าแนวทางการจัดการน้ำที่เราเดินมานั้นถูกแล้ว เพียงแต่ยังทำแนวทางนี้ไม่ครบ 100% ทุกพื้นที่ ถ้าได้ครบทั้ง 100% ก็จะดีขึ้น แต่ใช้งบประมาณมาก ก็ต้องดูว่าแต่ละปีจะทำอะไรก่อน-หลัง
ต้อง ‘เชื่อมคลองด้วนเข้าหากัน’
เมื่อถามว่า 4 ปีต่อไป อยากจะทำอะไรต่อไปเกี่ยวกับการจัดการน้ำ นายอรรถเศรษฐ์กล่าวว่า “กรุงเทพฯ มี 1,900 กว่าคลอง แต่ยังมีคลองด้วนที่ไม่เชื่อมต่อกันเยอะมาก สิ่งที่อยากทำคือ “เน็ตเวิร์กคลอง” หมายความว่าถ้าคลองสองเส้นวิ่งมาไม่ชนกัน แล้วลงไปที่คลองใหญ่ ถ้าอันใดอันหนึ่งมีปัญหา มันจะออกไปได้แค่ทางเดียว เพราะฉะนั้น ต้องเชื่อมให้สองคลองเข้าหากัน
ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ห้วยขวางมีคลองนาซองไปลงคลองสามเสนด้านตอนใต้ ด้านตอนบนก็ไปลงคลองห้วยขวางออกคลองบางซื่อ นาซองก็จะขนานกับคลองยายสุ่น ซึ่งเป็นคลองด้วน ซึ่งไปลงคลองสามเสน แต่อยู่ใกล้กัน แต่สองอันนี้ไม่เชื่อมกัน เพราะฉะนั้น ถ้าน้ำนาซองเต็มมันผ่องออกด้านยายสุ่นไม่ได้
เหมือนคลองเป้งตรงทองหล่อซอย 10 แสนแสบวิ่งชนมาถึงทองหล่อซอย 10 ตรงข้ามของทองหล่อซอย 10 ก็คือถนนสุขุมวิท 63 มีคลองบางมะเขือออกไปที่พระโขนงได้ อันนี้ก็ไม่เชื่อมกัน แทนที่มันจะสามารถออกแสนแสบได้ ออกพระโขนงได้ทั้งสองทาง ถ้าเกิดด้านใดด้านหนึ่ง บางทีฝนมันเยอะ มันเต็ม สามารถที่จะแชร์ออกได้ทั้งสองทาง น้ำก็จะระบายได้เร็วขึ้น
นี่คือการทำน้อยแต่ได้เยอะ ไม่ต้องทำอุโมงค์ขนาดใหญ่ แต่เชื่อมคลองเข้าหากัน ไม่ต้องเสียเป็นหมื่นล้าน แต่เชื่อมคลองที่มีอยู่ แล้วทำดาดท้องคลอง ทำเขื่อนคลอง เชื่อมคลองเข้าหากัน พอคลองเป็นเน็ตเวิร์กเหมือนใยแมงมุม มันจะออกได้ทุกทิศทุกทาง คลองสายหลักเราเชื่อมกันได้ แต่คลองย่อยยังไม่เชื่อม คลองย่อยเป็นตัวที่เก็บน้ำในชุมชน เก็บน้ำทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เราอยากทำ ก็ต้องพิจารณาเป็นกรุ๊ปๆ ไป
“เพราะฉะนั้น ต้องทำคลองพวกนี้ให้เชื่อมกันให้ได้ ถ้าทำเชื่อมกันได้ เราสามารถที่จะระบายน้ำได้ ฝนไม่ตกทั่วฟ้า ทั่วกรุงเทพฯ ในคราวเดียวกัน ตรงนี้เยอะ น้ำคลองนี้สูง เราจะผ่องน้ำจากคลองนี้มาคลองนี้ แต่มันต้องเชื่อมกันก่อน จะบริหารจัดการง่ายขึ้น นี่คือสเต็ปต่อไป ถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำเรื่องนี้ต่อ เพราะจะเป็นประโยชน์ และใช้เงินไม่เยอะมาก ค่อยๆ ทำไป จากจุดหนึ่งเชื่อมจุดหนึ่ง ถ้าเมื่อไหร่มีแผนชัดเจน ทิศทางก็จะไปถูก”
“อยากจะฝากว่า แม้จะได้ทำต่อหรือไม่ได้ทำต่อ ก็ต้องฝากคนที่เข้ามาดูกรุงเทพฯ ว่าสิ่งที่ทำมา มันมีองค์ความรู้อยู่ในสำนักระบายน้ำ องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำกทม.มีหมดทุกอย่าง แต่อยากให้เข้าใจคนทำงาน เข้าใจตัวเมือง เข้าใจเครื่องไม้เครื่องมือที่เรามีอยู่ เข้าใจหลักการ แล้วมันจะเดินได้ วันนี้มันเดินมาสัก 50-60% แล้ว เหลืออีกนิดหนึ่งก็จะสมบูรณ์” นายอรรถเศรษฐ์กล่าว