แกะเครือข่ายนอมินี พบ “บัญชีสีเทา” 140 รายเข้าถือหุ้นบริษัท มูลค่ารวม 2.5 พันล้าน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยความคืบหน้าการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่ประมาณ 1 ล้านราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วนประมาณ 2 แสนราย บริษัทจำกัดราว 8 แสนราย และบริษัทมหาชนกว่า 1,500 ราย
โดยในจำนวนบริษัททั้งหมดมีเกือบ 120,000 ราย ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนกับคนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐสนับสนุนให้เกิดขึ้น แต่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายอย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ ในจำนวนดังกล่าวพบว่ามีบริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วน 40-49.99% จำนวน 95,306 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการป้องกันการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ตลอดช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา กรมฯ ได้ออกคำสั่งและประกาศเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการรับจดทะเบียนธุรกิจ โดยมาตรการชุดแรกที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ประกอบด้วย 4 คำสั่งและ 2 ประกาศ ส่งผลให้จำนวนการจดทะเบียนในลักษณะกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง 51.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ก่อนจะออกคำสั่งเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อกำหนดให้มีการยืนยันการลงทุน ส่งผลให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงเพิ่มเป็น 65.22%
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกประมาณ 35% ที่อาจมีการหลบเลี่ยงกฎหมาย กรมฯ จึงเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 โดยจะเน้นตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ร่วมลงทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามีการนำเงินมาลงทุนจริงหรือไม่ และเงินดังกล่าวถูกนำเข้าบริษัทจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง กับการปิดช่องโหว่ของผู้ที่พยายามหลีกเลี่ยงกฎหมาย
สำหรับมาตรการตรวจสอบเส้นทางการเงิน จะดำเนินการเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกจะให้ผู้ถือหุ้นคนไทยนำ Bank Statement จากธนาคารมายืนยันแหล่งที่มาของเงินลงทุน ขณะที่เฟสที่สอง กรมฯ มีแนวคิดเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real Time กับธนาคารผ่านสมาคมธนาคารไทย ซึ่งปัจจุบันกรมฯพร้อมดำเนินการแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการประสานข้อมูลกับภาคธนาคาร
ทั้งนี้ ในช่วงเกือบ 8 เดือนที่ผ่านมา กรมฯได้บูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมที่ดิน และหน่วยงานท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก 34 พื้นที่ ใน 11 จังหวัด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2569 พร้อมตรวจสอบข้อมูลทะเบียน ผู้ถือหุ้น และงบการเงินของบริษัทกลุ่มเสี่ยงจำนวน 3,294 ราย
นอกจากนี้ ยังได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยส่งให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษี 14,800 ราย กรมที่ดินตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ 7,394 ราย ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน 534 ราย DSI ดำเนินการตามกฎหมาย 2,236 ราย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) 2,257 ราย สำนักงานประกันสังคมตรวจสอบการส่งเงินสมทบลูกจ้าง 137 ราย
ส่งข้อมูลนิติบุคคลในพื้นที่ห้วยขวาง 53 ราย ให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ส่งข้อมูลเพิ่มเติมอีก 2,713 ราย ให้ชุดเฉพาะกิจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งส่งข้อมูลให้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตรวจสอบกรณีล้งมะพร้าวที่อาจมีพฤติกรรมฮั้วราคารับซื้อ 15 ราย และส่งข้อมูล 2,094 ราย ให้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดให้ตรวจสอบธุรกิจเสี่ยงใน 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจซื้อขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ขนส่งและคลังสินค้า ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ธุรกิจการเกษตร และธุรกิจก่อสร้าง
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบพฤติกรรมที่ชาวต่างชาตินิยมใช้ในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย คือการใช้ผู้ทำบัญชี พนักงานสำนักงานบัญชี สำนักงานกฎหมาย หรือพนักงานคนไทยในธุรกิจต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นแทน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
1.) การจัดตั้งบริษัทในสัดส่วนคนไทยและต่างชาติ 51:49
2.) การจัดตั้งบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นเกิน 50%
3.) การจัดตั้งบริษัทโดยใช้คนไทยถือหุ้นทั้งหมด ก่อนแก้ไขให้ต่างชาติถือหุ้นหรือกำหนดสิทธิพิเศษให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นต่างชาติมีอำนาจเหนือผู้ถือหุ้นไทย
ล่าสุด กรมฯ ได้ขยายผลตรวจสอบไปยังสำนักงานบัญชีในพื้นที่ท่องเที่ยว 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา และแม่ฮ่องสอน พบสำนักงานบัญชี 29 แห่ง และผู้ทำบัญชี 140 คน เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนจำนวน 2,040 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหุ้นรวม 2,528 ล้านบาท
จากการจัดอันดับพบว่า ผู้ทำบัญชีบางรายเข้าไปถือหุ้นมากถึง 212 บริษัท มูลค่าการลงทุน 247 ล้านบาท รายถัดมาถือหุ้น 147 บริษัท มูลค่า 142 ล้านบาท และอีกรายถือหุ้น 127 บริษัท มูลค่า 217 ล้านบาท ขณะที่เฉพาะผู้ทำบัญชี 10 อันดับแรก เข้าไปถือหุ้นรวมกันถึง 827 บริษัท ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดวิสัยของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และข้อมูลทั้งหมดได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว
นอกจากนี้ นายพูนพงษ์ กล่าวว่า วันที่ 30 มิถุนายนนี้ กรมฯ จะเชิญนายกสภาทนายความ นายกสภาวิชาชีพบัญชี คณะกรรมการมรรยาททนายความ คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี และสมาคมผู้ทำบัญชีทั้ง 7 สมาคม มาหารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ทำบัญชีประมาณ 80,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง มีเพียงบางส่วนที่อาจเข้าข่ายเป็น “ผู้ทำบัญชีสีเทา” ที่ต้องได้รับการจัดระเบียบ
ทั้งนี้ หากพบการกระทำผิด หน่วยงานด้านจรรยาบรรณพร้อมดำเนินการตามขั้นตอน ขณะที่การดำเนินคดีเกี่ยวกับนอมินีจะต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงอาจพบว่าบางกิจการยังคงเปิดดำเนินการอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี
นายพูนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นักลงทุนต่างชาติรายย่อย 5 อันดับแรกที่มักเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ซูเปอร์มาร์เก็ต และธุรกิจรถเช่า โดยแต่ละพื้นที่มีนักลงทุนต่างชาติที่แตกต่างกัน เช่น ภูเก็ตมีชาวรัสเซียจำนวนมาก เกาะสมุยมีชาวฝรั่งเศส พังงามีชาวอิสราเอล และพัทยามีชาวจีนเป็นกลุ่มใหญ่ แต่ทุกพื้นที่ยังมีนักลงทุนจากสัญชาติอื่นเข้ามาประกอบธุรกิจร่วมด้วยเช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยก้าวสู่ "Virtual Bank" เปิดจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันผู้ได้รับใบอนุญาต 3 เจ้า
สั่งสอบ 3 แอปสั่งอาหารจีนในไทย พบ 1 รายเข้าข่ายต่างด้าวไร้ใบอนุญาต
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แกะเครือข่ายนอมินี พบ “บัญชีสีเทา” 140 รายเข้าถือหุ้นบริษัท มูลค่ารวม 2.5 พันล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com