‘Business School’ ยังจำเป็นมั้ย? ในยุคที่ ‘ความรู้หาง่ายและ AI อยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว’
ในยุคที่พลวัตทางธุรกิจถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และ AI การเรียนออนไลน์และ Hybrid Learning กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่าง ‘สิ่งที่สอนในมหาวิทยาลัย’ กับ ‘ความต้องการจริงของภาคธุรกิจ’ ขยายกว้างขึ้น
โครงสร้างการสอนแบบ ‘Just in Case’ เรื่องเผื่อไว้ก่อนที่ส่วนใหญ่มักจะเน้นไปที่ทฤษฎีพื้นฐาน และไม่สอดคล้องกับโลกธุรกิจในอนาคตที่ต้องการการเรียนรู้แบบ ‘Just in Time’ เรียนในสิ่งที่ต้องการรู้และพร้อมใช้งานได้ทันที กำลังกลายเป็นความท้าทายต่อวงการการศึกษาทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘Business School’ ที่ถูกตั้งคำถามว่ายังจำเป็นอยู่หรือไม่ ในวันที่ ‘ความรู้’ มีอายุขัยสั้นลง จนทฤษฎีดั้งเดิมไม่อาจตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวสูงได้อีกต่อไป
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าใจต่อสถานการณ์นี้เช่นกัน “ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใด ถ้าเราไม่สามารถตอบโจทย์สังคมหรือผู้บริโภคได้ ในที่สุดเราก็จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งอื่น”
“Business School ไม่ใช่เพียงอาคาร ห้องเรียน หรือสถานที่ถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องเป็น Incubator ที่บ่มเพาะคนให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากโลกธุรกิจจริง เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เผชิญความท้าทาย เรียนรู้ที่จะปรับตัว และถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นผู้นำที่พร้อมรับมือกับโจทย์ซับซ้อนของโลกธุรกิจในอนาคต ผ่านการเสริมพลังจากเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งและหลากหลาย”
รายงานจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า ภายในปี 2027 ทักษะกว่า 44% ที่เคยสำคัญในการทำงานจะถูกกลืนหายไป เนื่องจากแรงกดดันจากเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทำให้หลักสูตร Business School แบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์วิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้
สอดคล้องกับรายงานของ Graduate Business Curriculum Roundtable พบว่า AI แพร่หลายในหลักสูตรของ Business School อย่างกว้างขวาง อย่าง Wharton School โรงเรียนธุรกิจระดับโลกที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา หนึ่งในสถาบันที่ผลิตมหาเศรษฐีและ CEO ชั้นนำมากที่สุดในโลกอย่าง Warren Buffet และ Elon Musk ก็หันมาลงทุนด้าน AI อย่างหนัก หรือ Arizona State University มหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำในรัฐแอริโซนาที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านนวัตกรรม ก็เปิดตัวปริญญาที่เน้น AI โดยเฉพาะ รวมถึง Villanova University มหาวิทยาลัยคาทอลิกเอกชนในรัฐเพนซิลเวเนีย ที่มีชื่อเสียงด้านวิชาการโดยเฉพาะสาขาธุรกิจและวิศวกรรมศาสตร์ ก็ปรับโฉมหลักสูตร Business Analytics ให้เน้น AI มากขึ้น
รศ.ดร.สุรัตน์ บอกว่า ‘การปรับตัว’ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก “เราเห็นชัดเจนว่า AI เข้ามากระทบวิถีชีวิตไปจนถึงเรื่องการทำงาน วันนี้เราต้องเริ่มคุยกันเรื่อง ‘Agentic AI’ ที่จะเข้ามาช่วยจัดการ Workflow และยกระดับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและมีผลิตภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสถาบันก็ต้องปรับตัวตามให้ทัน”
“อีกหนึ่งพลวัตที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือการก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ เมื่อก่อนเรามองกลุ่มคนวัย 60 เป็นวัยเกษียณ แต่ทุกวันนี้คนกลุ่มนี้ยังแข็งแรง ต้องปรับสกิลให้เขาสามารถกลับเข้ามาทำประโยชน์ให้กับสังคม และสามารถสร้างคุณค่าให้กับตัวเองได้ ดังนั้นการที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาจะเน้นเป้าหมายหลักไปที่การพัฒนาบัณฑิตแค่ในระดับปริญญาตรี โท หรือเอก อาจไม่เพียงพออีกต่อไป อาจต้องมองภารกิจที่กว้างขึ้น”
วิกฤตความเชื่อเมื่อใบปริญญาอาจไม่จำเป็น
The Graduate Management Admission Council (GMAC) คือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลก ที่ประกอบด้วยโรงเรียนธุรกิจชั้นนำทั่วโลก พบว่า หลักสูตร MBA ออนไลน์และปริญญาด้านธุรกิจแบบยืดหยุ่นสำหรับผู้ทำงานประจำได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น หลักสูตร MSBAi ของ Villanova สามารถจบได้ภายใน 16 เดือน และปริญญาโทด้านบัญชีของ UNC Kenan-Flagler ใช้เวลาเพียง 1 ปี
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ความนิยมในการเรียน MBA ลดลงจาก 63% ในปี 2023 เหลือ 52% ในปี 2024 ในขณะที่ปริญญาโทด้านธุรกิจแบบเฉพาะทางเพิ่มขึ้นจาก 31% เป็น 39% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปตามสาขาที่กำลังเติบโตอย่าง AI และ Fintech
รศ.ดร.สุรัตน์ มองว่า พฤติกรรมคนในยุคปัจจุบันให้คุณค่ากับ ‘องค์ความรู้’ หรือ ‘ทักษะ’ ที่นำไปใช้ตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้จริง
นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีหรือการคาดเดา เพราะมันเกิดขึ้นจริงในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง JPMorgan Chase ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีทก็ยกเลิกข้อกำหนดวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือ Scale AI บริษัท Startup ผู้อยู่เบื้องหลัง ChatGPT และ AI ก็หันไปให้ความสำคัญกับทักษะจริงและใบประกาศนียบัตรเฉพาะทาง ที่ตอบโจทย์การทำงานในยุคดิจิทัลได้แม่นยำกว่า
Alex Karp, CEO ของ PLTR บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลรายใหญ่ของอเมริกา มองว่า มหาลัยฯ ไม่ใช่สนามฝึกซ้อมที่เชื่อถือได้ต่อไป
นั่นหมายความว่า สถาบันที่ไม่สามารถปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับการทำงานจริง อาจเสี่ยงที่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือจากนักศึกษา เพราะพวกเขาจะตั้งคำถามใหม่ว่า ‘หลักสูตรไหนที่สามารถเตรียมฉันให้พร้อมสำหรับงานที่อยากทำและเงินเดือนที่อยากได้จริงๆ”
ถอดพิมพ์เขียวสร้างผู้นำแห่งอนาคตแบบฉบับ TBS ผ่าน ‘ABC Model’
มองกลับมาที่ประเทศไทย สถาบันการศึกษาด้านธุรกิจเริ่มมีบทบาทสำคัญในฐานะ ‘พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์’ ของการพัฒนาประเทศ ตามนโยบาย Thailand 4.0 ที่ผลักดันให้ Business School ปรับหลักสูตรเพื่อรองรับการผลิตกำลังคนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี ดิจิทัล และความยั่งยืน
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ Thammasat Business School (TBS) นับเป็น Business School แห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกครบทั้ง 3 สถาบัน ได้แก่ AACSB, EFMD (EQUIS) และ AMBA หรือ Triple Crown Accreditation มาตั้งแต่ปี 2018
ในฐานะสถาบันการศึกษา รศ.ดร.สุรัตน์ มองว่า Business School ที่จะอยู่รอดในระบบนิเวศใหม่ ต้องเปลี่ยนบทบาทจากโรงงานผลิตบัณฑิต เป็น Incubator ที่ท้าทาย หล่อหล่อม และเสริมพลังให้กับผู้นำแห่งอนาคต
เป็นที่มาของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘Empowering TBS’ ที่ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (Empowering AI) ความยั่งยืน (Empowering ESG) และ สมรรถนะสังคมโลก (Empowering Global Competency) ภายใต้ ‘ABC Model’ ได้แก่ A- Intelligent AI, B – Balance (ESG) และ C – Connected พิมพ์เขียวสร้างผู้นำแห่งอนาคตแบบฉบับ TBS
“เรื่องแรกที่มองข้ามไม่ได้คือ AI เมื่อก่อนเรายังถกเถียงกันเรื่อง AI เข้ามาแทนที่คน แต่ภาพยังไม่ชัดเจนหรือเป็นรูปธรรมนัก แต่พอ AI มาอยู่ในรูปแบบของหุ่นยนต์ เราจะเห็นเลยว่าเขาทำหน้าที่เหมือนคนคนหนึ่งที่ทำงานได้ทุกอย่างโดยไม่มีวันเหน็ดเหนื่อยและมีความแม่นยำสูงมาก โจทย์ของมหาลัยฯ คือ เราต้องก้าวข้ามการสอนให้เด็กเป็นเพียง ‘AI User’ ที่คอยป้อนคำสั่ง แต่ต้องยกระดับไปสู่การเป็น ‘AI Producer’ หรือผู้ผลิตเครื่องมือ AI ในอนาคต และเริ่มให้ความสำคัญกับ Agentic AI ที่จะเข้ามาจัดการ Workflow เพื่อให้เราอยู่เหนือเทคโนโลยีและไม่ถูกแทนที่
ข้อมูลที่น่าสนใจจากการจัดอันดับของ Eduniversal ที่ศึกษาภาพรวมการศึกษาในประเทศไทยพบว่า ความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นทั้งจากนักศึกษาและนายจ้าง มากถึง 63% ของผู้เรียน MBA มองว่าความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญในการศึกษา
Business School ในปัจจุบันจึงเริ่มการบูรณาการเรื่องความยั่งยืนเข้าไปในหลักสูตร อาทิ การจัดการสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร และภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม
“อีกเรื่องที่คิดว่ามหาวิทยาลัยจะต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคณะบริหารธุรกิจ คือเรื่องของการสร้าง ‘Balance’ เราจะเห็นว่าใน Business School ยุคก่อน เราเน้นเพียงว่า ‘จะทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต’ แต่ในระยะหลังเราจะเห็นเทรนด์ชัดเจนว่าการเติบโตนั้นจะต้องเป็น ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ ผู้นำยุคใหม่ต้องมี Mindset ที่ไม่ได้มองแค่กำไรสูงสุด แต่ต้องสร้างความสมดุลผ่าน Framework ESG โดยเน้นธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืน ในหลักสูตรใหม่ที่เรากำลังพัฒนาและจะเริ่มใช้ในปี 2570 นี้ ได้กำหนดให้ ESG เป็นวิชาแกน ที่นักศึกษาทุกคนต้องเรียนและต้องสอบผ่านถึงจะจบการศึกษา”
“สุดท้ายคือเรื่องของ Connected ต้องยอมรับว่า Business School ไม่สามารถให้ความรู้โดยพึ่งพาแค่ตัวเองเพียงลำพังได้อีกต่อไป การที่เราจะให้ความรู้ที่ทันสมัยและลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่สอนกับสิ่งที่จำเป็นต้องใช้งานจริงในอุตสาหกรรม คือการที่เราต้องจับมือกับภาคธุรกิจเพื่อผลิตบัณฑิตร่วมกัน Business School ยุคใหม่จะต้องมองหา ‘Partner’ หรือพันธมิตร เพื่อร่วมออกแบบหลักสูตรที่มีองค์กรภายนอกเข้ามาร่วมดีไซน์ (Co-design) และร่วมสอน (Co-teach) รวมถึงทำอย่างไรให้เด็กได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งไปหาประสบการณ์กับองค์กรภายนอกจริงๆ เราต้องเพิ่มสัดส่วนการฝึกงาน และเน้นการทำ Case Study ที่นำโจทย์จริงจากภาคธุรกิจมาแก้ไข”
“นอกจากนี้ เราต้องส่งเสริมการบูรณาการข้ามสายงาน เช่น การจัด Case Competition ทั้งในระดับชุมชน องค์กร ระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ เพื่อให้นักศึกษาของเราได้ทำงานร่วมกับเพื่อนจากคณะอื่น หรือแม้กระทั่งจากมหาวิทยาลัยอื่นในการตอบโจทย์ร่วมกัน เพราะในโลกการทำงานจริง เมื่อเขาจบออกไป เขาก็ต้องทำงานร่วมกับคนหลากหลายสาขาและต่างสถาบันเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา”
‘Premium Skill’ ทักษะที่ AI ไม่มีวันแย่งชิง
แม้ว่า AI จะเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ TBS แต่ รศ.ดร.สุรัตน์ มองว่า ในวันที่ Hard Skills ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีและ AI สิ่งที่จะกลายเป็น ‘Premium Product’ ของมนุษย์คือทักษะที่ลึกซึ้งเกินกว่าปัญญาประดิษฐ์จะเลียนแบบได้
“ผมเชื่อว่าสิ่งที่ AI แทนที่ได้ยากมาก คือการ ‘บูรณาการหลากหลายทักษะเข้าด้วยกัน’ เพื่อนำไปใช้งานจริง ซึ่งทักษะนี้จะกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากในอนาคต ทักษะแรกคือ ‘Communication’ เรื่องนี้สำคัญมากและจะหาคนที่ชำนาญได้ยากขึ้น เพราะปัจจุบันเรามี Generative AI มาช่วยเขียนอีเมลหรือโต้ตอบแทนเรา จนเราอาจจะเริ่มทำสิ่งเหล่านี้เองไม่ได้ถ้าไม่มี AI ดังนั้นเราต้องฝึกให้เด็กสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพด้วยตัวเองให้เป็น”
“ทักษะต่อมาคือ Critical Thinking อย่าลืมว่า AI ถูกสร้างขึ้นโดยคน วิธีการหรือแนวทางการคิดของมันก็คือสิ่งที่คนใส่เข้าไป เราต้องมอง AI เป็นเครื่องมือ และหากเราต้องการสร้าง ‘ผู้ผลิต AI’ เด็กของเราต้องมี Critical Thinking เพื่อมองให้ออกว่าในอนาคตจะมีสถานการณ์แบบไหนเกิดขึ้น โจทย์ไหนที่ AI ในปัจจุบันยังตอบไม่ได้ ต้องวางโครงสร้างอย่างไรเพื่อให้ AI ตัวใหม่ๆ มาตอบโจทย์เหล่านั้น ถ้าเด็กขาดทักษะการคิด เขาจะกลายเป็นเพียงผู้ใช้ AI และจะไม่มีวันก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตได้เลย”
“สุดท้ายคือทักษะ Responsibility นี่คือ DNA ของธรรมศาสตร์ เราต้องสร้างคนที่มีจรรยาบรรณและกล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลปัจจุบันที่มีคนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา หากขาดความรับผิดชอบ เราจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน”
บ่มเพาะผู้นำอย่างไรให้สามารถสร้าง Balance ระหว่างผลกำไรและความยั่งยืนในโลกอนาคต
รศ.ดร.สุรัตน์ เล่าถึงวิธีสร้าง Mindset เรื่องความสมดุลระหว่างผลกำไรและความยั่งยืนในแบบของ TBS จะเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง
“เราพานักศึกษาลงไปสัมผัสสังคมและสถานการณ์จริง เพื่อให้เขาเห็นว่าเมื่อนำคอนเซปต์ ESG ไปใช้มันสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนได้อย่างไร”
หนึ่งในนั้นคือโครงการ ‘ธรรมศาสตร์โมเดล’ (Thammasat Model) ซึ่งเป็นโครงการยกระดับรายได้วิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการสร้างรายได้และพัฒนาชุมชน โดยให้นักศึกษานำความรู้ธุรกิจไปพัฒนาชุมชน ดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่รุ่นที่ 11 ในปี 2569 และคว้ารางวัลระดับโลกจาก EFMD (Excellence in Practice) สาขา Ecosystem Development ในระดับ Silver เมื่อปี 2026 ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาธุรกิจระดับโลก
“เราให้นักศึกษาลงไปคลุกคลีกับชุมชนตลอด 1 เทอม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและยกระดับวิสาหกิจชุมชน สิ่งที่เด็กจะได้เรียนรู้คือ การสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการนั่งคิดในห้องเรียนแล้วเอาคำตอบไปวางให้เขา แต่มันเกิดจากการใช้เวลาอยู่กับชุมชนเพื่อเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง”
Connect the dot, Connect the World
ส่วนในมิติของ ‘Connected’ รศ.ดร.สุรัตน์ บอกว่า นอกจากการจับมือกับพันธมิตรเพื่อร่วมกันพัฒนาและออกแบบหลักสูตร สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ การมีเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก แต้มต่อให้นักศึกษา TBS เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้เร็วกว่าคนอื่น
“TBS เราเป็นสถาบันด้านธุรกิจแห่งแรกในไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาระดับโลกครบทั้ง 3 สถาบัน หรือที่เรียกว่า ‘Triple Crown’ (Triple Accreditation) ประกอบด้วย AACSB จากอเมริกา, EFMD (EQUIS) จากยุโรป และ AMBA จากสหราชอาณาจักร ทำให้เราสถาบันแห่งเดียวในประเทศไทยที่เป็นสมาชิกของ PIM หรือ Partnership In International Management ซึ่งเป็นเครือข่ายแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยกว่า 100 สถาบัน นักศึกษาจึงมีโอกาสเข้าร่วมในโครงการแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยที่กระจายอยู่ในทุกทวีปทั่วโลก ใช้เวลาเรียนได้สูงสุดถึง 1 ปีเต็มโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
หรือล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา TBC จัดงาน Empowering Global Career โดยจัดเซกชันพิเศษให้บริษัทชั้นนำเข้ามาโปรโมตตำแหน่งงานและที่ฝึกงานใน ‘สาขาต่างประเทศ’ โดยเฉพาะ เพื่อมอบโอกาสให้บัณฑิตของ TBS ได้ไปฝึกงานหรือทำงานในระดับนานาชาติ
“และอย่างที่บอกไป จากนี้ไปเราจะมองให้กว้างมากกว่าการสร้างบัณฑิต แต่ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน คนวัยทำงาน หรือผู้สูงวัย ทุกคนสามารถเดินเข้ามาหาเราในฐานะ ‘Connector’ ที่พร้อมจะเติมเต็มความรู้หรือทักษะที่จำเป็นผ่านศูนย์อบรม CONC (Thammasat Consulting and Training Center) ซึ่งมีหลักสูตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกช่วงวัย”
ยุทธศาสตร์ New Curve สู่ Top Business School ในเอเชีย
หากเทียบ TBS เป็นธุรกิจ รศ.ดร.สุรัตน์ มองว่า TBS กำลังอยู่ในสเตจ Mature แต่เป็นช่วงที่ต้องสร้าง New S-Curve ใหม่ ก้าวสู่การเป็นสถาบันชั้นนำของเอเชียภาย
“ปัจจุบันเราเริ่มดำเนินการไปหลายส่วนพร้อมๆ กัน อย่างแรกคือการ ‘ปรับปรุงหลักสูตร’ เพื่อพัฒนาคนให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากหลักสูตร ESG และ AI ที่เป็นแกนหลัก เราจะเน้นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เข้มข้น เพราะเมื่อเราพูดถึงโลกที่เชื่อมโยงกันแน่นอนว่าเทคโนโลยีทำให้เราใกล้กันขึ้น แต่ในเชิงปฏิบัติ โลกเรากำลังถูกแบ่งออกเป็นหลายขั้วอำนาจ นักธุรกิจในยุคอนาคตจะละเลยเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะการเลือกมีคู่ค้าในประเทศหนึ่ง อาจส่งผลต่อความพึงพอใจของพันธมิตรในอีกหลายประเทศได้”
อีกส่วนที่สำคัญมากการ ‘ยกระดับงานวิจัย’ รศ.ดร.สุรัตน์ เน้นย้ำว่า ไม่ได้มองแค่ความเข้มแข็งในเชิงวิชาการ แต่กำลังหาช่องทางและแพลตฟอร์มที่จะนำงานวิจัยเหล่านี้มาตอบโจทย์สังคมได้จริง
“สิ่งสำคัญที่เราพยายามสร้างเพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีคุณลักษณะพึงประสงค์ตามที่คุยกันไว้ ก็คือการปรับปรุง ‘ระบบการทำงานภายใน’ เพราะเรามุ่งมั่นที่จะเป็นสถาบันการศึกษาต้นแบบ ผมเชื่อว่าถ้าเรานำ AI เข้ามาช่วยยกระดับและปรับปรุงกระบวนการ จะช่วยย่นระยะเวลาการทำงานในหลาย ๆ ส่วนให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดังนั้น เวลาเราพูดเรื่อง AI, ESG หรือ Global Competency เราไม่ได้หมายถึงแค่การบรรจุเนื้อหาเหล่านี้ลงในหลักสูตรเพื่อให้เด็กเรียนเท่านั้น แต่ในฐานะสถาบัน เราก็ต้องปรับตัวด้วย
ล่าสุดเราได้พาคณาจารย์และบุคลากรไปศึกษาดูงานที่ Top Tech Company เพื่อเตรียมนำ AI มาปรับใช้ในการทำงานภายในองค์กรของเรา นอกจากนี้ TBC ยังเตรียมจับมือกับองค์กรที่มีคะแนน ESG Score สูงระดับต้นๆ ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อมาร่วมทำโครงการด้าน ESG ภายในคณะ”
ตัวชี้วัดความสำเร็จว่า TBS สามารถผลิตบัณฑิตระดับแถวหน้าและสถาบันได้รับการยอมรับในระดับสากล
นอกจากการจัดอันดับ รศ.ดร.สุรัตน์ เพิ่ม 3 ตัวชี้วัดสำคัญที่จะบ่งบอกว่า TBS ทำได้สำเร็จตามเป้าหมายใน 3 มิติ คือ
“ตัวชี้วัดแรกคือ ‘มิติของการผลิตบัณฑิต’ เมื่อไหร่ก็ตามที่องค์กรชั้นนำมองหาคนเก่งเพื่อเข้าไปเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ เขาจะต้องนึกถึงและมองหาบัณฑิตจาก TBS
มิติต่อมาคือ ‘มิติของสังคม’ เมื่อไหร่ที่สังคมเผชิญปัญหาที่ยากจะแก้ไข และต้องการความเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านบริหารธุรกิจเข้ามาช่วยหาทางออก เขาจะต้องนึกถึงเราเป็นที่แรกๆ
และมิติสุดท้าย ‘มิติของพันธมิตรโลก’ เมื่อสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลกต้องการหาพาร์ทเนอร์เพื่อร่วมมือกันทำโครงการระดับนานาชาติ TBS คือชื่อแรกที่เขาจะต้องนึกถึง หากเราบรรลุตัวชี้วัดทั้ง 3 มิตินี้ได้ มันคือความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อยไปกว่าการมีอันดับ Ranking ที่ดีเลย”
Business School ไม่ตาย แต่ต้อง ‘เกิดใหม่’ ในร่างที่ทันโลก
กับคำถามที่ว่า Business School จะอยู่รอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของสถาบันการศึกษาที่จะเปลี่ยนจากสถานที่ถ่ายทอดความรู้ มาเป็น Incubator ที่บ่มเพาะคนให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากโลกธุรกิจจริง เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เผชิญความท้าทาย เรียนรู้ที่จะปรับตัว และถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นผู้นำที่พร้อมรับมือกับโจทย์ซับซ้อนของโลกธุรกิจในอนาคต ผ่านการเสริมพลังจากเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งและหลากหลาย
“เราจะไม่ใช่แค่สถาบันการศึกษา แต่เราคือจุดเชื่อมต่อของโลกธุรกิจ เทคโนโลยี และสังคม ที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
นี่คือหัวใจสำคัญของ TBS ในฐานะสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยให้ยืนหยัดได้อย่างสง่างามในโลกอนาคต
อ้างอิง:
- https://www3.weforum.org/docs/WEF_Future_of_Jobs_2023.pdf
- https://www.bestcolleges.com/news/analysis-business-education-trends-2025-2026-school-year/
- https://eduniversal-ranking.com/business-school-university-ranking-in-thailand.html
- https://fortune.com/2025/11/05/palantir-colleges-no-longer-reliable-training-ground-gen-z-hire-22-high-school-students-fellowship/