“บริษัทสหรัฐ-อังกฤษ” เร่งทำ Currency Hedging หลังสงครามอิหร่านเขย่าตลาดโลก
"บริษัทสหรัฐ-อังกฤษ" เพิ่มการทำ Currency Hedging สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานพุ่งกระทบตลาดการเงินทั่วโลก
วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทในสหรัฐและสหราชอาณาจักรเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Currency Hedging) อย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ผ่านมา หลังสงครามอิหร่านสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินทั่วโลก ตามผลสำรวจล่าสุดของ MillTech บริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและกระแสเงินสด
ผลสำรวจระบุว่า ฝ่ายบริหารการเงินของบริษัทต่าง ๆ (Corporate Treasurers) ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 57% ของความเสี่ยงทั้งหมดในช่วงไตรมาสแรกของปี เพิ่มขึ้นจาก 49% ในไตรมาสก่อนหน้า และถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ MillTech เริ่มสำรวจข้อมูลในต้นปี 2567
เอริก ฮัตต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ MillTech ระบุว่าเหตุการณ์ระหว่างประเทศหลายประเด็นเป็นตัวเร่งให้บริษัทต่าง ๆ เพิ่มการทำเฮดจ์ ไม่ว่าจะเป็นการที่สหรัฐฯ จับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคม รวมถึงราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
เขาระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจกำลังใช้แนวทางเชิงรุกมากขึ้นในการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน ท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวนรุนแรงขึ้น
ในช่วงไตรมาสแรก ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index แข็งค่าขึ้นราว 1% โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังสงครามอิหร่านกระตุ้นความกังวลในตลาด และทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
สำหรับบริษัทข้ามชาติของสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจะกระทบต่อมูลค่ารายได้จากต่างประเทศ และทำให้สินค้าของสหรัฐมีความสามารถในการแข่งขันลดลงในตลาดโลก แม้จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศก็ตาม
ในทางกลับกัน บริษัทของอังกฤษต้องเผชิญต้นทุนนำเข้าจากสหรัฐที่สูงขึ้น เมื่อดอลลาร์แข็งค่าเทียบกับเงินปอนด์
ขณะเดียวกัน ดัชนี JPMorgan Global FX Volatility Index ซึ่งวัดความผันผวนของตลาดค่าเงินโลก พุ่งขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2568 ก่อนจะเริ่มลดลงในเวลาต่อมา หลังนักลงทุนติดตามความคืบหน้าของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน รวมถึงทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟด
MillTech สำรวจบริษัทในสหรัฐและอังกฤษจำนวน 250 แห่ง ซึ่งมีมูลค่าตลาดตั้งแต่ 50 ล้านดอลลาร์ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทส่วนใหญ่ระบุว่า ผลกระทบด้านค่าเงินที่รุนแรงที่สุดมาจากต้นทุนนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และความผันผวนของกำไรและกระแสเงินสด
แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะผลักดันให้ความต้องการทำเฮดจ์เพิ่มขึ้น แต่บริษัทต่าง ๆ ระบุว่า การเข้าถึงสินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดการตัดสินใจบริหารความเสี่ยงค่าเงิน
เนื่องจากธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง เช่น สัญญา Forward, Swap และ Option มักใช้วงเงินสินเชื่อจากธนาคาร รวมถึงอาจต้องวางหลักประกันเพิ่มเติม หากธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ต้นทุนการทำเฮดจ์ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
ฮัตต์แมน กล่าวว่า ในปี 2569 ธนาคารต่าง ๆ ยังคงเข้มงวดมาตรฐานการปล่อยกู้มากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น โดยอ้างอิงผลสำรวจเจ้าหน้าที่สินเชื่อระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
อ้างอิง :www.bloomberg.com