บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึงเวลาคัดออก “คนเกือบจน”
จุดเริ่มต้นของ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีประชาชนคนไทย มาขึ้นทะเบียน 14.6 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน ตามเงื่อนไขรายได้ โดยรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเดือนละ 300 บาท รายได้เกิน 30,000-100,000 บาทต่อปี จะได้รับเงิน 200 บาท
ต่อมามีการทบทวนสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อปี 2566 เหลือจำนวนคนไทยรับสิทธิ 13.20 ล้านคน ได้รับเงินเดือนละ 300 บาทเท่ากันทุกราย และยังคงได้รับเงินอุดหนุนค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งแต่ละเดือนผู้ถือสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินราวเดือนละ 1,691.67 บาท
และปี 2569 อยู่ระหว่างทบทวนใหม่ ด้วยการให้ผู้ได้รับสิทธิรายเดิม ยืนยันตัวตนตั้งแต่วันที่ 4-21 มิ.ย. 2569 นี้ โดยปัจจุบัน (19 มิ.ย. 2569) มีประชาชนมายืนยันตัวแล้ว 12.44 ล้านคน เหลืออีก 730,000 คน ที่ยังไม่มาลงทะเบียน หากปิดการลงทะเบียนวันที่ 21 มิ.ย. 2569 ถือว่า ยกเลิกการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยปริยาย
ส่วนกลุ่มตกหล่นที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก มีรายชื่อกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แล้ว 1.04 ล้านคน ส่วนกลุ่มที่ยังไม่อยู่ในรายชื่อใด ๆ มาก่อน ขณะนี้มาสมัครแล้ว 5.17 ล้านคน ทั้งนี้หากยังมีใครตกหล่นอีก สามารถยื่นความจำนงได้ที่หน่วยงานท้องถิ่น ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือสำนักงานเขตในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาจนถึง 21 มิ.ย. นี้ เช่นกัน
ทั้งนี้หลังจากปิดระบบลงทะเบียน 21 มิ.ย. 2569 นี้ จะนำรายชื่อทั้งหมด มาคัดกรองคุณสมบัติตามเงื่อนไข ยกเว้นเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีบิดามารดา เพราะไม่ได้นำมาใช้ในรอบนี้ ขณะเดียวกันจะทบทวนเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประกาศรายชื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 นี้
การคัดกรองครั้งนี้ เพื่อให้ได้คนจนจริง ๆ และลบคำครหาว่า คนจนไม่จริง ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ไม่มีการทบทวนเงื่อนไขใด ๆ ดังนั้น “คนเกือบจน” อาจเป็นคนจนก็ได้ …คนเคยจน อาจเป็นคนรวยก็ได้ จึงต้องทบทวนทุก ๆ 2 ปี เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ขณะเดียวกันต้องใช้เงินงบประมาณอย่างประหยัดด้วย เพราะแต่ละปีใช้เงินราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งในภาวะรัฐบาลมีข้อจำกัดทางการเงิน จำเป็นต้องบริหารจัดการเงินงบประมาณให้มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด
เนื่องจากไม่ได้มีเพียง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีประกันสุขภาพถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (600,700,800,1000 บาทต่อเดือน) เบี้ยความพิการ (800,1000 บาทต่อเดือน) เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงชีพเด็กแรกเกิดเดือนละ 600 บาท เงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
สิริรวมรัฐต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อสวัสดิการสังคมและสวัสดิการแห่งรัฐปีละ 700,000-800,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเบี้ยผู้สูงอายุ เนื่องจากประเทศไทย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
ดังนั้นจึงถึงเวลาที่รัฐบาล ต้องคัดกรองคนจนจริง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด…ใช้เงินงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
เงื่อนไขการคัดกรองผู้มีสิทธิรับสวัสดิการแห่งรัฐ
1. มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
2. ไม่เป็นบุคคลต้องห้าม ดังนี้
- ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
- ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน
- ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้
- ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
3. มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
4. ไม่มีบัตรเครดิต
5. ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท
6. ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี
7.ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้ ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่ และกรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่
8.ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน
หลังจากนี้ ต้องติดตามต่อว่า "การคัดกรองคนจนจริง" จะคืบหน้าอย่างไร และได้คนที่ได้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างมีประสิทธิภาพแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และแบ่งเบาภาระรายจ่ายประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้ขนาดไหน
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึงเวลาคัดออก “คนเกือบจน”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ลงทะเบียนรับส่วนลดค่าไฟ-ค่าน้ำ วันสุดท้าย 19 มิ.ย. 2569
- ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 อัปเดตล่าสุด อย่าลืมเช็กไทม์ไลน์สำคัญ
- วันสุดท้ายแล้ว ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อย่าลืมลงทะเบียนรับส่วนลด "ค่าไฟ-ค่าน้ำ"
- บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึงเวลาคัดออก “คนเกือบจน”
- เช็กเลย! แอปฟู้ดเดลิเวอรีไหนบ้าง ร่วม "ไทยช่วยไทยพลัส" สั่งอาหารส่งถึงบ้าน
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath