BJC ขุดทองเวียดนาม ปั้นสู่ Growth Engine ฟื้นชื่อ Big Cปีหน้า
การตลาด - “BJC” โหมหนักตลาดต่างประเทศ วางเป้าสัดส่วนรายได้เป็น 30% โฟกัสเวียดนามตลาดหลัก ดันสู่ Growth Engine ทุ่มงบ 5,000 ล้านบาทใน 5 ปี ชูค้าปลีกค้าส่งหัวหอกหลักเจาะตลาด ชี้ปัจจัยบวกในเวียดนามเอื้อเพียบ
นางสาวฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกเครือข่าย บิ๊กซี (Big C ) เปิดเผยว่า บริษัทฯวางแผนธุรกิจของค้าปลีกค้าส่งในตลาดเวียดนามในเชิงรุกเป็นตลาดหลักสำคัญรองจากประเทศไทย เพื่อรองรับเศรษฐกิจในเวียดนามที่มีแนวโน้มเติบโตสูงมากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ และด้วยจำนวนประชากรที่มากถึงเกือบ100 ล้านคน ขณะที่ GDP ขยายตัวอยู่ในอันดับต้น ๆ ของอาเซียน
*** โฟกัส เวียดนาม ตลาดหลักต่างประเทศ
นอกจากนั้นยังเป็นผลจากการที่รัฐบาลเวียดนาม มีการปฏิรูปโครงสร้างการปกครองที่ได้ทำการปรับจำนวนเขตเศรษฐกิจใหม่จากกว่า 63 เขต ให้เหลือเพียง 34 เขตเศรษฐกิจหลักเท่านั้น สิ่งนี้จะมีผลดีทำให้แนวทางการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะเมืองใหญ่สามารถกระจายความเจริญและการเติบโตไปสู่เมืองรอบข้างได้ง่ายขึ้น
“สิ่งนี้จะช่วยทำให้เราสามารถสร้างเครือข่ายทางธุรกิจโดยเฉพาะ MM ให้ครอบคลุมพื้นที่ด้านเศรษฐกิจหลักของประเทศเวียดนามได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันจะช่วยทำให้เราสามารถนำเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจของคนไทยเข้าไปขยายธุรกิจในเวียดนามได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจากนี้เราจะโฟกัสเวียดนามเป็นตลาดหลักในต่างประเทศ” นางสาวฐาปณี กล่าว
*** ปิดดีลซื้อ MM Mega Market Vietnam 22,500 ล้านบาท
ล่าสุดก็เพิ่งบรรลุข้อตกลง ซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN)
นางฐาปณี กล่าวว่า บริษัทฯประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) ธุรกิจค้าปลีก–ค้าส่งสมัยใหม่ในประเทศเวียดนาม มูลค่าประมาณ 22,500 ล้านบาท ตอกย้ำยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจสู่ตลาดศักยภาพสูงในอาเซียน พร้อมวางเวียดนามเป็น “Growth Engine” สำคัญของกลุ่มบริษัทในระยะยาว
ดีลครั้งนี้นับเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญของ BJC ในการต่อยอด Retail & Wholesale Ecosystem ระดับภูมิภาค ผ่านแพลตฟอร์มโมเดิร์นเทรดที่มีเครือข่ายธุรกิจแข็งแกร่ง ครอบคลุม 31 สาขาทั่วเวียดนาม และมีศักยภาพเติบโตสูงจากเศรษฐกิจเวียดนามที่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมถึงการเติบโตของกำลังซื้อภายในประเทศBJC มองเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุดในภูมิภาค ทั้งในด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างประชากร และการเติบโตของธุรกิจ Modern Trade การเข้าซื้อ MM Mega Market Vietnam จึงไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้าง Synergy ระยะยาวให้กับ Ecosystem ด้านค้าปลีก–ค้าส่งของกลุ่มบริษัททั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน
“เรามองเห็นโอกาสในการต่อยอดร่วมกันหลายด้าน ทั้งการจัดซื้อ การพัฒนา Own Brand/ Private Label การบริหาร Supply Chain การเชื่อมโยงเครือข่าย Sourcing ระดับภูมิภาค ตลอดจนการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตธุรกิจค้าปลีก–ค้าส่งของ BJC ในระยะยาว”
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารเงินลงทุนอย่างมีวินัยควบคู่ไปกับการเติบโต โดยได้นำเงินส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หลายแปลง มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท มาใช้เพื่อลดภาระหนี้จากการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว สะท้อนแนวทางการบริหารสินทรัพย์เชิงรุก (Asset Optimization) เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินในระยะยาว
“การลงทุนครั้งนี้สะท้อนแนวทางของ BJC ที่ให้ความสำคัญทั้งการเติบโตเชิงกลยุทธ์และวินัยทางการเงินควบคู่กัน เราเชื่อว่าการเข้าซื้อ MMVN จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ เสริมศักยภาพการแข่งขันของกลุ่มบริษัทในระดับภูมิภาค และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว” นางฐาปณี กล่าว
อย่างไรก็ตามนางสาวฐาปณี กล่าวยอมรับว่า เมื่อเวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพย่อมตามมาด้วยความท้าทาย เพราะจะมีผู้เล่นมากหน้าหลายตา คู่แข่งจะมีเยอะมาก เราต้องเติบโตให้ทัน เป็นความท้าทายที่สำคัญ เราเป็นมือหนึ่งค้าส่ง ถ้าขยายบีทูซีแบบค้าปลีกเราก็ต้องเรียนรู้
*** ดันรายได้ต่างประเทศสัดส่วนเป็น 30%
ทั้งนี้บริษัทฯวางเป้าหมายที่จะสร้างรายได้จากต่างประเทศให้เพิ่มเป็นสัดส่วน 30% ภายในปี 2573 ค้าปลีกค้าส่งเป็นหัวหอกหลัก และมีเวียดนามเป็นตัวหลักเช่นกัน จากปัจจุบัน บีเจซี มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศประมาณ 10% กว่า แล้วเมื่อกลุ่มค้าปลีกได้เอ็มเอ็มเข้ามาก็ประมาณ 20% รวมกันเฉลี่ยก็ 10 %กว่าๆ เน้นหนักในเวียดนาม นอกนั้นก็มีธุรกิจใน มาเลเซีย กัมพูชา ลาว ฮ่องกง
ทั้งนี้ มีธุรกิจหลายอย่างในต่างประเทศเช่น ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ถือเป็นธุรกิจต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ เช่น ห้างค้าปลีกและค้าส่งรูปแบบ Cash & Carry ในประเทศเวียดนามภายใต้ชื่อ MM Mega Market Vietnam, ร้านสะดวกซื้อ B's Mart ในประเทศเวียดนาม, ร้านสะดวกซื้อ M-point Mart ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (Packaging Supply Chain) การผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ทั้งขวดแก้วและกระป๋องอะลูมิเนียม โดยมีโรงงานและฐานการผลิตหลักตั้งอยู่ในประเทศเวียดนามและมาเลเซีย เพื่อรองรับตลาดอุปโภคบริโภคในภูมิภาค
ธุรกิจกระจายสินค้า (Consumer & International Trading): เครือข่ายตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่แข็งแกร่งในประเทศเวียดนาม (เช่น บริษัท Thai Corp International และ Thai An) เพื่อกระจายสินค้าในเครือไปยังร้านค้าต่างๆ
ธุรกิจเวชภัณฑ์และเครื่องมือทางการแพทย์ (Healthcare Supply Chain): นำเข้าและจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ รวมถึงเครื่องมือทางการแพทย์ชั้นนำระดับสากลไปยังโรงพยาบาลและคลินิกในประเทศต่างๆ ทั่วอาเซียน
*** เปิดแผนรุกค้าปลีกค้าส่งเวียดนาม
สำหรับแผนการลงทุนในเวียดนาม กำหนดแผนการดำเนินงานระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) ด้วยงบลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 2,500-5,000 ล้านบาท หรือลงทุนเฉลี่ยปีละประมาณ 500 - 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาทุกอย่างในเวียดนามขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 24 แห่ง และตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยไว้ 30% ต่อปี โดยใช้ 3 โมเดลในการขับเคลื่อนตลาด คือ ค้าส่งสมัยใหม่ ค้าปลีกสมัยใหม่ และโชห่วยแบบดั้งเดิม ในปีนี้จะเปิดดีโป้ 3 สาขา
อีกทั้งยังได้ทดลองเปิดโมเดลค้าปลีกผ่าน MM Food Center ที่เมืองดานัง โดยใช้เงินลงทุนกว่า 650 ล้านบาท และมีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึง 97% ซึ่งจะใช้เป็นต้นแบบของบิ๊กซี ในอนาคต
นอกจากนั้นแล้วในปีหน้า (2570) ยังเป็นปีที่มีความหมายต่อบีเจซีอีกด้วย ที่สามารถนำชื่อ บิ๊กซี เข้ามาใช้อยู่ภายใต้เครือข่ายของตัวเองในตลาดเวียดนามได้แล้ว จึงทำให้สามารถเดินเกมรุกได้อย่างชัดเจนมากขึ้น หลังจากชื่อ บิ๊กซี ที่เซ็นทรัลขอใช้ที่เวียดนามก่อนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหลังจากที่มีการซื้อขายบิ๊กซีกันกับบีเจซีเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งจะครบกำหนดในปีหน้า จึงทำให้บริษัทฯสามารถใช้ชื่อบิ๊กซีในเวียดนามได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทั้งนี้ธุรกิจในเวียดนามจะแบ่งเป็น 1. แบรนด์เอ็มเอ็มเมกะมาร์เก็ต ( MM Mega Market ) เป็นโมเดลธุรกิจค้าส่งสมัยใหม่ ซึ่งมีสาขารวมประมาณ 30 แห่ง แบ่งเป็น สาขาขนาดใหญ่ประมาณ 19 แห่ง พื้นที่ตั้งแต่ 3,500-8,000 ตารางเมตร ทำหน้าที่เป็นฐานและศูนย์กระจายสินค้าในแต่ละภูมิภาค
นอกจากนั้นจะเป็นค้าส่งโมเดลขนาดเล็กลง มีพื้นที่ประมาณ 500-700 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนประมาณ 5-6 ล้านบาทต่อสาขา เจาะทำเลที่เป็นเมืองรองหรือพื้นที่นอกศูนย์กลางเศรษฐกิจ และยังมีโมเดล Food Service ด้วยและโมเดลใหม่คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เจาะกลุ่ม B2C เพิ่มเติม จากเดิมเน้น B2B
2. แบรนด์ บิ๊กซี (Big C) เป็นโมเดลธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และ 3. แบรนด์ "ซ้าปต๊ด" หรือ Gia Tot เป็นโมเดลธุรกิจร้านโชห่วย ที่มีลักษณะคล้ายกับโมเดล ร้าน “โดนใจ” ในประเทศไทย
เดิมที บีเจซีมีธุรกิจในเวียดนามอยู่แล้วหลายกลุ่ม ซึ่งในกลุ่มค้าส่งค้าปลีกนี้ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกขับเคลื่อนทำเงินให้อย่างดี ซึ่งที่ผ่านมาธุรกิจในเวียดนามของบีเจซีเติบโตมาตลอด ล่าสุดปี 2568 ธุรกิจของ MMVN หรือเมกะมาร์เก็ต ก็ขยายตัวมากถึง 37% (YoY) ส่วนไตรมาสแรกปี2569 นี้ มีรายได้รวมอยู่ที่ 4,506 พันล้านดงเวียดนาม เติบโตมากถึง 20.5% (YoY)
MM Mega Marketแรกเริ่มเดิมทีทางบีเจซี ได้เข้าซื้อกิจการ Metro Cash & Carry Vietnam เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจค้าส่งในเวียดนามของบีเจซี แต่ด้วยเงื่อนไขที่ไม่สามารถใช่แบรนด์เดิมได้ จึงต้องตั้งชื่อขึ้นมาใหม่เป็น MM Mega Market ซึ่งช่วงแรกๆที่บริหารก็ยังต้องขาดทุนอยู่ระยะเวลาเพียง 2-3 ปีเท่านั้น ก็สามารถพลิกสถานะกลายมาเป็นกำไรได้ ด้วยตัวเลขกำไรระดับ 400-500 ล้านบาทต่อปี และสร้างการเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดและเป็นดาวร่งของกลุ่ม
นางฐาปณี กล่าวให้ความเห็นด้วยว่า ปัจจัยเกื้อหนุนที่จะให้ MM Mega Market Vietnam เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอีกก็คือ การที่รัฐบาลเวียดนามใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบเข้มงวดมากขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อบรรดาร้านค้าปลีกรายย่อยหรือโชห่วยที่มีมากกว่า 1.25 ล้านร้านค้า ต้องเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องโดยปริบาย และสิ่งที่ตามมาคือ ร้านโชห่วยเหล่านี้จะต้องดำเนินการซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการค้าส่งที่มีระบบเอกสารใบกำกับภาษีครบถ้วน จึงเป็นจังหวะดีของ เอ็มเอ็มมาร์เก็ต นั่นเอง
*** “อัศวิน” เข้าพบ ประธานาธิบดีเวียดนาม
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เปิดเผยภายหลังเข้าพบประธานาธิบดีโต เลิม ของเวียดนามและคณะ ระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการไม่นานนี้ว่า รัฐบาลเวียดนามยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคค้าปลีกและภาคอุตสาหกรรมในระยะยาวเวียดนามยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค และมีโอกาสขยายการลงทุนได้อีกมากในหลายธุรกิจเหมือนที่เราทำในประเทศไทย”
*** เบรกเข้าตลาดหุ้นไทย พร้อมเปิดแผนรุก
นายอัศวิน กล่าวถึงเรื่องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยว่า ขณะนี้ตลาดไทยยังไม่พร้อมจะเข้าในช่วงนี้ เพราะภาวะตลาดทุนมีความผันผวนและเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อ อำนวย จึงยังไม่มีการนำอะไรเข้าตลาดหลักทรัพย์ในไทยช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังเป็นตลาดหลักที่มีการลงทุนเชิงกลยุทธ์ต่อเนื่อง ด้วยแผนลงทุนเชิงรุกปี 2569 ด้วยงบกว่า 8,000 ล้านบาท ขยายเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ ผ่านการเปิดสาขาใหม่มากกว่า 200 สาขา พร้อมเร่งปรับโมเดลธุรกิจและยกระดับสาขาเดิมสู่แนวคิด “Store Transformation” สะท้อนกลยุทธ์การปรับพอร์ตธุรกิจค้าปลีกให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ในระยะยาว
แผนลงทุนดังกล่าวประกอบด้วยการเปิดสาขาขนาดใหญ่ 2 สาขา และสาขาขนาดเล็กกว่า 200 สาขา เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนศักยภาพใหม่ ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมรีโนเวตสาขาขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก 18 สาขาทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “Better Store” ที่มุ่งเปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกจาก “สถานที่จับจ่าย” ไปสู่ “Lifestyle & Community Destination”
ทิศทางธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องจำนวนสาขา แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของโลเคชัน” และ “ความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่
“การปรับรูปแบบการดำเนินงานของบางสาขาในช่วงที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารพอร์ตเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน และนำทรัพยากรไปขยายในทำเลที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่า ซึ่งสะท้อนว่า บิ๊กซี ยังเดินหน้าลงทุนและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง” นายอัศวินกล่าว
ทั้งนี้ บิ๊กซี มองว่า landscape ของธุรกิจค้าปลีกกำลังเปลี่ยนจาก “Mass Retail” ไปสู่ Retail ที่ต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเฉพาะพื้นที่มากขึ้น ทั้งด้านความสะดวก ความถี่ในการใช้บริการ และประสบการณ์ภายในสาขา ส่งผลให้การคัดเลือกทำเลและการออกแบบสาขากลายเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในระยะต่อไป
สำหรับแนวคิด “Better Store” จะมุ่งเพิ่มองค์ประกอบด้านไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ผู้บริโภค ผ่านโซนกิจกรรม ร้านอาหาร ร้านค้าเฉพาะทาง พื้นที่พบปะสังสรรค์ รวมถึง tenant mix รูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้บริการภายในสาขา และสร้าง engagement กับผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน
นอกจากนี้ บิ๊กซี ยังเตรียมเดินหน้ากิจกรรมส่งเสริมการขายและแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ภายใต้แบรนด์สินค้าของบิ๊กซี ที่เน้นคุณภาพและความคุ้มค่า เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังต้องการความคุ้มค่า (Value for money) อย่างชัดเจน
ปัจจุบัน บิ๊กซี มีสาขาขนาดใหญ่ในประเทศไทย กัมพูชา และลาว รวม 208 สาขา แบ่งเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต 154 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต 54 สาขา รวมถึงมีบิ๊กซีมินิอีก 1,527 สาขา และยังดำเนินธุรกิจในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง 19 สาขา สะท้อนการขยายตัวของเครือข่ายค้าปลีกในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO