โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พลเมืองดีเล่านาทีฟ้าผ่าไรเดอร์ สะเทือนใจคนเจ็บยังห่วงออเดอร์อาหารลูกค้า

ข่าวช่องวัน 31

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ความคืบหน้าเหตุการณ์สุดระทึกกลางสะพานต่างระดับรัชวิภา หลังไรเดอร์หนุ่มเคราะห์ร้าย ถูกฟ้าผ่าขณะขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าสายฝน เมื่อช่วง 15.00 น. ของวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส หมดสติกลางถนน โดนกระแสไฟฟ้าฟาดลงบริเวณหมวกกันน็อกอย่างรุนแรง ส่งผลให้สร้อยคอขาดและร่างกายได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน

ทีมข่าววันนิวส์ ได้พูดคุยกับนายพัทธดนย์ อายุ 27 ปี พลเมืองดีผู้เข้าให้ความช่วยเหลือ และเป็นผู้ที่ขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังไรเดอร์ผู้ประสบเหตุ โดยเจ้าตัวเปิดเผยถึงนาทีเฉียดตายที่ยังคงติดตาไม่หาย

นายพัทธดนย์ เล่าว่า วันเกิดเหตุกำลังขี่รถมุ่งหน้าไปย่านลาดพร้าวเพื่อทำธุระในวันหยุด ขณะนั้นฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง จึงแวะจอดรถข้างทาง เพื่อสวมชุดกันฝน ก่อนจะขี่รถขึ้นสะพานตามปกติ ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งได้ยินเสียงฟ้าร้องดังสนั่นขึ้น 1 ครั้ง ก่อนจะเกิดฟ้าผ่าซ้ำอีกครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน

วินาทีนั้นเขาเห็นแสงสว่างวาบพุ่งลงมาบริเวณรถจักรยานยนต์ของไรเดอร์ที่อยู่ด้านหน้า แต่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กระทั่งสังเกตเห็นควันลอยออกมาจากกระเป๋าใส่อาหารด้านหลังรถ จึงเริ่มผิดสังเกต ก่อนจะพบว่าไรเดอร์ถูกฟ้าผ่าเข้าอย่างจัง

“มันเร็วมาก เห็นแสงวาบสว่างจ้าต่อหน้าต่อตา เสียงไม่ได้ดังอย่างที่คิด แต่แสบตาอย่างมาก ตอนแรกเห็นแค่กระเป๋าใส่อาหารด้านหลังมีรอยไหม้ เพราะพี่เขาใส่เสื้อแขนยาวและสวมหมวกกันน็อก เลยไม่รู้ว่าตัวเขาได้รับบาดเจ็บหนักแค่ไหน แต่พอเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าเขานอนแน่นิ่งหมดสติ เหมือนร่างกายชาไปทั้งตัว”

หลังตั้งสติได้ นายพัทธดนย์ รีบจอดรถลงไปช่วยเหลือทันที แต่ยอมรับว่าในตอนนั้นยังมีความกังวลว่าหากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้งาน อาจเสี่ยงเกิดฟ้าผ่าซ้ำอีกหรือไม่ จึงตัดสินใจวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากรถเก๋งคันข้างๆ ให้ช่วยโทรแจ้งกู้ภัยและรถพยาบาลแทน

เจ้าตัว ยังเล่าอีกว่า ตลอดเวลาที่รอเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึง เขาพยายามพูดคุยและเรียกสติไรเดอร์ผู้บาดเจ็บอยู่ตลอด จนผ่านไปราว 5 นาที ผู้บาดเจ็บเริ่มมีสติกลับคืนมา แม้อาการยังมึนงง ชาตามร่างกาย และพูดได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ยังสามารถตอบคำถามเบื้องต้นได้ว่าตัวเองชื่ออะไร

สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจ คือแม้จะเพิ่งรอดชีวิตจากเหตุการณ์เฉียดตาย แต่ไรเดอร์รายนี้ยังคงเป็นห่วงเรื่องออเดอร์อาหารที่ต้องส่งให้ลูกค้า เพราะยังพูดถึงออเดอร์อาหารอยู่

หลังจากรถกู้ภัยเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการอย่างเร่งด่วน ขณะที่นายพัทธดนย์ ยอมรับว่า หลังกลับถึงบ้าน ก็ยังคงติดตามข่าวอาการของไรเดอร์ตลอดเวลา ด้วยความเป็นห่วง

สำหรับสาเหตุที่ฟ้าผ่าลงมาที่ตัวไรเดอร์นั้น นายพัทธดนย์ ยอมรับว่า ในตอนแรกตนเองก็สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับวัตถุโลหะที่ผู้บาดเจ็บพกติดตัว ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ โครงกระเป๋าใส่อาหาร หรือโทรศัพท์มือถือ แต่เมื่อได้รับฟังข้อมูลจากหลายฝ่าย ก็เชื่อว่าอาจเป็นเพียงเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นจากจังหวะและสภาพแวดล้อมในขณะนั้น

เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกัน ยังมีรถจักรยานยนต์อีกหลายคันที่ขี่อยู่บนสะพาน แต่ไม่มีใครได้รับอันตราย ขณะที่ตัวเขาเองก็เปิดใช้งาน GPS ผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งติดตั้งอยู่หน้ารถเช่นกัน จึงมองว่าโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว ไม่น่าใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดฟ้าผ่า

นายพัทธดนย์ ยอมรับตรงๆ ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต เพราะหากวันนั้นตนเองขี่รถเร็วกว่านี้เพียงเล็กน้อย คนที่อยู่ในจุดเกิดเหตุอาจกลายเป็นตัวเขาเองก็ได้

“ผมใส่นาฬิกาวัดอัตราการเต้นหัวใจอยู่ด้วย หลังเกิดเหตุหัวใจเต้นพุ่งขึ้นไปมากกว่า 130 ครั้งต่อนาที มันน่ากลัวจริงๆ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นตรงหน้าต่อตา”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังทำให้ตัดสินใจว่า หลังจากนี้คงไม่กล้าขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าสายฝนอีกแล้ว แม้ที่ผ่านมาเคยทำเป็นประจำ พร้อมฝากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ถึงผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะผู้ขี่รถจักรยานยนต์ ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง หรือในพื้นที่โล่งแจ้งที่ไม่มีสิ่งกำบัง เพราะเหตุไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และบางครั้งอาจเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีโดยไม่ทันตั้งตัว.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...