แซลมอนไม่ใช่ที่1! เปิดชื่อ 6 ปลา "วิตามินดี" สูงปรี๊ด แถมโอเมก้า3-ไขมันดีแบบจุกๆ
เปิดชื่อ 6 ปลาวิตามิน D สูง แถมโอเมก้า3-ไขมันดีพุ่งปรี๊ด กินสลับแทนเนื้อสัตว์ ได้ประโยชน์ครบครัน พร้อมวิธีกินให้ปลอดภัย
เมื่อพูดถึงวิตามินดี หลายคนอาจนึกถึงแสงแดดเป็นอันดับแรก แต่ในวันที่ต้องทำงานในอาคาร ออกแดดน้อย หรืออยากเพิ่มวิตามินดีจากมื้ออาหาร “ปลา” โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันสูง ถือเป็นหนึ่งในแหล่งธรรมชาติที่น่าสนใจ
ปลาอย่างแซลมอน ปลาเทราต์ ปลาแมคเคอเรล และทูน่า ไม่ได้ให้เพียงวิตามินดี แต่ยังมีโปรตีน วิตามินบี 12 ซีลีเนียม และกรดไขมันโอเมก้า 3 ในปริมาณที่แตกต่างกันไปตามชนิดของปลา อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าปลาทุกชนิดจะมีวิตามินดีเท่ากัน และชื่อปลาที่คล้ายกันก็อาจมีระดับสารปรอทต่างกันอย่างมาก
การเลือกปลาให้หลากหลาย กินในปริมาณเหมาะสม และเน้นวิธีปรุงที่ไม่เพิ่มน้ำมันหรือโซเดียมมากเกินไป จึงสำคัญกว่าการกินปลาชนิดเดียวซ้ำทุกวัน
วิตามินดีสำคัญต่อร่างกายอย่างไร?
วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีหน้าที่ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้อย่างเหมาะสม จึงเกี่ยวข้องกับการสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูก นอกจากนี้ยังมีบทบาทต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และกระบวนการเจริญเติบโตของเซลล์ด้วย
เกณฑ์อ้างอิงของสหรัฐฯ กำหนดให้คนอายุ 1–70 ปี รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรได้รับวิตามินดีประมาณวันละ 15 ไมโครกรัม หรือ 600 IU ส่วนผู้ที่อายุมากกว่า 70 ปีควรได้รับประมาณ 20 ไมโครกรัม หรือ 800 IU ทั้งนี้ คำแนะนำของแต่ละประเทศอาจแตกต่างกันเล็กน้อย
อาหารตามธรรมชาติที่มีวิตามินดีสูงมีอยู่ไม่มาก โดยเนื้อปลาที่มีไขมันและน้ำมันตับปลาจัดอยู่ในกลุ่มแหล่งอาหารที่โดดเด่นที่สุด ส่วนปริมาณจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามสายพันธุ์ อาหารที่ปลาได้รับ แหล่งเพาะเลี้ยง และวิธีการปรุง
6 ปลาที่เป็นแหล่งวิตามินดีและสารอาหารสำคัญ
1. ปลาเทราต์สายรุ้ง
ปลาเทราต์สายรุ้งเลี้ยงที่ปรุงสุกประมาณ 85 กรัม หรือ 3 ออนซ์ ให้วิตามินดีประมาณ 16.2 ไมโครกรัม หรือ 645 IU คิดเป็นประมาณ 81% ของค่าปริมาณที่แนะนำบนฉลากอาหารของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดไว้ที่ 20 ไมโครกรัมต่อวัน
ปลาเทราต์อยู่ในวงศ์เดียวกับปลาแซลมอน มีเนื้อสัมผัสนุ่ม รสไม่จัด และนำมาปรุงได้ทั้งย่าง อบ นึ่ง หรือทอดโดยใช้น้ำมันเล็กน้อย จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากสลับแหล่งโปรตีนจากเนื้อแดง
FDA จัดปลาเทราต์น้ำจืดไว้ในกลุ่มปลาที่มีปรอทต่ำกว่า หรือ “Best Choices” สำหรับหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก เมื่อกินตามปริมาณที่แนะนำ
2. ปลาแมคเคอเรล
ปลาแมคเคอเรลเป็นปลาที่มีไขมันและมักให้ทั้งวิตามินดี วิตามินบี 12 และโอเมก้า 3 แต่ปริมาณสารอาหารและระดับปรอทแตกต่างกันมากตามสายพันธุ์ จึงไม่ควรเหมารวมว่าปลาแมคเคอเรลทุกชนิดเหมือนกัน
Atlantic mackerel และ Pacific chub mackerel อยู่ในกลุ่มปลาปรอทต่ำของ FDA ขณะที่ Spanish mackerel อยู่ในกลุ่มที่ควรกินในความถี่น้อยลง ส่วน king mackerel เป็นปลาที่มีปรอทสูงและอยู่ในกลุ่มที่หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็กควรหลีกเลี่ยง
ดังนั้น เวลาเลือกซื้อไม่ควรดูเพียงคำว่า “แมคเคอเรล” บนบรรจุภัณฑ์ แต่ควรตรวจสอบชนิดของปลา แหล่งที่มา และข้อมูลบนฉลากให้ชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มที่ต้องระวังสารปรอท
3. ปลาแซลมอน
ปลาแซลมอนซ็อกอายปรุงสุกประมาณ 85 กรัม ให้วิตามินดีประมาณ 14.2 ไมโครกรัม หรือ 570 IU คิดเป็นประมาณ 71% ของค่าปริมาณที่แนะนำบนฉลากอาหารของสหรัฐฯ
แซลมอนยังเป็นหนึ่งในปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง เหมาะสำหรับนำมาย่าง อบ หรือนึ่ง และรับประทานคู่กับผักกับธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อให้ได้มื้ออาหารที่มีทั้งโปรตีน ไขมันดี และใยอาหาร
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าแซลมอนธรรมชาติมีวิตามินดีสูงกว่าแซลมอนเลี้ยงเสมอไป เพราะปริมาณอาจแตกต่างตามสายพันธุ์ อาหารที่ปลาได้รับ ฤดูกาล และแหล่งผลิต การดูข้อมูลโภชนาการของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อจริงจึงแม่นยำกว่า
4. ปลาเฮริง
ปลาเฮริงเป็นปลาที่มีไขมันและโอเมก้า 3 อีกชนิดหนึ่ง รวมทั้งมีวิตามินดี โปรตีน และวิตามินบี 12 แต่ปริมาณวิตามินดีอาจแตกต่างกันตามสายพันธุ์และรูปแบบการแปรรูป เช่น แบบสด รมควัน หรือดอง
ปลาเฮริงสดสามารถนำมาย่างหรืออบได้ ส่วนชนิดดองและรมควันควรอ่านฉลากเรื่องโซเดียม โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคไต หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดอาหารเค็ม
FDA จัดปลาเฮริงเป็นหนึ่งในกลุ่ม “Best Choices” ที่มีปรอทค่อนข้างต่ำ เมื่อรับประทานตามปริมาณที่เหมาะสม
5. ปลาซาร์ดีน
ปลาซาร์ดีนกระป๋องในน้ำมันที่สะเด็ดน้ำแล้วจำนวน 2 ตัว ให้วิตามินดีประมาณ 1.2 ไมโครกรัม หรือ 46 IU แม้จะไม่สูงเท่าปลาเทราต์หรือแซลมอน แต่ยังช่วยเพิ่มวิตามินดีให้มื้ออาหาร พร้อมโปรตีนและโอเมก้า 3
ปลาซาร์ดีนสามารถรับประทานกับข้าว ใส่สลัด พาสต้า หรือแซนด์วิชได้สะดวก หากเลือกชนิดกระป๋องควรดูปริมาณโซเดียม น้ำมัน และจำนวนหน่วยบริโภคต่อกระป๋อง เพราะแต่ละยี่ห้ออาจมีข้อมูลโภชนาการแตกต่างกัน
ปลาซาร์ดีนยังอยู่ในกลุ่มปลาปรอทต่ำตามคำแนะนำของ FDA จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สามารถนำมาสลับกับปลาแซลมอนหรือทูน่าได้
6. ปลาทูน่า
ทูน่าไลต์กระป๋องในน้ำที่สะเด็ดน้ำแล้วประมาณ 85 กรัม ให้วิตามินดีประมาณ 1 ไมโครกรัม หรือ 40 IU จึงไม่ได้สูงเท่าปลาเทราต์หรือแซลมอน แต่ยังเป็นแหล่งโปรตีนที่สะดวกและนำไปทำอาหารได้หลายเมนู
จุดที่ต้องแก้จากข้อมูลที่มักแชร์ต่อกันคือ ทูน่ากระป๋องชนิดเนื้อขาวหรืออัลบาคอร์ไม่ได้มีปรอทต่ำกว่าทูน่าไลต์ โดย FDA ระบุว่าอัลบาคอร์หรือทูน่าเนื้อขาวมีปรอทเฉลี่ยประมาณ 3 เท่าของทูน่าไลต์กระป๋อง
ทูน่าไลต์กระป๋อง ซึ่งมักผลิตจากปลาสคิปแจ็ก ถูกจัดเป็น “Best Choices” ส่วนทูน่าอัลบาคอร์และทูน่าครีบเหลืองอยู่ในกลุ่ม “Good Choices” ที่ควรกินในความถี่น้อยกว่า ขณะที่ทูน่าตาโตหรือ bigeye tuna อยู่ในกลุ่มปรอทสูงที่หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็กควรหลีกเลี่ยง
ตารางเปรียบเทียบวิตามินดีจากปลา
ชนิดปลา ปริมาณอ้างอิง วิตามินดีโดยประมาณ ข้อควรรู้ ปลาเทราต์สายรุ้งเลี้ยง ปรุงสุก 85 กรัม 16.2 ไมโครกรัม เป็นหนึ่งในแหล่งวิตามินดีที่เด่นที่สุด ปลาแซลมอนซ็อกอาย ปรุงสุก 85 กรัม 14.2 ไมโครกรัม ปริมาณอาจต่างตามสายพันธุ์และแหล่งผลิต ปลาแมคเคอเรล 85 กรัม แตกต่างตามสายพันธุ์ ต้องแยก Atlantic mackerel ออกจาก king mackerel ปลาเฮริง 85 กรัม แตกต่างตามชนิดและวิธีแปรรูป ชนิดดองหรือรมควันอาจมีโซเดียมสูง ปลาซาร์ดีนกระป๋องในน้ำมัน 2 ตัว 1.2 ไมโครกรัม อ่านฉลากโซเดียมและน้ำมัน ทูน่าไลต์กระป๋องในน้ำ 85 กรัม 1 ไมโครกรัม มีปรอทต่ำกว่าอัลบาคอร์หรือทูน่าเนื้อขาว
หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นค่าจากตัวอย่างอาหารในฐานข้อมูลสหรัฐฯ ปริมาณจริงอาจแตกต่างตามสายพันธุ์ แหล่งผลิต วิธีปรุง และยี่ห้อผลิตภัณฑ์ จึงควรดูฉลากของอาหารที่รับประทานจริง
ควรกินปลามากแค่ไหน?
สมาคมโรคหัวใจอเมริกันแนะนำให้รับประทานปลาประมาณ 2 มื้อต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะปลาที่มีไขมัน หนึ่งหน่วยบริโภคสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ประมาณ 85 กรัมเมื่อปรุงสุก หรือประมาณสามในสี่ถ้วยเมื่อยีเนื้อปลาแล้ว
คำแนะนำดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าต้องกินปลาที่มีไขมันสูงทุกวัน การกินปลาให้หลากหลายและสลับกับโปรตีนจากถั่ว เต้าหู้ ไข่ และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน จะช่วยลดการได้รับสารปนเปื้อนจากปลาชนิดเดิมซ้ำ ๆ และทำให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายขึ้น
สำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร FDA แนะนำให้กินปลาและอาหารทะเลที่มีปรอทต่ำประมาณ 2–3 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ รวม 8–12 ออนซ์ หรือประมาณ 227–340 กรัม โดยเลือกให้หลากหลายจากกลุ่ม “Best Choices”
กินปลาอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น?
- เลือกวิธีปรุง: ใช้การนึ่ง ต้ม อบ หรือย่าง แทนการทอดน้ำมันท่วม
- กินให้หลากหลาย: ไม่กินทูน่าหรือปลาแมคเคอเรลชนิดเดิมซ้ำทุกมื้อ
- อ่านชื่อสายพันธุ์: โดยเฉพาะปลาแมคเคอเรลและปลาทูน่า ซึ่งแต่ละชนิดมีระดับปรอทต่างกัน
- ระวังโซเดียม: ตรวจฉลากปลากระป๋อง ปลาดอง และปลารมควัน
- เพิ่มผักในจาน: กินปลาคู่กับผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีใยอาหาร
- ตรวจคำเตือนท้องถิ่น: หากเป็นปลาที่ตกเองจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ควรตรวจข้อมูลสารปนเปื้อนของพื้นที่ก่อน
FDA ระบุว่าอาหารปลาที่นำไปอบหรือย่างโดยทั่วไปให้พลังงานเพิ่มน้อยกว่าอาหารปลาทอด จึงควรคำนึงถึงวิธีปรุงร่วมด้วย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะชนิดของปลา
น้ำมันตับปลา ใช้แทนการกินปลาได้หรือไม่?
น้ำมันตับปลาค็อด 1 ช้อนโต๊ะอาจให้วิตามินดีสูงถึงประมาณ 34 ไมโครกรัม หรือ 1,360 IU ซึ่งมากกว่าวิตามินดีในปลาหลายชนิดอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม น้ำมันตับปลาเป็นผลิตภัณฑ์เข้มข้น ไม่ควรรับประทานโดยคิดว่าเป็นเพียงอาหารทั่วไป ผู้ที่ใช้วิตามินดีหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดอื่นอยู่แล้ว หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ที่ใช้ยาประจำ ควรตรวจปริมาณสารอาหารรวมและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
การได้รับวิตามินดีจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากเกินไปอาจทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูง เกิดคลื่นไส้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง กระหายน้ำมาก นิ่วในไต หรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยภาวะวิตามินดีเป็นพิษมักเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากเกินไป ไม่ใช่จากการรับประทานปลาในปริมาณทั่วไป
ปลาเป็นแหล่งวิตามินดีที่ดี แต่ต้องเลือกให้ถูกชนิด
ปลาเทราต์สายรุ้งและปลาแซลมอนเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นเรื่องวิตามินดี ส่วนปลาแมคเคอเรล ปลาเฮริง ปลาซาร์ดีน และทูน่า ช่วยเพิ่มทั้งโปรตีน วิตามิน และไขมันโอเมก้า 3ให้มื้ออาหารได้ แต่ปริมาณวิตามินดีของแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันมาก
สำหรับทูน่า ควรจำให้ชัดว่า ทูน่าไลต์กระป๋องมีปรอทต่ำกว่าอัลบาคอร์หรือทูน่าเนื้อขาว ส่วนปลาแมคเคอเรลต้องดูชื่อสายพันธุ์ เพราะ Atlantic mackerel กับ king mackerel มีระดับปรอทแตกต่างกันอย่างชัดเจน
คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องกินปลาทุกวันเพื่อหวังเพิ่มวิตามินดี การกินปลาประมาณสัปดาห์ละ 2 มื้อ สลับชนิดกัน เลือกวิธีปรุงที่ดี และรับประทานอาหารให้หลากหลาย เป็นแนวทางที่ทำได้ง่ายและสมดุลกว่า