โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

พิธีศพ‘คาเมเนอี’ยิ่งใหญ่ แต่เศรษฐกิจใกล้สิ้นลม สงครามทำคนจนพุ่ง 4 ล้าน

Amarin TV

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
อิหร่านจัดพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ อดีตผู้นำ ยิ่งใหญ่ ท่ามกลางเศรษฐกิจใกล้สิ้นลม? สงครามทำคนอิหร่านจนพุ่ง 4 ล้านคน

ภาพคลื่นมหาชนสวมชุดดำนับ 20 ล้านคน หลั่งไหลเข้าสู่ใจกลางกรุงเตหะราน กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่โลกต้องจารึก เมื่อพิธีกรรมและขบวนแห่ศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติเป็นเวลาหลายวัน หลังจากเขาและครอบครัวถูกสังหารช็อกโลก จากการโจมตีทางอากาศของพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ท่ามกลางเสียงร่ำไห้และธงชาติที่โบกสะบัด สิ่งที่สะดุดตาสายตาคนทั้งโลกคือ "ธงสีแดง" ผืนใหญ่จากสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์อิหม่ามเรซา ที่ถูกอัญเชิญมาวางคลุมเหนือโลงศพอย่างสมเกียรติ ซึ่งในทางศาสนานี่คือสัญลักษณ์สูงสุดที่สื่อถึงความแค้นและการพลีชีพ เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของ ท่านฮุสเซน (หลานชายของศาสดามูฮัมหมัด) ผู้ยอมสู้จนตัวตายในสมรภูมิ ณ เมืองการ์บาลา เพื่อต่อต้านการกดขี่ข่มเหง

แต่ภายใต้ฉากหน้าอันทรงพลังและพลังศรัทธาอันแรงกล้า ความจริงที่น่ากลัวกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ เพราะศัตรูตัวฉกาจที่สุดของอิหร่านในเวลานี้ อาจไม่ใช่ขีปนาวุธจากศัตรู ทว่าคือ "ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ" ที่กำลังกัดกินปากท้องของประชาชน และพร้อมจะพาประเทศดิ่งลงเหวหลังจากนี้

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ชี้ว่า สงครามระยะสั้นที่ผ่านมาได้ผลักให้ชาวอิหร่านอีกกว่า 4 ล้านคน ต้องตกอยู่ภายใต้เส้นความยากจนสากลทันที ส่งผลให้อัตราคนจนในประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 41% ของประชากรทั้งหมด SPOTLIGHT สำรวจเศรษฐกิจอิหร่าน นับตั้งแต่คาเมเนอีถูกสังหาร กำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤตจริงหรือไม่?

บาดแผลจากสงคราม 3 เดือน

แม้ว่าเสียงปืนและระเบิดจะเริ่มสงบลงจากการประกาศหยุดยิงชั่วคราว และความเด็ดเดี่ยวในการต่อต้านมหาอำนาจของรัฐบาลเตหะรานจะยังไม่ลดราวาศอก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บาดแผลทางเศรษฐกิจที่อิหร่านได้รับตลอดระยะเวลา 3 เดือนของสงครามนั้นสาหัสสากรรจ์

ชนวนความย่อยยับนี้เริ่มขึ้นจากการเปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงเป็นเวลา 40 วันของสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน โดยการโจมตีในครั้งนั้นไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ค่ายทหารเพียงอย่างเดียว แต่จงใจตัดทำลาย "ท่อน้ำเลี้ยง" และโครงสร้างพื้นฐานหลักที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า โครงข่ายพลังงาน โรงงานผลิตเหล็กกล้า โรงงานปิโตรเคมี ท่าเรือขนส่งสินค้า ตลอดจนเส้นทางคมนาคมหลัก ๆ และยังถูกซ้ำเติมด้วยการปิดล้อมทางทะเลโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ต่อเนื่องอีก 2 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นการปิดประตูตายสำหรับการค้าขายกับโลกภายนอก

ความเสียหายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ ถูกประเมินว่า พุ่งสูงถึง 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากจะจินตนาการว่าตัวเลขนี้มากมายมหาศาลขนาดไหน ให้ลองเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งปี 2025 ของอิหร่านที่มีอยู่เพียง 3.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งเหล่านักเศรษฐศาสตร์ต่างชี้เป็นเสียงเดียวกันว่า ขนาดความพินาศย่อยยับในครั้งนี้ แทบจะเทียบเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่อิหร่านเคยสูญเสียไปตลอดช่วงสงครามยาวนานเกือบ 8 ปีกับอิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซน ในทศวรรษ 1980 เลยทีเดียว

วิกฤตปากท้อง และพลเมือง 4 ล้านคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ความย่อยยับครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่กลายเป็น "วิกฤตแห่งชาติที่ลุกลามเป็นโดมิโน" ตามคำนิยามของ ฮาดี คาฮาลซาเดห์ อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของรัฐบาลอิหร่าน เพราะแรงระเบิดได้ทำลายแหล่งพาณิชยกรรมและโรงงานอุตสาหกรรมไปกว่า 24,500 แห่ง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะของพลเรือนอีก 125,000 แห่ง โดยเฉพาะ "ภาคส่วนเหล็กกล้า" ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมการผลิตของอิหร่านถึง 42% ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เป็นรายได้หลักจากการส่งออกที่ไม่ใช่น้ำมัน และเป็นรากฐานตั้งแต่ภาคการเกษตร ยารักษาโรค ไปจนถึงชิ้นส่วนยานยนต์ ก็ถูกบดขยี้จนเดินเครื่องไม่ได้ ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานอย่างมโหฬาร คาดว่ามีประชาชนต้องตกงานทันทีราว 2.5 ถึง 4 ล้านคน หรือคิดเป็น 10 ถึง 15% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ

เมื่อภาคอุตสาหกรรมพังครืน วิกฤตจึงดิ่งตรงเข้าสู่ปากท้องของประชาชนทันที โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของอิหร่านในปีนี้จะพุ่งทะยานไปแตะที่ 69% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 เป็นต้นมา

ภาวะขาดแคลนสินค้าจากสงครามและการปิดล้อมทางทะเล บีบให้ราคาของกินของใช้จำเป็น เช่น ข้าวสาลี ข้าวสาร ไข่ไก่ และน้ำมันพืช ขยับราคาสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งถึง 125% ไปจนถึง 430% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในหมวดอาหารจะทะลุ 100% ภายในสิ้นปีนี้

เกมการทูตและลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่สวิตเซอร์แลนด์

แม้รัฐบาลเตหะรานจะสั่งระงับการทูตชั่วคราวเพื่อมุ่งจัดมหาพิธีศพ แต่เบื้องหลังฉาก ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเศรษฐกิจอิหร่านกำลังถูกยื้อไว้ด้วยเกมการเจรจาอันตึงเครียดที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการพบกันโดยตรงครั้งแรกระหว่างวอชิงตันและเตหะรานนับตั้งแต่หยุดยิง สามารถบรรลุข้อตกลงโรดแมปขั้นต้น พร้อมจัดตั้งสายตรงในช่องแคบฮอร์มุซเพื่อรับประกันความปลอดภัยให้เรือพาณิชย์

ผลจากการเจรจา 18 ชั่วโมงผ่านตัวกลางกาตาร์และปากีสถาน ช่วยชุบชีวิตเศรษฐกิจที่พังทลายให้หายใจต่อได้อีกเฮือก ด้วยการยกเว้นคว่ำบาตร 60 วันให้ผ่อนปรนการส่งออกน้ำมันสกุลดอลลาร์ และปลดล็อกเงินโอนที่ถูกอายัดในต่างประเทศคืนมาราว 1.2 - 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าเม็ดเงินนี้เป็นเพียง "หยดน้ำในมหาสมุทร" เมื่อเทียบกับความเสียหายรวม แต่มันก็เพียงพอที่จะช่วยประคองระบบการเงินไม่ให้ช็อกซ้ำสองในระยะสั้น

ทว่าจุดยืนของอิหร่านกลับไม่ได้เดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาในฐานะผู้แพ้ แต่แสดงตนเป็น "ผู้รอดชีวิต" ที่ผ่านสงครามมาได้โดยไม่ยอมจำนน เตหะรานกำลังใช้โอกาสนี้ทดสอบว่าสหรัฐฯ จะยอมละทิ้งนโยบายกดดันแบบเดิมหรือไม่ โดยมีเดิมพันสูงสุดคือ "โครงการนิวเคลียร์" ที่อิหร่านเคยเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสูงถึง 60% ก่อนเกิดสงคราม ซึ่งแม้สหรัฐฯ จะยื่นคำขาดให้ทำลายโรงงานหลักทั้งหมด แต่อิหร่านก็ยังคงปฏิเสธเงื่อนไขดังกล่าว และเลือกที่จะถือไพ่นี้ต่อท่ามกลางซากปรักหักพังของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...