นี่คือหลักฐานที่กัมพูชา ใช้อ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะกูด และลากเส้นกินน่านน้ำอ่าวไทย
เมื่อวันที่่ 22 มิถุนายน อุม สำอาน (អ៊ុំ សំអាន) นักการเมืองกัมพูชาจากพรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้เปิดเผยเอกสารการอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำอ่าวไทยและเกาะกูดของกัมพูชา ที่ทำขึ้นในสมัยที่ลอน นอลเป็นประธานาธิบดี ซึ่งลอน นอลผู้นี้เป็นผู้นำการรัฐประหารในปี 1970 โดยยึดอำนาจจากเจ้านโรดม สีหานุ ทำการล้มล้างระบอบกษัตริย์ และสถาปนาสาธารณรัฐเขมร และตัวเขาขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเขมรเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 1972
ในช่วงที่สีหนุและลอน นอลเรืองอำนาจนั้นกัมพูชามีการปลุกระดมชาตินิยมและความเกลียดชังต่อเพื่อนบ้าน ในยุคของสีหนุ กัมพูช่มีกรณีพิพาทกับไทยกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ต่อมาในสมัยลอน นอล เขาพยายามจะอ้างสิทธิ์เหนือเกาะกูดและลากเส้นน่านน้ำกินเข้ามาในอ่าวไทยจนเกินมาตรฐานสากล ไม่เพียงเท่านั้น ลอน นอลยังมีความกระหายในดินแดนของไทยมากกว่านั้น โดยพิจารณาว่าดินแดนอีสานใต้ (โดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์) เป็นดินแดนของกัมพูชา
อุม สำอาน ได้เปิดเผยเอกสารนี้ โดยคาดว่ามีเจตนาที่จะใช้มันเพื่อกดดันให้รัฐบาลกัมพูชายึดมั่นในการอ้างสิทธิ์สมัยลอน นอล โดยเขาเขียนข้อความไว้ในเฟซบุ๊ของเขาไว้ว่า
"กฤษฎีกาของลอน นอล เมื่อปี 1972 ระบุว่า เส้นเขตแดนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย (อุม สำอานใช้คำเรียกไทยอย่างดูดถูกว่า เซียม หรือ សៀម)ทอดยาวจากหลักเขตแดนที่ 73 ไปจนถึงจุดสูงสุดของเกาะกูด โดยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเกาะกูดเป็นของเขมร ตามกฤษฎีกาหมายเลข 439-72-BSK ว่าด้วยการกำหนดเขตแดนที่ราบสูงทางทะเลของเขมร (ក្រឹត្យលេខ ៤៣៩-៧២-បសខ ស្តីពីការកំណត់ព្រំប្រទល់ខ្ពង់រាបដែនសមុទ្រខ្មែ) ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 1972 และแผนที่ประกอบของรัฐบาลสาธารณรัฐเขมรของลอน นอล พื้นที่ทางทะเลที่ทับซ้อนกัน 26,000 ตารางกิโลเมตรเป็นของเขมรแต่เพียงผู้เดียว และอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเกาะกูดเป็นของเขมร แผนที่ยังระบุว่าเกาะตรัล (เกาะฝูก๊วก) เป็นของเขมรด้วย พระราชกฤษฎีกานี้ลงนามโดยลอน นอล, ซี เป็งเซ และฉัณ สุขุม ตากฤษฎีกานี้ น้ำมันและก๊าซมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นของเขมรแต่เพียงผู้เดียว
กฤษฎีกาของลอน นอลในปี 1972 มีพื้นฐานมาจากสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยามปี 1907 พิธีสารว่าด้วยการกำหนดเขตแดนปี 1908 และอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยเขตแดนทางทะเลปี 1958 อนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยเขตแดนทางทะเลปี 1958 ได้กลายเป็นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในปี 1982 และ UNCLOS มีผลบังคับใช้ในปี 1994
ดังนั้น ภายใต้กลไกการชดเชยโดยบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ฮุน เซน ต้องอ้างสิทธิ์อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเกาะกูด พื้นที่ทางทะเล 26,000 ตารางกิโลเมตร และน้ำมันและก๊าซมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์ หาก ฮุน เซน ไม่เรียกร้องสิทธิ์อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเกาะกูด พื้นที่ทางทะเล 26,000 ตารางกิโลเมตร และน้ำมันและก๊าซมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์ ประชาชนชาวกัมพูชาจะประณามและวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างรุนแรงแน่นอน"
นี่คือคำกล่าวของคนสำคัญของฝ่ายค้านกัมพูชา
แต่ไหนแต่ไรมา ผมชี้ให้เห็นหลายครั้งแล้วว่าฝ่ายค้านกัมพูชาเป็นพวกที่เรียกร้องดินแดนไทยหนักกว่ารัฐบาลฮุนเสียอีก การที่ อุน สำอาน อ้างเอกสารสมัยลอน นอล ซึ่งว่ากันว่ารัฐบาลฮุนยอมที่จะถอนไปแล้วนั้น ย่อมแสดงว่าเขามีเจตนาไม่ดีทางการเมืองทั้งการเมืองภายในและต่างประเทศ
นี่จึงเป็นเรื่องที่เราจะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด
ดังนั้นเราควรศึกษาเอกสารเหล่านี้ไว้ และจดจำคำกล่าวอ้างของฝ่ายค้านเขมรเอาไว้ เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้ฝ่ายนั้นหาเรื่องระรานไทยโดยการอ้างข้างๆ คูๆ อย่างที่นายอุม สำอานทำไป ซึ่งแม้จะยกอนุสัญญาและสนธิสัญญามาอ้างก็ไม่ได้หมายว่ามันจะถูกต้อง แต่เป็นการเอาแพะมาชนแกะเพื่อให้การอ้างของตนดูดีมีราคาเสียมากกว่า
ต่อไปนี้เป็นเนื้อหาที่แปลมาจากเอกสารฉบับดังกล่าวในภาษาฝรั่งเศส
กฤษฎีกาแห่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเขมร
โดยคำนึงถึงรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเขมร:
โดยคำนึงถึงพระราชบัญญัติฉบับที่ 1/71-CE ลงวันที่ 18 ตุลาคม 1971 ว่าด้วยเรื่องต่างๆ ที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย;
โดยคำนึงถึงพระราชบัญญัติฉบับที่ 17/72-CE ลงวันที่ 12 มีนาคม 1972 ว่าด้วยการกำหนดตำแหน่งของประมุขแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐเขมร;
โดยคำนึงถึงพระราชบัญญัติฉบับที่ 2/72-PRK ลงวันที่ 12 มีนาคม 1972 ว่าด้วยการมอบอำนาจของหัวหน้าคณะรัฐบาลให้แก่ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเขมร;
โดยคำนึงถึงกฤษฎีกา ฉบับที่ 187/72-PRK ลงวันที่ 21 มีนาคม 1972 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อความในภายหลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี;
หลังจากรับฟังความเห็นของคณะรัฐมนตรีแล้ว มีคำสั่งดังนี้
มาตรา 1.- โดยอาศัยข้อกำหนดของอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยไหล่ทวีป ลงวันที่ 29 เมษายน 1958 ซึ่งสาธารณรัฐเขมรได้เข้าร่วมเป็นภาคี และสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ลงวันที่ 23 มีนาคม 1907 และรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดน ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1908 ขอบเขตด้านนอกของไหล่ทวีปของสาธารณรัฐเขมรถูกกำหนดไว้ดังที่แสดงในแผนที่เดินเรือของกองทัพเรือฝรั่งเศส N-1972 มาตราส่วน 1/1,096,000 ที่แนบมากับกฎบัตรนี้ โดยมีพิกัดของจุดอ้างอิงดังต่อไปนี้:
เส้นแบ่งเขตแดนด้านข้างทางเหนือระหว่างพื้นที่ไหล่ทวีปที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของสาธารณรัฐเขมรและประเทศไทยนั้น กำหนดโดยเส้นตรงที่เชื่อมจุดเขตแดน "A" บนชายฝั่งกับยอดเขาสูงสุดของเกาะกูด "S" และขยายไปยังจุด P จุด A และ P เหล่านี้มีคำจำกัดความดังต่อไปนี้: (ดูภาพประกอบด้านล่าง)
คำอธิบาย - จากตารางกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนในภาษาฝรั่งเศส มีข้อความระบุว่า "จุด A จุดนี้เป็นจุดเขตแดนบนชายฝั่ง (สนธิสัญญากรุงเทพฯ ลงวันที่ 23 มีนาคม 1907)" จุดนี้อยู่ที่เส้นลองจิจูดตะวันออกของกรีนวิชที่ 102-54'81 และเส้นละติจูดเหนือที่ 11-38'88 ซึ่งเป็นการลากแนวน่านน้ำจากปลายแหลมสารพัดพิษจังหวัดตราดของไทย ตัดข้ามเกาะกูดทั้งเกาะให้ครึ่งหนึ่งอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา เส้นแบ่งนี้ลากตรงไปเรื่อยๆ จนถึง "จุด P จุดที่อยู่ห่างจากเส้นฐานของกัมพูชา ที่อัลโลต์ กูสรอวี (Allôt Kusrovie) และเส้นฐานของไทยฝั่งตรงข้ามเท่ากัน" ซึ่งอยู่ที่เส้นลองจิจูดตะวันออกของกรีนวิชที่ 102-54'81 และและเส้นละติจูดเหนือที่ 11-38'88
ทั้งนี้ อัลโลต์ กูสรอวี (Allôt Kusrovie) เรียกอีกอย่างว่า เกาะฉลาม (កោះឆ្លាម) เกาะนี้เป็นเกาะหินขนาดย่อม ตั้งอยู่กลางอ่าวไทย เมื่อปี 2017 เตีย บัญ ได้เผยแพร่คลิปวิดิโอการเยือนเกาะหินแห่งนี้ พร้อมกับบรรยายไว้ว่า "เกาะรอแชร์ กูสรอวี (Rocher Kusrovie อนึ่ง คำว่า รอแชร์ เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าเกาะหิน) หรือที่รู้จักกันในชื่อเกาะฉลาม เป็นเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในบรรดาเกาะมากมายในดินแดนของประเทศกัมพูชา เกาะนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดเกาะกง มีความกว้าง 75 เมตร ความยาว 120 เมตร ความสูง 13 เมตร พิกัดละติจูด 11'07'00 และลองจิจูด 102'48'00 อยู่ห่างจากเมืองเขมรรักษ์ภูมินทร์ประมาณ 34 ไมล์ และห่างจากเกาะสดัจ (ไทยเรียก เกาะเจ้า คำว่า สดัจ หรือเสด็จแปลว่าเจ้าหรือกษัตริย์) ของจังหวัดเกาะกงประมาณ 22 ไมล์ และเป็นเกาะที่อุดมไปด้วยหิน"
โปรดดูคลิปด้านล่างของ เตีย บัญ ประกอบ เพราะเป็นภาพที่หาชมได้ยาก และเกาะหินนี้จะเป็นเกาะที่กัมพูชาใช้อ้างเป็นแนวอ้างอิงการกำหนดน่านน้ำต่อไปไม่ว่าพวกเขาจะอ้างกฤษฎีกาสมัย ลอน นอลต่อไปหรือไม่ก็ตาม
มาตรา 2.- เป็นการกำหนดน่านน้ำโดยจากเส้นที่อัลโลต์ กูสรอวีจะเป็นการลากเส้นกินเข้าไปในน่านน้ำอ่าวไทยตามจุดต่างๆ ที่กำหนดในเอกสารเรียกว่า Pck จุด Pck ต่างๆ นี้จะลากลงไปเรื่อยๆ จนถึงชายแดนน่านน้ำเวียดนาม ซึ่งครอบคลุมเกาะฝูก๊วกของเวียดนาม ซึ่งกัมพูชาอ้างกรรสิทธิ์เช่นกัน
เพื่อความกระจ่างขึ้นในการอ่านเนื้อหาตอนนี้ให้พิจารณาแนวน่านน้ำที่แนบมาด้วย ดังนี้
ดังนั้น แผนที่นี้กัมพูชาจึงอ้างอ้างสิทธิ์ทั้งเกาะกูดของไทย (ครึ่งหนึ่ง) และเกาะฝูก๊วกของเวียดนาม (ทั้งเกาะ) ซึ่งกัมพูชาเรียกว่าเกาะตรัล
เอกสารหน้าต่อมาระบุมาตราในกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการอ้างสิทธิ์ครั้งนี้ คือ
มาตรา 3.- แผนที่เดินเรือของกองทัพเรือฝรั่งเศส ฉบับที่ 1972 ฉบับปี 1949 มาตราส่วน 1:1,096,000 แนบมากับกฤษฎีกานี้ การอ้างอิงถึงกฤษฎีกานี้ ให้หมายถึงการอ้างอิงถึงแผนที่ ฉบับที่ 1972
มาตรา 4.- บทบัญญัติทั้งหมดที่ขัดแย้งกับกฤษฎีกานี้ ให้ถือเป็นโมฆะ
มาตรา 5.- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทรัพยากรแร่ และการประมงทางทะเล ต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการตามกฤษฎีกา นี้ ภายในเขตอำนาจของตน
ทำ ณ พนมเปญ วันที่ 1 กรกฎาคม 1972 (พ.ศ. 2515) ลงนามโดย ลอน นอล
นำเสนอเพื่อลงนามแก่ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเขมร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่ ทรัพยากร และการประมงทางทะเล (ลงนามโดย ฉัณ สุขุม)
เราจะเห็นว่า เอกสารการอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำของกัมะพูชาในสมัยลอน นอล ไม่ได้ทำขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่กำหนดสนธิสัญญาต่างๆ แต่ทำโดยกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเล นอกจากนี้ยังมีการรับรองสำเนาโดยผู้อำนวยการสำนักงานบริการเหมืองแร่ ธรณีวิทยา และปิโตรเลียมแห่งชาติ (ลงนามโดย ซีน เป็งเซ) ดังนั้น นี่ใม่ใช่แค่การอ้างสิทธิ์โดยพิจารณาถึงประเด็นเรื่อง "ชาตินิยม" เท่านั้น แต่กัมพูชายังไตร่ตรองอย่างดีถึงการอ้างสิทธิ์เพื่อจะตักตวงทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าวโดยอาศัยการอ้างน่านน้ำอย่างเต็มที่ที่สุด
ปัจจุบัน แม้จะมีรายงานว่ากัมพูชาไม่ได้อ้างสิทธิ์ตามเอกสารสมัยลอน นอลแล้วก็ตาม แต่ไทยไม่สามารถที่จะไว้วางใจได้ เพราะฝ่ายค้านกัมพูชายังปักใจกับการอ้างสิทธิ์สมัยลอน นอลว่าชอบธรรมแล้ว และยังยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลตระกูลฮุนว่ายอมอ่อนข้อให้ไทยจนเสียเกาะกูด "ที่เป็นของกัมพูชา"
แม้ว่าเกาะกูดจะไม่เคยเป็นของกัมพูชา (ตรงกันข้าม ไทยเคยเป็นเจ้าของเกาะกงด้วยซ้ำ) แต่การอ้างสิทธิ์เหนือเกาะกูดจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกัมพูชาตลอดไป โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่จะใช้เรื่องนี้กดดันรัฐบาลและแย่งชิงพลังมวลชนจากรัฐบาล หากรัฐบาลฮุนเพลี้ยงพล้ำเพราะถูกชิงมวลชนไป พวกเขาก็อาจเปลี่ยนใจมาอ้างสิทธิ์เหนือเกาะกูดได้เช่นกัน
เอกสารสมัยลอน นอลจึงไม่ใช่ของเก่าล้าหลัง แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ยังทรงพลังอย่างมาก
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better