หุ้นบริษัทสะสม Bitcoin ทรุดหนัก มูลค่าหายกว่า 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังคริปโทฯ เข้าสู่ขาลง
หุ้นบริษัทสะสม Bitcoin ทรุดหนัก มูลค่าหายกว่า 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังคริปโทฯ เข้าสู่ขาลง หลายบริษัทเริ่มขายสินทรัพย์ ปรับโครงสร้างทุน และรวมหุ้นเพื่อประคองธุรกิจ
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 18.36 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทจดทะเบียนที่ใช้กลยุทธ์สะสม Bitcoin ไว้ในงบดุล หรือที่เรียกว่า Digital Asset Treasury Companies (DATs) กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หลังราคา Bitcoin ร่วงลงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทกลุ่มดังกล่าวหดตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก Artemis ระบุว่า มูลค่าตลาดรวมของหุ้นกลุ่ม DAT ลดลงเหลือประมาณ 72,000 ล้านดอลลาร์ จากระดับเกือบ 134,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ทำให้มูลค่าหายไปราว 62,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าหนึ่งในกระแสการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงตลาดคริปโทขาขึ้นกำลังเผชิญภาวะถดถอยอย่างชัดเจน
Bitcoin ปรับตัวลดลงประมาณ 15% ในสัปดาห์นี้ ลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 62,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน โดยแรงกดดันส่วนหนึ่งเกิดขึ้นหลังจาก Strategy Inc. ของ Michael Saylor ประกาศขาย Bitcoin เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 แม้ว่าการปรับฐานรอบนี้จะไม่รุนแรงเท่ากับวิกฤตตลาดคริปโทในอดีต แต่ก็สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อบริษัทที่เคยชูจุดขายว่าผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการถือ Bitcoin ผ่านบริษัทจดทะเบียน
โมเดลธุรกิจของ DATs เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่าตลาดจะให้มูลค่าเพิ่มแก่บริษัทที่ถือครอง Bitcoin จำนวนมาก ทำให้บริษัทสามารถออกหุ้นระดมทุน นำเงินไปซื้อ Bitcoin เพิ่ม และทำซ้ำกระบวนการดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ราคาคริปโทปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อราคา Bitcoin เริ่มปรับลดลง นักลงทุนกลับมีความระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลให้โมเดลนี้เริ่มเผชิญข้อจำกัดและความเปราะบางมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
Hayden Hughes หุ้นส่วนผู้จัดการของ Tokenize Capital กล่าวว่า เมื่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลลดลง บริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบากระหว่างการผิดนัดชำระหนี้กับการขายสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ พร้อมระบุว่าแรงขายที่เกิดขึ้นได้ทำลายภาพลักษณ์เดิมที่นักลงทุนเชื่อว่าบริษัทเหล่านี้จะเป็นผู้ถือ Bitcoin ระยะยาวแบบ “ซื้อแล้วถือ” ตลอดไป
ปัญหาดังกล่าวเริ่มสะท้อนออกมาผ่านการดำเนินการของหลายบริษัทในอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น Nakamoto บริษัทสะสม Bitcoin ที่ก่อตั้งโดย David Bailey ซึ่งต้องประกาศรวมหุ้นในอัตรา 1 ต่อ 40 หลังราคาหุ้นร่วงลงเกือบทั้งหมดในรอบปีที่ผ่านมา ขณะที่ Metaplanet ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทสะสม Bitcoin รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ก็เผชิญความผิดหวังจากนักลงทุนหลังการออกหุ้นบุริมสิทธิที่ล่าช้า ส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงมากกว่า 80% จากปีก่อน ส่วน Twenty One Capital ก็มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น หลัง SoftBank ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดให้กับ Tether ขณะที่ ProCap Financial เพิ่งประกาศขาย Bitcoin จำนวน 52 เหรียญ เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นคืน
Akshat Vaidya ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของ Maelstrom มองว่า แม้บริษัทสะสม Bitcoin จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการยอมรับคริปโทในหมู่นักลงทุนสถาบันและวอลล์สตรีท แต่ผลข้างเคียงคือการเพิ่มความผันผวนให้กับนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาลงทุนผ่านหุ้นกลุ่มนี้ ขณะที่ Carney Mak หุ้นส่วนของ FXHB Asset Management ระบุว่า บทเรียนสำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่คำถามว่า Bitcoin เป็นการลงทุนที่ถูกต้องหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่ากลยุทธ์การสร้างบริษัทเพื่อสะสม Bitcoin ได้กลายเป็นการลงทุนที่มีผู้เล่นมากเกินไปแล้วหรือไม่
นอกจากนี้ การไหลออกของเงินลงทุนจากกองทุน Spot Bitcoin ETF หลายพันล้านดอลลาร์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทกลุ่ม DAT ซึ่งหลายแห่งมีผลการดำเนินงานแย่กว่าการถือ Bitcoin โดยตรงเสียอีก โดยนักวิเคราะห์มองว่า บริษัทขนาดเล็กที่พยายามเลียนแบบความสำเร็จของ Strategy แต่ไม่มีขนาดธุรกิจ สภาพคล่อง หรือความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนในระดับเดียวกัน กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงที่สุด
นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงมองว่า สิ่งที่เคยถูกนำเสนอว่าเป็นกลยุทธ์สะสม Bitcoin อย่างเรียบง่าย กำลังเปลี่ยนไปสู่การแข่งขันเพื่อหาแหล่งเงินทุนใหม่ หลังจากส่วนเพิ่มมูลค่าหุ้นเหนือมูลค่าสินทรัพย์อ้างอิงเริ่มหายไป และเมื่อกระแสความนิยมลดลง จุดอ่อนของโมเดลธุรกิจเหล่านี้ก็เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางตลาดคริปโทที่ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูงในปัจจุบัน
อ้างอิง : bloomberg.com