“แบงก์ทั่วโลก” ชะลอจัดอีเวนต์ในจีน หลังจีนคุมเข้มเงินทุนไหลออก-ลงทุนข้ามพรมแดน
"แบงก์ทั่วโลก" ชะลอจัดอีเวนต์ในจีน หลังรัฐบาลจีนเดินหน้าปราบปรามการลงทุนข้ามพรมแดนอย่างเข้มงวดที่สุดในรอบหลายปี เพื่อสกัดเงินทุนไหลออก
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 11.23 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารเอกชนและสถาบันการเงินระดับโลกหลายแห่งเริ่มทบทวนการดำเนินงานในจีน หลังทางการปักกิ่งเดินหน้าใช้มาตรการควบคุมการลงทุนข้ามพรมแดนอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดการไหลออกของเงินทุนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า UBS Group ได้เลื่อนการจัดงานนำเสนอมุมมองการลงทุนช่วงกลางปี ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ภายในเดือนนี้ แม้ว่างานอื่น ๆ ของธนาคารยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ
ขณะที่HSBC ยังคงเดินหน้าจัดงานสำหรับลูกค้าในจีน แต่ได้ขอให้พนักงานธนาคารเอกชนที่ประจำอยู่ในฮ่องกงหลีกเลี่ยงการเดินทางไปจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไม่จำเป็น โดยมีเจ้าหน้าที่บางส่วนยกเลิกแผนการเดินทางแล้ว
ด้านStandard Chartered ระบุว่ากำลังทบทวนนโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป
การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาลจีนเปิดฉากมาตรการปราบปรามการลงทุนในต่างประเทศและการซื้อขายหลักทรัพย์ข้ามพรมแดนที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเข้มข้นที่สุดในรอบหลายปี
ข้อมูลจาก Institute of International Finance (IIF) ระบุว่า เงินทุนไหลออกจากจีนในปีที่ผ่านมาอาจสูงถึง 807,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศและความต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา ทางการจีนได้ยกระดับมาตรการควบคุมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสั่งให้โบรกเกอร์ออนไลน์หยุดรับลูกค้าใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่ การห้ามใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตของจีนซื้อผลิตภัณฑ์ประกันในฮ่องกง รวมถึงการเร่งจัดเก็บภาษีจากรายได้ในต่างประเทศของชาวจีน
ล่าสุดคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีน (CSRC) ได้สั่งปรับโบรกเกอร์ออนไลน์รายใหญ่ 3 แห่ง รวมมูลค่ากว่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฐานให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศแก่ลูกค้าจีนโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมสั่งให้ทยอยปิดบัญชีลูกค้ารายย่อยที่ไม่เป็นไปตามกฎภายในระยะเวลา 2 ปี
ในเวลาเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลของฮ่องกงได้เพิ่มความเข้มงวด โดยกำหนดให้ลูกค้าใหม่ของธนาคารต้องลงนามยืนยันว่าเงินที่ใช้ลงทุนไม่ได้มาจากจีนแผ่นดินใหญ่
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรม ระบุว่า สถาบันการเงินหลายแห่งกังวลว่าในอนาคตหน่วยงานกำกับดูแลอาจเรียกร้องหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ที่มาของเงินทุน แม้ว่าลูกค้าจะลงนามรับรองแล้วก็ตาม
มาตรการดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญที่นักลงทุนจีนใช้เข้าถึงสินทรัพย์ต่างประเทศมาเป็นเวลานาน
ภายใต้กฎหมายของจีน ประชาชนสามารถแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้ไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ทำให้ชาวจีนจำนวนมากใช้ฮ่องกงเป็นช่องทางในการลงทุนและบริหารสินทรัพย์นอกประเทศ
นอกจากนี้ ธนาคารของรัฐจีนหลายแห่งที่ดำเนินธุรกิจในฮ่องกงยังได้ระงับการเปิดบัญชีบริหารความมั่งคั่งนอกประเทศให้กับลูกค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศต่างเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนและพอร์ตการลงทุนของลูกค้าเดิม
แรงกดดันจากมาตรการกำกับดูแลยังสะท้อนผ่านตลาดหุ้น โดยหุ้น Up Fintech เจ้าของแพลตฟอร์ม Tiger Brokers ร่วงลง 25% ในตลาดนิวยอร์กหลังการประกาศมาตรการเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ก่อนจะฟื้นตัวบางส่วน ส่วน Futu Holdings ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโบรกเกอร์ที่ถูกลงโทษ ปรับตัวลดลงกว่า 23% นับตั้งแต่มีการประกาศมาตรการดังกล่าว
ผลกระทบยังลุกลามไปยังหุ้นกลุ่มการเงินในฮ่องกง โดย Standard Chartered เคยร่วงลงมากถึง 7.6% ในการซื้อขายที่ลอนดอน ขณะที่ HSBC ปรับตัวลดลงราว 6% ก่อนฟื้นตัวกลับบางส่วน
ด้าน AIA Group ซึ่งได้รับประโยชน์จากการขายประกันให้ลูกค้าจีนผ่านฮ่องกง ร่วงลง 6.9% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน และหุ้นกลุ่มการเงินหลายตัวในฮ่องกงยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่องในการซื้อขายวันศุกร์
นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการล่าสุดของจีนสะท้อนความกังวลของรัฐบาลต่อการไหลออกของเงินทุนในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การลงทุนข้ามพรมแดน และบทบาทของฮ่องกงในฐานะประตูการเงินระหว่างประเทศของจีนในระยะต่อไป
อ้างอิง : www.bloomberg.com