โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘AOT’ การเติบโตมีดีเลย์ ยังต้องรอเวลาทะยาน

The Bangkok Insight

อัพเดต 27 พ.ย. 2566 เวลา 04.27 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2566 เวลา 04.18 น. • The Bangkok Insight

"AOT" การเติบโตมีดีเลย์ ยังต้องรอเวลาทะยาน ขึ้นกับ 3 ปัจจัยหลัก

ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นหุ้น AOT หรือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ราคาร่วงลงแบบแฮตทริก 3 วันติด เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน -2.54% วันที่ 22 พฤศจิกายน -1.86% โดยเฉพาะในวันที่ 23 พฤศจิกายน -5.68% ซึ่งมีวอลุ่มเทรดเป็นประวัติการณ์ถึง 11,666 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของทั้งตลาด เท่ากับว่าราคาลดลงเกิน -10% ในเวลาอันรวดเร็ว

นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติสำหรับหุ้น AOT ซึ่งทุกคนรู้กันดีว่ามีจุดเด่นในเรื่อง Monopoly Power หรือพูดอีกอย่างคือ เป็นธุรกิจที่มี MOAT ที่เป็นป้อมปราการทางธุรกิจอันแข็งแกร่ง จากการเป็นผู้บริหารท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย คำถามคืออะไรเป็นสาเหตุให้หุ้นบิ๊กแคปอย่าง AOT ร่วงแรงร่วงเร็วขนาดนี้

หากเจาะในรายละเอียดจะพบว่า สาเหตุหลักน่าจะมาจากการรายงานผลประกอบการงวดล่าสุดของบริษัท (ตุลาคม 2565 - กันยายน 2566) ที่แม้ว่าภาพรวมจะเติบโต บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 48,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134% จากช่วงปีก่อน และพลิกมีกำไรสุทธิ 9,071 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 10,976 ล้านบาท ในช่วงปีก่อน เป็นผลมาจากเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น

เติบโต

แต่ประเด็นที่หลายคนไปโฟกัสนั้นอยู่ที่การกลับมาเติบโตที่ช้ากว่าที่ตลาดคาดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขรายได้ที่ยังคงต่ำกว่าตัวเลขปี 2562 (ช่วงก่อนโควิด) ขณะที่ผู้โดยสารชาวจีนก็ไม่ได้ดีเหมือนที่หลายฝ่ายคาดหวัง แม้ว่าจะมีมาตรการ Free-Visa ไปตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพราะว่ายังมีอุปสรรคจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว รวมถึงการที่รัฐบาลจีนส่งเสริมให้ชาวจีนท่องเที่ยวในประเทศ

ทำให้ผู้บริหารต้องมีการทบทวนประมาณการจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารปี 2567 กันใหม่ เดิมคาดว่าจะมีจำนวนกลับไปเท่าปี 2562 ขณะนี้ตัวเลขดังกล่าวอาจจะสูงเกินไป ต้องรอดูผลของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐอีกครั้ง

ในเชิงพื้นฐาน แน่นอนว่าหุ้น AOT จะรายได้ดี ขึ้นกับ 3 ปัจจัยหลัก 1. จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทย 2. จำนวนเครื่องบินที่มาใช้สนามบิน และ 3. ร้านค้าผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ที่เช่าที่ภายในอาคารท่าอากาศยาน สถานการณ์ตอนนี้ก็ตรงไปตรงมาเลย คือตลาดกังวลเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ไม่ได้หลั่งไหลเข้าไทยแบบถล่มทลาย เพราะยิ่งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวเร็ว AOT ก็ฟื้นเร็ว ในทางกลับกันหากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวช้า AOT ก็ฟื้นช้า ทำให้นักลงทุนต้องคิดหนักเหมือนกัน

ภาพ:เพจSuvarnabhumi Airport

อีกจุดหนึ่งที่กำลังเกิดคำถาม นั่นคือต้นทุนFixed Cost ของ AOT จากส่วนต่อขยายอาคารรองรับผู้โดยสาร SAT1 ที่ soft opening ในวันที่ 28 กันยายน 2566 อีกทั้งกำลังก่อสร้างเลานจ์ที่จะแล้วเสร็จกลางปีหน้า โดยค่าใช้จ่ายดำเนินงานของโครงการ SAT1 อยู่ที่ประมาณ 800 ล้านบาท และค่าเสื่อมราคา 2,300 ล้านบาท ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีโครงการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่ คาดจะใช้ CAPEX เป็นจำนวน 1-2 หมื่นล้านบาทต่อปี ในระหว่างปี 2567-2569 ทั้งนี้ หากการฟื้นตัวของสายการบินช้ากว่าคาด แปลว่ารายได้ที่จะเข้ามาก็จะช้ากว่าคาดเช่นกัน ทำให้ AOT มีต้นทุนจมที่ต้องแบกรับไว้ก่อนในช่วงนี้

สุดท้ายนี้ เชื่อว่าในสถานการณ์ปกติ การที่หุ้น AOT มีราคาย่อลงมาขนาดนี้ หลายคนคงมองเป็น “โอกาสทยอยสะสม” แน่นอน แต่การที่ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะซึม สภาพคล่องเหือดแห้ง แถมมีปัจจัยภาพนอกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งคำถามว่าหุ้น Blue Chip แบบ AOT ยังน่าดึงดูดอยู่หรือไม่

ปัจจุบัน ราคาเป้าหมายหุ้น AOT โดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Consensus) จากนักวิเคราะห์ 15 โบรกเกอร์ ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยปี 2566 อยู่ที่ 80.59 บาทต่อหุ้น ราคาสูงสุด 92 บาทต่อหุ้น และราคาต่ำสุดที่ 72 บาทต่อหุ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...