โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พินิจ 'สัปเหร่อ' พิจารณา 'ความตาย' จากสายตานักปรัชญา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ธ.ค. 2566 เวลา 07.57 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2566 เวลา 02.28 น.

ปรากฏการณ์ของหนัง “สัปเหร่อ” ที่ตอนแรกเป็นเรื่องฮือฮากันขึ้นมาก็เพราะหนังได้ทุบสถิติการทำรายได้หลายร้อยล้านอย่างรวดเร็ว

ประเด็นเริ่มลามไปถึงความท้าทายต่อสังคมและวัฒนธรรมกระแสหลัก

และล่าสุดกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ว่าด้วยวิวาทะเรื่องซอฟต์เพาเวอร์กับรัฐบาล

แต่ปรากฏการณ์เหล่านี้ยังไม่ใช่เรื่องที่ผู้เขียนอยากพูดถึง

เพราะผู้เขียนคิดว่าเนื้อหาของหนังสัปเหร่อยังมีคุณค่าชวนให้เราพินิจพิเคราะห์ต่อไปได้อีกมาก

ประเด็นหนึ่งในหนังเรื่องนี้ที่ทุกคนก็ย่อมเห็นอย่างชัดเจนว่าหนังเล่าถึง “ความตาย” อย่างตรงไปตรงมาและถือเป็นแก่นแกนของหนังเลยก็ว่าได้

หนังเล่าถึงความตายอันเป็นสามัญลักษณะของคนเราได้อย่างครบถ้วน

ไม่ว่าจะเป็นความตายคือสิ่งที่เรามิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นความโศกเศร้าเสียใจ เป็นความไม่แน่นอนอันจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดง คนหนุ่มสาว พ่อแก่แม่เฒ่าทั้งหลาย

คล้ายกับคำพูดที่ว่า “ทันทีที่คนเราเกิดมาก็แก่พอที่จะตายได้”

กล่าวคือ ความตายไม่เลือกเวลาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เช้าสายบ่ายเย็นล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้นที่ความตายจะเกิดขึ้น พูดอีกอย่างได้ว่า คนเรานั้นตายแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าตายเมื่อไหร่

ในเรื่องสัปเหร่อ หนังก็เล่าถึงความตายในทำนองนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นงานศพของเด็กหนุ่มขาแว้น ที่วันเผาศพต้องมีเพื่อนๆ ขาซิ่งทั้งหลายมาแว้น บิดเครื่องมอเตอร์ไซค์ให้เสียงดังรอบเมรุ นัยว่าเป็นการส่งผู้ตายด้วยสิ่งที่เขาชอบในนาทีสุดท้าย

หญิงสาวสวยกำลังตั้งครรภ์ก็จากโลกนี้ไปได้ด้วยความตาย คนต่างความคิด ต่างความเชื่อ ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาก็ล้วนลาโลกนี้ไปเช่นเดียวกัน

คนต่างเพศสภาพที่ในหนังเรื่องนี้เล่าอย่างยั่วล้อว่าเป็นกะเทยตายก็มี

คนที่ทำงานเกี่ยวกับความตายโดยตรงคือสัปเหร่อก็ต้องมีคราวของตัวเองเช่นกัน

ในหนังยังเสียดสีไปถึงสัตว์เลี้ยงก็คือหมาก็ยังตาย แถมยังจัดงานศพใหญ่โตกว่าคนเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม มีนักปรัชญากรีกนามว่า เอพิคิวรัส (Epicurus : 341-270 BC) ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความตายเอาไว้ว่า จริงอยู่ที่เรารู้จักลักษณะพื้นฐานต่างๆ ทั้งหมดของความตายที่กล่าวมา แต่อย่าลืมว่า อันที่จริงแล้วเราไม่เคยเผชิญความตายด้วยตัวเราเองจริงๆ

เรารู้จักหรือมีประสบการณ์กับความตายก็จากความตายของผู้อื่นเท่านั้น

ฉะนั้น สำหรับเอพิคิวรัสแล้ว “ความตายหาใช่สิ่งใดเลยสำหรับเรา เพราะว่าสิ่งที่ได้สลายไปแล้ว ย่อมไม่มีประสบการณ์ และสิ่งที่ไม่มีประสบการณ์ย่อมไม่เป็นสิ่งใดเลยสำหรับเรา”

กล่าวคือ สำหรับนักประสบการณ์นิยม (empiricist) แบบเอพิคิวรัสแล้ว เรารับรู้โลกหรือสรรพสิ่งจากประสบการณ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรา ในเมื่อถ้าความตายมาเยือนจริง ตัวเราที่รับรู้สิ่งต่างๆ ก็ไม่อยู่แล้ว

เมื่อเราไม่มีอยู่แล้ว ความตายก็มิอาจส่งผลอะไรกับเราได้เลย

ในทำนองกลับกันหากเราตายแล้วยังรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ปกติ นั่นก็เท่ากับว่าเราไม่ตายอยู่ดี

เอพิคิวรัสจึงเห็นต่อไปว่ามนุษย์เราไม่ควรกลัวความตายเสียด้วยซ้ำ

สําหรับเอพิคิวรัสแล้ว การตายคือการปราศจากประสบการณ์ และการปราศจากประสบการณ์ก็คือการปราศจากทุกข์ มนุษย์เราอาจจะกลัวตายจากจุดยืนของสิ่งที่มีชีวิตอยู่ เราจึงต้องการที่จะมีชีวิตต่อไป

แต่หากเรามองความตายจากจุดยืนของความตายแล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

จะเห็นได้ว่า เอพิคิวรัสไม่ได้ลดทอนชีวิตลงไปเป็นเรื่องของความสุข ความทุกข์ แต่เขาเปลี่ยนมุมมองเรื่องความตายจากคนที่มีชีวิตอยู่ผู้ซึ่งกลัวความตายไปสู่คนตายที่ปราศจากประสบการณ์ด้านต่างๆ รวมถึงประสบการณ์ด้านความกลัวด้วย

หากเราตีความข้อเสนอของเอพิคิวรัสต่อไป อาจจะกล่าวได้ว่า อันที่จริงแล้วความตายนั้นไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนตายแต่อย่างใด

ข้อผูกมัดต่างๆ ในชีวิตเราก็จะจบสิ้นลงไปพร้อมกับความตาย

ข้อวิจารณ์หนึ่งต่อความคิดของเอพิคิวรัสเรื่องความตายก็คือว่า เอพิคิวรัสมองความตายราวกับว่าเป็นสวิตช์ปิดเปิดได้

ตราบใดที่มนุษย์ยังมีสำนึกรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ มนุษย์ก็มีชีวิต แต่พอไม่มีตัวสำนึกรับรู้สิ่งต่างๆ มนุษย์ก็ตาย จบสิ้นตามนี้

แต่เอพิคิวรัสรู้หรือไม่ว่า มนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้

มนุษย์ยังมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นอยู่ตลอดเวลา

ฉะนั้น ความตายคงต่างจากการปิดสวิตช์อย่างแน่นอน

ความคิดทำนองนี้คล้ายกับคำพูดของสัปเหร่อศักดิ์ตัวละครหลักในหนังที่ว่า “ให้คนตายเป็นครู ให้คนอยู่เป็นนักเรียน”

ความตาย ความโศกเศร้า งานศพ พิธีกรรมต่างๆ จึงเป็นเรื่องของ “คนเป็น” อย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะเป็นการแสดงถึงความเคารพ เป็นการเยียวยาจิตใจในการจากลา เป็นการระลึกถึงอย่างเป็นทางการ ฯลฯ อันที่จริงเราจัดงานศพเพื่อคนเป็นมากกว่าเพื่อคนตายเสียด้วยซ้ำ

นักปรัชญาอีกคนที่สนใจเรื่องความตายอย่างเป็นระบบมากที่สุดคนหนึ่งก็คือ มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger : 1889-1976) นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้ที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าความคิดของเขาเป็นรากฐานทางความคิดให้แก่ปรัชญาหลายสำนักไม่ว่าจะเป็น ปรากฏการณ์วิทยา (phenomenology) ปรัชญาแห่งการตีความ (hermeneutics) หรือแม้กระทั่งปรัชญาอัตถิภาวนิยม (existentialism)

ในหนังสือเล่มสำคัญของไฮเดกเกอร์ที่ชื่อว่า Being and Time (1927) ได้กล่าวถึงความตายไว้อย่างน่าสนใจ

แต่การที่เราจะเข้าใจความคิดเรื่องความตายของเขาได้ ก็จำเป็นต้องเข้าใจความคิดพื้นฐานของเขาด้วย

ผู้เขียนจึงขออนุญาตอธิบายความคิดส่วนนี้เท่าที่จำเป็นและอย่างรวบรัดให้ง่ายที่สุด

ก็คือ ไฮเดกเกอร์นั้นสนใจภาวะการเป็นมนุษย์ (human being) หรือการมีอยู่ของมนุษย์เรานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การมีอยู่ของเรา เราไม่ได้มีอยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ทว่า การมีอยู่ของเรานั้นจำเป็นต้องมีอยู่ในเวลา และแน่นอนว่า เวลานั้นเป็นสิ่งจำกัด (finitude) มีที่สิ้นสุด

ฉะนั้น สำหรับมนุษย์แล้ว เมื่อเวลาของเราสิ้นสุด มันก็ย่อมมาพร้อมกับความตายนั่นเอง

ถ้าหากเราต้องการเข้าใจความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะพิจารณาชีวิตของเราในขอบเขตของความตาย

ไฮเดกเกอร์มองว่าแรกเมื่อมนุษย์เราตระหนักถึงภาวะความเป็นมนุษย์ เราไม่รู้หรอกว่าเรามาจากไหน อยู่ดีๆ เราก็สำนึกรู้ได้ว่าเราถูกจับโยนเข้ามาสู่โลกใบนี้แล้ว

ดังนั้น ภาวะพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือ “ภาวะที่ถูกจับโยนเข้ามาสู่โลกนี้” (being-thrown-into-this-world)

แต่ระหว่างการดำเนินชีวิต เรารู้อยู่ตลอดเวลาว่าชีวิตเรานั้นมีจุดสิ้นสุดก็คือความตาย

สำนึกรู้ถึงข้อจำกัดหรือความตายของเรานี่เองที่ทำให้มนุษย์รู้สึกกระวนกระวาย (anxiety) และความกระวนกระวายนี้เองที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีการตระหนักถึง “ภาวะที่แท้จริง” (authenticity) ของตนเอง

กล่าวอย่างถึงที่สุด ภาวะการมีอยู่หรือการมีชีวิตจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเราตระหนักถึงความตายนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ความตายก็ปรากฏในทุกช่วงขณะของการมีชีวิตอยู่เช่นเดียวกัน ดังนั้น ลักษณะพื้นฐานอีกอย่างของมนุษย์ก็คือ “ภาวะที่มุ่งสู่ความตายตลอดเวลา” (being-towards-death)

พูดอีกอย่างก็คือ ความตายคือความเป็นไปได้ทุกขณะของการมีชีวิต

ตรงนี้นี่เองที่ทำให้มนุษย์เกิดความขัดแย้งขึ้น เพราะในทางหนึ่งเราก็รู้ถึงข้อจำกัด (facticity) ของเราคือความตาย

และในขณะเดียวกันทุกคนก็อยากหลีกเลี่ยงความตายให้ได้นานที่สุด

ฮเดกเกอร์เห็นว่า ผู้คนจำนวนมากดำเนินชีวิตไปโดยใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการปฏิเสธความตาย เพราะแม้แต่การครุ่นคิดเกี่ยวกับความตายก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการปฏิเสธความตายเช่นเดียวกัน

ในขณะเดียวกันความตายจึงช่วยในการกำหนดโครงสร้างของชีวิตเรา ความตายอาจจะเป็นตัวกระตุ้นที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตเราก็ว่าได้ แต่เรามักจะไม่อยากคิดถึงมันสักเท่าไหร่ และไม่อยากใช้ความตายมาเป็นเงื่อนไขในการอธิบายถึงการตัดสินใจต่างๆ ในการกำหนดชีวิตเราเลยแม้แต่น้อย

มาถึงตรงนี้ผู้เขียนอยากตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ทำไมเราถึงกลัวความแก่ชรากันนัก

ดังจะเห็นร่องรอยความคิดบางอย่างตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ความคิดเรื่องยาอายุวัฒนะ ความคิดเรื่องอมตะ ตลอดจนเทคโนโลยีชะลอความแก่ เพิ่มความหนุ่มสาวอะไรก็ตามในทุกวันนี้ ก็ล้วนเป็นรูปแบบหนึ่งของการปฏิเสธความตายนั่นเอง

พูดอีกอย่างก็คือ เราไม่ได้กลัวแก่ แต่เรากลัวตายต่างหาก แม้ว่าก่อนหน้านี้เราจะบอกว่าความตายเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลาก็ตาม

ในหนังสัปเหร่อก็จะเห็นว่า ในห้วงคิดคำนึงของเจิด ตัวละครผู้ลูก ที่เศร้าเสียใจกับการจากไปของผู้เป็นพ่อหรือสัปเหร่อศักดิ์ ด้วยการเฝ้าถามพ่อว่าทำไมจึงจากกันไปโดยไม่บอกกล่าวกันเลย และยังไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ มากมายที่ตั้งใจไว้จะทำด้วยกัน

เสียงของพ่อในห้วงคำนึงของเจิดตอบกลับมาว่า “บ่เป็นหยัง บ่จากมื้อนี้ มื้อหน้ากะจากกันคือเก่า บ่มีหยังมาการันตีได้ดอก ว่ามื้ออื่นพ่อสิมีชีวิตอยู่บ่…”

ตรงนี้นี่เองคงไม่เกินเลยหากจะบอกว่าความคิดของสัปเหร่อศักดิ์ทำนองนี้ก็คือการมองว่าคนเรานั้นมี “ภาวะที่มุ่งสู่ความตายตลอดเวลา” นั่นเอง

ดังได้กล่าวไปแล้วว่าทัศนะเรื่องความตายของเอพิคิวรัสนั้นได้รับการวิจารณ์ก็ตรงที่ เอพิคิวรัสไปมองว่าการตายคือปิดดับหรือตัดขาดจากทุกสิ่ง แต่แท้จริงแล้วคนตายต่อให้ตายแล้วก็ไม่ได้ตัดขาดจากคนเป็นหรือคนที่ยังอยู่

ดังจะเห็นได้ชัดจากแนวคิดโลกหลังความตายของศาสนาต่างๆ ก็ล้วนมองว่าความตายเป็นภาวะๆ หนึ่งที่นำไปสู่อีกภาวะหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามแนวคิดแบบประสบการณ์นิยมอย่างเอพิคิวรัสเสนอไว้เท่านั้น

นอกจากนี้ หากย้อนกลับไปที่ไฮเดกเกอร์ ลักษณะสำคัญของความเป็นมนุษย์ที่เรากล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น “ภาวะที่ถูกจับโยนเข้ามาอยู่ในโลกนี้” และ “ภาวะที่มุ่งไปสู่ความตายอยู่ตลอดเวลา” นั้น มนุษย์ยังมีลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ “ภาวะการมีอยู่กับคนอื่น” (being-with-others)

กล่าวคือ เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้และเรายังต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นตลอดเวลา ตีความให้ถึงที่สุดก็คือการมีอยู่ของเรามีอยู่กับร่วมคนอื่นเสมอ การตายของเราก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นนั่นเอง

จริงอยู่เมื่อความตายเกิดขึ้นกับเรา ปัญหาคงไม่ใช่เรื่องของเราอีกแล้วอย่างที่เอพิคิวรัสกล่าวไว้

แต่ในความเป็นจริงมากไปกว่านั้น ความตายไม่ได้ส่งผลเฉพาะตัวผู้ตายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับคนเป็นหรือคนที่ยังอยู่ไม่มากก็น้อย

บางคนความตายของคนอื่นอาจจะเหมือนสายลมพัดผ่านมาในชีวิต

แต่สำหรับบางคนความตายอาจเหมือนพายุลูกใหญ่ที่พัดกระหน่ำทำลายและพรากเอาทุกสิ่งอย่างไปจากชีวิตเขา แม้กระทั่งเรี่ยวแรงหยัดยืนขึ้นมามีชีวิตอีกครั้งก็ยังยากลำบาก

เราไม่ควรกลัวตาย นั่นใช่ แต่คงไม่เหมือนอย่างที่เอพิคิวรัสกล่าวไว้ทั้งหมด และก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สนใจความตายเอาเสียเลย

เพราะความกระวนกระวายและครุ่นคิดถึงถึงความตายของมนุษย์เราอย่างที่ไฮเดกเกอร์ว่าไว้ก็เป็นลักษณะสำคัญที่ชี้ให้เราเห็นว่า เรายังตระหนักถึงการมีชีวิตอยู่ที่แท้จริงของเราท่ามกลางความสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ว่าจะมีอยู่หรือจากลาเราไปไกลลับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...