รู้จัก สมรักษ์ คำสิงห์ นักมวยงานวัด สู่เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก เจ้าของวลีไม่ได้โม้!
The Bangkok Insight
อัพเดต 11 ธ.ค. 2566 เวลา 03.06 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2566 เวลา 03.06 น. • The Bangkok Insightเปิดประวัติ สมรักษ์ คำสิงห์ นักมวยงานวัด สู่เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก เจ้าของวลีไม่ได้โม้! อดีตนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นและนักการเมือง วัย 50 ปี
เรียกได้ว่าตอนนี้หลายคนกำลังให้ความสนใจชื่อของคนนี้ไม่น้อย สำหรับ สมรักษ์ คำสิงห์ อดีตนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น วัย 50 ปี ที่หลายคนคงคุ้นเคยกันดีที่ไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะนักกีฬา นักแสดง หรือนักการเมืองก็ตาม ผู้เป็นเจ้าของวลีไม่ได้โม้!
- เปิดสภาพจิตใจ สมรักษ์-คำสิงห์ ล่าสุด! หลัง สาววัย 17 เข้าแจ้งความล่วงละเมิด
- สมรักษ์ เพิ่งหย่าเมีย ร้านเผยมาเที่ยวประจำ เหตุการณ์ก่อนเป็นเรื่อง สาว 17 แจ้งความ
- โรงแรมเผย สมรักษ์ คำสิงห์ มาเปิดห้องพักจริง! ก่อนถูกสาว 17 เข้าแจ้งความ
รู้จัก สมรักษ์ คำสิงห์ นักมวยงานวัด สู่เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก
สำหรับนาวาตรี สมรักษ์ คำสิงห์ หรือ บาส เป็นอดีตนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นและนักการเมือง ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต 11 พรรคพลังประชารัฐ ใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 เขาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่น ในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1996 ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2539
สมรักษ์ เป็นคนจังหวัดขอนแก่น เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516 ในครอบครัวยากจน เป็นลูกคนกลาง ส่วนสาเหตุที่มีชื่อเล่นว่า "บาส" ก็เพราะต้องการให้คล้องกับชื่อเล่นของพี่ชายซึ่งเป็นนักมวยด้วยเหมือนกัน คือ สมรถ คำสิงห์ ที่มีชื่อว่า "รถ" เนื่องจากคลอดบนรถโดยสาร ระหว่างเดินทางไปสถานีอนามัยอำเภอ
เข้าเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาโนนสมบูรณ์ ด้วยเหตุที่สมรักษ์มีพ่อเป็นนักมวยเก่า จึงได้รับการฝึกการชกมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก ขึ้นชกมวยครั้งแรกขณะอายุได้ 7 ปี ตระเวนชกตามเวทีงานวัดต่าง ๆ จนทั่ว มีโอกาสขึ้นชกกับนักมวยชื่อดังยุคนั้นหลายคน แต่ไม่เคยได้แชมป์มวยไทยของเวทีใด จนกระทั่งปี พ.ศ. 2538 จึงขึ้นชกมวยไทยครั้งสุดท้าย ก่อนเอาชนะน็อกคู่แข่งได้สำเร็จ และหันมาเอาดีด้านมวยสากลสมัครเล่นอย่างเดียว
เจ้าตัวก็ได้เริ่มเข้าสู่ทีมชาติครั้งแรก ในการแข่งขันโอลิมปิก ที่บาร์เซโลนา ใน พ.ศ. 2535 ในรุ่นเฟเธอร์เวท รอบแรกชนะนักมวยจากแคนาดา ก่อนจะตกรอบสองแพ้ให้กับนักมวยจากสเปน สมรักษ์เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาเป็นครั้งแรก จากการเป็นนักกีฬาไทย ที่ได้เหรียญทองเพียงคนเดียว ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12 ในปี พ.ศ. 2537 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น
พ.ศ. 2538 สมรักษ์ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่ และผ่านการคัดเลือกไปแข่งกีฬาโอลิมปิกรอบสุดท้ายในปี พ.ศ. 2539 ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาคนแรกของไทยที่สามารถคว้าเหรียญทองจากโอลิมปิกมาได้ รอบแรกชนะนักชกเปอร์โตริโก 13-2, รอบสอง ชนะแอฟริกาใต้ 12-7, รอบสามชนะรัสเซีย 13-4 รอบรองชนะเลิศ ชนะอาร์เจนตินา 20-8 และรอบชิง เขาพบกับ เซราฟิม โทโดรอฟ นักชกจากบัลแกเรีย ก่อนจะเอาชนะไปด้วยคะแนน 8-5
ด้านชีวิตครอบครัว สมรักษ์ แต่งงานกับ เสาวนีย์ คำสิงห์ ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ทั้งคู่ยังเรียนหนังสืออยู่ที่ขอนแก่น มีลูกด้วยกัน 2 คน คือ เบสท์-รักษ์วนีย์ คำสิงห์ และ โบ๊ท ภูวรักษ์ คำสิงห์ ก่อนที่เจ้าตัวจะเผยเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2566 ว่าได้หย่ากับภรรยามาได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว
และ สมรักษ์ เคยผันตัวไปลงเล่นการเมืองในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 สมรักษ์ได้เปิดตัวเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ร่วมกับเพื่อนนักมวยอีก 3 คน ได้แก่ เขาทราย แกแล็คซี่, มนัส บุญจำนงค์ และเจริญทอง เกียรติบ้านช่อง โดยที่สมรักษ์ลงรับสมัครเลือกตั้งในเขต 10 อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 สมรักษ์ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต 11 จังหวัดขอนแก่น สังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง
อ่านข่าวเพิ่มเติม