หงส์กลางใจอสุรา
นิยาย Dek-D
อัพเดต 03 ก.พ. 2567 เวลา 01.00 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. 2567 เวลา 01.00 น. • JiuYuo/จิ๋วโหย่วข้อมูลเบื้องต้น
เพราะความรักมันบังตา เพราะความดีมันจอมปลอม เพราะเกิดมาบนกองเงินกองทอง นอนอยู่บนตั่งแห่งอำนาจ นางถึงไม่เคยคิดว่าตัวเองจะถูกล่อลวงและหักหลังจากคนที่นางทุ่มเททั้งชีวิต ทั้งอำนาจเพื่อส่งเขาถึงจุดสูงสุด
ลูกที่รอคอยมาแสนนาน สุดท้ายไม่มีแม้โอกาสจะลืมตาดูโลก ถูกพรากจากครรภ์มารดาโดยผู้เป็นบิดาแท้ ๆ นางมองลูกน้อยสิ้นใจไปต่อหน้า นางก็หลับตาลงหมดลมหายใจตามลูกน้อยของนาง
แค้น !! ข้าแค้น !!ยิ่งนัก แค้นนี้แม้น้ำแกงยายเมิงก็ทำอะไรนางไม่ได้….
ในเมื่อนางเป็นคนดีแล้วไม่มีใครชมชอบ เช่นนั้นก็ได้นางจะร้ายให้ถึงที่สุด
กลับมาคราวนี้เจ้าจะต้องพังพินาศ !! คำสัตย์สาบานที่แม้แต่สวรรค์ยังรับฟังส่งสายพิรุณและสายอัสนีมาให้…….
“นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่รุนแรง ปัญหาในครอบครัว ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่าน เนื้อหาทั้งหมดเพื่อความบันเทิงเท่านั้น มิได้มีเจตนาเหยียดใด ๆ หรืออ้างอิงประวัติศาสตร์จริงใด ๆ เนื้อหาทั้งหมดมาจากจินตการของผู้เขียนเท่านั้น และขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่เข้ามารับชม …. จิ๋วโหย่ว”
พระชายาเอกแห่งเฉิงอ๋อง
“กรี๊ดดดดดดดด……”
เสียงของหญิงสาวใบหน้าผอมแห้งและซีดเซียว จนดูคล้ายกับเป็นร่างไร้วิญญาณก็ไม่ปาน จู่ ๆ ร่างนั้นก็ผุดลุกขึ้นนั่งแล้วกรีดร้องออกมาสุดเสียง
“ไป ไป ไปเรียก ไปตามท่านอ๋องมาพระชายาฟื้นแล้ว”
สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ตกใจจนพูดไม่เป็นคำ เมื่ออยู่ ๆ เจ้านายที่นอนเป็นผักไม่ได้สติมาเป็นเดือน ๆ ก็ลุกขึ้นมากรีดร้อง
ชายที่แต่งตัวเป็นองครักษ์หลังจากได้ยินเสียงกรีดร้องและคำบอกของสาวใช้ตนเองก็รีบวิ่งออกไปยังตำหนักข้าง ๆ ทันที
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ พระชายาฟื้นแล้ว”
เสียงหอบเหนื่อยขององครักษ์ดังขึ้นที่หน้าห้องอักษร ที่เจ้าของตำหนักนี้ใช้ทำงานอยู่เป็นประจำ
ชายผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านอ๋องลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะและกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปทันที เมื่อมาถึงห้องที่เกิดเหตุเขาเร่งเปิดประตูห้องนอนเข้าไปโดยไม่รีรอ เขาได้เห็นพระชายาของเขาที่หลับใหลไม่ได้สติมาแรมเดือน บัดนี้ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียงแม้หน้าตานางจะซีดเซียวไปบ้างแต่นางก็ฟื้นขึ้นมาแล้วจริง ๆ
“หรันเอ๋อร์เจ้าฟื้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง”
เขารีบเข้าไปจับมือนางไว้และนั่งลงข้าง ๆ ตัวนาง มองเห็นสายตาของนางยังคงเลื่อนลอย แต่เมื่อหญิงที่ถูกเรียกหันมามองคนตรงหน้า ซึ่งก็คือตัวเขาเองให้ชัดเจน นางกลับผงะตกใจ ดวงตานางสั่นไหว นางดูสับสนตกใจหวาดกลัว ความรู้สึกสับสนปนเปกันไปหมด
“หรันเอ๋อร์เป็นอะไรไป เจ้าจำข้าได้หรือไม่”
เขาถามนางอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับกระชับมือนางให้แน่นขึ้นอีก
“เฉิงอ๋องหรือ”
เสียงนางแหบแห้งแล้วฟังดูเหมือนจะเจ็บปวดตอนที่เอ่ยออกมา อาจจะเป็นเพราะไม่ได้พูดมานาน
“ใช่ข้าเองหรันเออร์จำตนเองได้หรือไม่”
แม้เขาจะแปลกใจในคำเรียกขานของนางแต่ก็มิได้คิดอันใด เพราะนางเพิ่งตื่นจากการหมดสติไปนานย่อมต้องสับสนอยู่บ้าง
“หรันเอ๋อร์ …อู๋เสี่ยวหรัน” นางยังคงพูดเบา ๆ คล้ายกับรำพึงรำพันเสียมากกว่า
“ใช่นั้นคือชื่อเจ้า เจ้านอนหลับมาแรมเดือนเพิ่งตื่นขึ้นมา ก็คงสับสนบ้างรอท่านหมอสักครู่เถิด ข้าให้คนไปตามแล้ว”
เขาลูบหัวนางอย่างอ่อนโยนและยังรับผ้าชุบน้ำอุ่นจากสาวใช้มาเช็ดให้นางด้วยตัวเอง
“ท่านอ๋องพระชายาท่านหมอจงมาแล้วเพคะ”
เสียงสาวใช้หน้าห้องดังขึ้น
“ให้เข้ามา” เฉิงอ๋องบอก
เมื่อเห็นว่าหมอที่ตนไว้ใจมาถึงแล้ว เขาก็ขยับไปด้านข้างให้หมอจง หมอประจำค่ายทหารของเขาเข้ามา
ท่าทางของหมอจงนั้นรีบเร่งเดินทางมาด้วยอาการเหนื่อยหอบหายใจถี่ ไม่รอช้าหมอจงก็วางผ้าบางลงบนข้อมือ ของพระชายาเอกเพื่อจับชีพจร ชายผู้ที่ถูกเรียกว่าหมอจงผู้นี้มีอายุพอ ๆ กันกับเฉิงอ๋องเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมบางผิวขาวซีดดู ไม่ค่อยแข็งแรงนักแต่เป็นคนที่มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ
“ทูลท่านอ๋อง ทูลพระชายา บัดนี้ชีพจรของพระชายามั่นคงขึ้นแล้ว จากนี้กินอาหารบำรุงและยาอีกไม่กี่เทียบก็จะดีขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้าใจแล้ว ท่านหมอออกไปเตรียมยาเถิด”
ยังคงเป็นเฉิงอ๋องที่ตอบ
“หรันเอ๋อร์รออยู่ที่นี่สักครู่ข้าจะไปส่งท่านหมอ”
เฉิงอ๋องหันมาบอกพระชายาเอกที่ยังอยู่ในอาการมึนงงอย่างอ่อนโยน สุดท้ายเขาก็ได้เห็นว่านางมีปฏิกิริยาตอบสนอง แม้จะเป็นการพยักหน้าน้อย ๆ ก็ตาม เห็นดังนั้นเขาจึงหันหลังและเดินออกไปด้านนอก
หลังส่งหมอและไล่คนออกไปทั้งหมดเฉิงอ๋องก็เข้ามาหานางอีกครั้ง เห็นนางเริ่มหมดแรงแล้วจึงประคองนางให้นอนลง เขาเองก็นอนลงข้าง ๆ นางด้วย เพื่อส่งนางหลับเสียก่อน
‘อู๋เสี่ยวหรัน’ พระชายาเอกแห่งเฉิงอ๋อง เดิมนางเป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องของเขา ที่ท่านแม่ของพวกเขานำมาพบกันบ่อย ๆ ตั้งแต่วัยเด็ก เกิดเป็นความผูกพันกัน นับแต่นั้นมาสำหรับเขา ‘โม่เสวี่ยเยวียน’ นางคือน้องสาวคนหนึ่งที่เขาจะต้องดูแลปกป้องนางให้ดีตามคำสั่งเสียของมารดา
คนภายนอกอาจจะมองว่าพวกเขาเป็นคู่รักที่หวานชื่นกัน แต่ในความจริงแล้วพวกเขาทั้งสองแต่งงานเพื่อปกป้องกันและกันเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่วายมีคนต้องการกำจัดนางให้พ้นทางอยู่ดี นางอ่อนแอเพียงนี้หากเขาไม่ปกป้องนางไว้ชีวิตนางคงอยู่ไม่ได้จนถึงวันนี้แน่นอน
หลังจากที่นอนฟังลมหายใจนางสม่ำเสมอแล้ว เขาก็ลุกออกไปทำงานอีกครั้ง
‘อู๋เสี่ยวหรัน’ พระชายาเอกร่างกายอ่อนแอ ที่ใคร ๆ ล้วนเห็นว่านางนอนหลับลงไปอย่างว่าง่าย แต่แท้จริงแล้วนางไม่ได้หลับเลยสักนิด เพราะจิตยังสับสนงุนงงอยู่ หลังจากเฉิงอ๋องลุกออกไป นางก็ลืมตาขึ้นอีกครั้งเหม่อมองไปยังผ้าม่านขอบเตียง เสื้อผ้าการตกแต่ง สิ่งของที่ประดับประดาอยู่ในห้องนอน
นี่ไม่ใช่ความฝันแน่นอน ที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนของนาง และเฉิงอ๋องไม่มีทางทำดีกับนางเช่นนี้
อีกประการคือดวงตา ดวงตายังมองเห็นอย่างชัดเจน ทั้งสองดวงยังสามารถใช้งานได้เหมือนเมื่อครั้งที่ดวงตาของนางนั้นเป็นปกติ เพราะสิ่งสุดท้ายที่นางจำได้นางเหลือเพียงดวงตาข้างเดียวที่ยังมองเห็นได้ แต่ก็เป็นการมองเห็นอย่างเลือนลางไม่ชัดเจนนัก แต่ก็เป็นเพราะดวงตาข้างเดียวนี้ ที่ยังให้นางได้มองเห็นลูกน้อยของนางสิ้นใจไปต่อหน้า
นางยกมือขึ้นมาชูมันขึ้นเหนือใบหน้ามองมือขาวผ่องเรียวเล็กบอบบางจนเห็นกระดูกเห็นเส้นเลือดฝอย นี่ไม่ใช่มือนางมือของนางถูกตัด มือนางถูกทำลายจนไม่เป็นมืออีกต่อไป ตั้งแต่ก่อนที่นางจะถูกผ่าท้องแล้วก็เอาลูกออกมา
ชายผู้นั้นคือเฉิงอ๋องจริง ๆ อย่างงั้นหรือ เฉิงอ๋องศัตรูในชีวิตก่อนของนางปะทะกันมาหลายครั้งหลายครา ตัวนางเป็นทั้งกุนซือและเป็นแม่ทัพหญิงผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังให้กับกองทัพของต้าเลี่ย และทุกครั้งแผนของนางก็จะถูกเฉิงอ๋องผู้นี้รับมือไว้ได้แทบทุกครั้ง
แต่มาบัดนี้วันนี้นางฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และยังเป็นถึงพระชายาเอกของเขา
‘สวรรค์ท่านคงเห็นใจข้าใช่หรือไม่
ท่านคงได้ยินคำสัตย์สาบานของข้าแล้วใช่หรือไม่
ท่านส่งข้ามายังร่างของหญิงผู้มีสามีเป็นถึงเทพสงคราม
แห่งแคว้นของศัตรูที่ข้าวางแผนมาทั้งชีวิต
เพื่อช่วงชิงมาเป็นเครื่องบรรณาการแด่ชายชั่วผู้นั้น
สวรรค์ท่านช่างมีเมตตาต่อข้ายิ่งนัก
ข้าขอมอบคำสัตย์สาบานชีวิตใหม่ของข้านี้ข้าจะใช้มันให้ดี
มันผู้ใดพรากชีวิตของบุตรข้าและข้า
มันผู้ใดพรากเกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งวงศ์ตระกูลข้า
มันผู้นั้นจะต้องได้รับความเจ็บปวดคืนสนองพันเท่าทวีคูณ !’
‘ดี! ดียิ่งนัก ! อำนาจนี้ข้าจะขอรับไว้เอง ซือหม่าหวงตี้ครั้งนี้ข้าจะล่มแคว้นเจ้า’
บัดนี้ใบหน้าซีดเซียวผอมแห้งจนเห็นกระดูกอย่างชัดเจนเหมือนคนใกล้ตาย แต่นางกลับแสยะยิ้มด้วยความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
หากมีผู้ใดได้มาเห็นใบหน้าของพระชายาเอกในตอนนี้ คงคิดในใจว่านางไม่เหมือนอู๋เสี่ยวหรันผู้บอบบางและงดงาม พระชายาเอกผู้เพียบพร้อมด้วยจรรยาหญิงทั้งปวง
นางเหมือนวิญญาณร้ายที่ผุดออกมาจากขุมนรกอเวจี เพื่อมาทำลายโลกมนุษย์เสียมากกว่า ดวงตาแดงก่ำเส้นเลือดฝอยที่แทบจะระเบิดแตกออกมาได้ทุกเมื่อ สายตาอันแข็งกร้าวหมัดที่กำไว้แน่น บ่งบอกถึงความเคียดแค้นที่อยู่ในใจของนางว่ามันมีมากล้นขนาดไหน
หลังจากที่หายใจเข้าและออกปรับอารมณ์ให้เป็นปกติเรียบร้อยแล้ว นางก็คิดได้ว่าหากต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป นางจะต้องบำรุงร่างกายนี้ให้แข็งแรงเสียก่อน เพราะอู๋เสี่ยวหรันคนนี้อ่อนแอเหลือเกิน มิน่าเมื่อครั้งที่นางยังไม่ตายในชาติก่อน มีข่าวลือว่าพระชายาเอกเฉิงอ๋องป่วยใกล้ตาย จึงได้เล่าลือไปไกลถึงต้าเลี่ย
แต่ร่างกายนี้ไม่ยอมให้นางได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ ความเหนื่อยล้าความอ่อนเพลียเข้าโจมตี ทำให้นางหลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าใช้เวลานอนหลับไปอีกนานเท่าใดเมื่อนางตื่นขึ้นครั้งนี้รู้สึกได้ว่าร่างกายที่หนักอึ้งเบาลงไปมากแล้ว
"ใครอยู่ข้างนอก"
นางส่งเสียงเรียกออกไปไม่นานก็มีสาวใช้เดินเข้ามาหานาง
“ตอนนี้ยามไหนแล้ว” เสียงของนางยังคงแหบแห้ง
“ทูลพระชายาเป็นเวลาต้นยามอู่เพคะ”
"ไปบอกห้องเครื่องทำอาหารที่ใส่รากบัวเก๋ากี้เพิ่มน้ำแกงโสมร้อยปีมาด้วย"
"พระชายาจะให้แจ้งท่านอ๋องด้วยไหมเพคะ"
"ไม่ต้อง"
นางต้องกินนางต้องบำรุงร่างกายนี้ให้ดี เพราะนางต้องขอใช้ร่างกายนี้เพื่อการแค้นอันยิ่งใหญ่ ขอบคุณสวรรค์จริง ๆ ที่เมตตาให้วิญญาณนางได้กลับมา ก่อนที่จะส่งนางข้ามสะพานไน่เหอ ดื่มน้ำแกงของยายเมิ่งจนลืมเลือนเรื่องราวในชาตินี้ไป
หลังจากที่สาวใช้ออกไปแล้ว นางเริ่มจับชีพจรตัวเอง หลังจากที่พินิจพิจารณาอยู่สักพัก นางกพบว่าร่างกายนี้ถูกพิษตั้งแต่ในครรภ์ ทำให้ร่างกายรับสารอาหารไม่ได้เต็มที่ เป็นเหตุให้นางรูปร่างเล็กกระดูกไม่แข็งแรง ออกจะผอมมากเกินไปด้วยซ้ำ
เท่านั้นยังไม่พอในระยะห้าปีที่ผ่านมาร่างกายนี้ได้รับสารหนูเพิ่มเข้ามาอีก นางคิดทบทวนความทรงจำจากชาติก่อน และนางก็จำได้ว่านี่มันเป็นระยะเวลาที่อู๋เสี่ยวหรัน แต่งเข้าจวนอ๋องแล้ว
'อู๋เสี่ยวหรัน เอ๋ย อู๋เสี่ยวหรัน เจ้าคิดว่าเขาปกป้องเจ้าได้จริงหรือ เจ้าคิดว่าการอยู่ในจวนอ๋องนี้จะปลอดภัยอย่างนั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าจะตายได้อย่างไร
มาเถิดข้า ‘เผิงเสี่ยวหรัน’ ผู้นี้จะกำจัดศัตรูให้เจ้า ต่อไปนี้ข้าจะป็น 'อู๋เสี่ยวหรัน' ที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่แทนเจ้าเอง '
✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈ •• ✼
ยามอู่ (午:wǔ) คือ 11.00 - 12.59 น.
อู๋เสี่ยวหรัน
หลังจากที่จับชีพจรตนเองเรียบร้อยแล้ว ความง่วงงุนก็กดดันนางอีกครั้ง ทำให้อู๋เสี่ยวหรันฝืนร่างกายตนเองไม่ไหว ต้องยอมปิดเปลือกตาลงและเข้าสู่การหลับใหล
เมื่ออู๋เสี่ยวหรันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าอาหารทุกอย่างที่นางต้องการได้จัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากได้ชิมอาหารทุกจานบนโต๊ะ พบว่าไม่มีของแปลกปลอมอยู่ในจานอาหารเหล่านี้ อาหารถูกปรุงมาเป็นอย่างดีรสชาติใช้ได้เลยทีเดียว ผิดก็แต่โสมที่นางต้องการคือโสมร้อยปี แต่ในชามนี้เป็นเพียงโสมทั่วไปเท่านั้น
อืมเรื่องนี้ต้องจัดการเพราะหากปล่อยไปเช่นนี้ร่างกายนี้ เมื่อไหร่จะกลับมาแข็งแรงกัน แต่เอาเถิดมื้อนี้กินให้อิ่มท้องเสียก่อน
“ท่านอ๋องอยู่ที่ไหน” นางถามขึ้นหลังจากกินอาหารเสร็จ
“เรียนพระชายาตอนนี้ท่านอ๋องน่าจะอยู่ในห้องอักษรเพคะ”
“ตอนนี้คือวันอะไรปีอะไร” นางถามสาวใช้
แม้สาวใช้จะแปลกใจแต่ก็ตอบนางอย่างนอบน้อม
หลังได้ฟังคำตอบ นางได้คำนวณดูวันและเวลา ณ ขณะนี้คือหลังจากที่นางสิ้นลมหายใจและมันได้ผ่านเวลามาได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น
“แล้วใครดูแลเรื่องน้ำแกงโสมนี่กัน” อู๋เสี่ยวหรันถามต่อ
“เป็นพ่อบ้านใหญ่ที่ดูแลเรื่องเบิกจ่ายสมุนไพรที่มีมูลค่ามาก จากนั้นก็จะส่งต่อให้ห้องเครื่องปรุงเป็นอาหารต่อ พระชายามีอันใดหรือเพคะ ”
“ไม่มีอะไรข้าแค่อยากรู้เท่านั้น”
นั้นหมายความว่าความผิดปกติ เกิดสามที่ด้วยกันคือห้องสมุนไพร พ่อบ้านใหญ่และห้องเครื่อง
อู๋เสี่ยวหรันลุกขึ้นแต่พบว่า แข้งขาของนางนั้นอ่อนแรงเกินกว่าจะลุกขึ้นยืนและเดินแบบฉับพลันได้ โชคดีที่สาวใช้เตรียมพร้อมและเข้ามาประคองนางได้ทันท่วงที จึงทำให้ตัวของนางไม่ล้มลงกับพื้น
“พระชายาระวังเพคะ ท่านเพิ่งจะฟื้นจากการนอนบนเตียงมานาน หม่อมฉันช่วยพยุงพระองค์ไปนอนบนแท่นบรรทม”
อู๋เสี่ยวหรันได้พยายามประคองตนเองให้ทรงตัวได้มั่นคงมากที่สุด แต่ก็เหมือนว่านางถูกสาวใช้คนนี้หิ้วไปอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อหนังท้องอิ่มหนังตาก็เริ่มหย่อน เมื่อได้รับการปรนนิบัติจากสาวใช้ให้นอนลงและห่มผ้าให้กับนาง จากนั้นอู๋เสี่ยวหรันก็เข้าสู่การหลับใหลเป็นครั้งที่สามของวันนี้แล้ว
จนกระทั่งเวลามื้อเย็นเฉิงอ๋องก็มาเพื่อร่วมกินมื้อนี้กับนาง
“หรันเอ๋อร์เจ้าเป็นอย่างไรบ้างยังคงไม่สบายตรงไหนหรือไม่”
“ไม่เลยเพคะ เพียงแต่รู้สึกว่าไม่มีแรงอยู่บ้าง เมื่อกลางวันให้ห้องเครื่องทำน้ำแกงโสมร้อยปีมาให้ แต่ดื่มแล้วก็ไม่เห็นผลอันใด ร่างกายน้องคงจะรับของบำรุงไม่ไหวแล้วจริง ๆ”
อู๋เสี่ยวหรันกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
เฉิงอ๋องได้ฟังนางพูดก็ขมวดคิ้วแน่น
“ไว้ข้าจะให้คนนำเอาของบำรุงมาไว้ที่ตำหนักเจ้าเลยดีกว่า จะได้ใช้สอยสะดวกขึ้น ต้องการอะไรเพิ่มหรือไม่”
น้ำเสียงของเขายังคงอ่อนโยน แต่อู๋เสี่ยวหรันรู้ว่าสิ่งที่นางต้องการนั้นได้ผลแล้ว จึงเห็นสมควรว่าให้พอเท่านี้ก่อน
“เพียงขอเพิ่มสาวใช้ที่ไว้ได้มาเพิ่มอีกสี่ห้าคนก็ดีเพคะ”
“ได้สิ”
“ขอบคุณเพคะ”
แล้วคนทั้งคู่ก็เริ่มกินอาหารกัน มื้อนี้อู๋เสี่ยวหรันกินได้มากทีเดียว ทำให้เฉิงอ๋องกล่าวชมออกมาว่า ถ้านางกินได้แบบนี้ทุกมื้อนางคงจะแข็งแรงขึ้นในเร็ววันแน่นอน หลังจากกินเสร็จเขาก็แยกตัวออกไปทำงานต่อ และนอนพักยังตำหนักของเขา
ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่นางต้องการเช่นกัน คืนนี้เองอู๋เสี่ยวหรันนางต้องการเข้าถึงความทรงจำของร่างนี้เพื่อให้นางใช้ชีวิตเป็น ‘อู๋เสี่ยวหรัน’ที่แท้จริงได้ง่ายขึ้น
หลังมื้อค่ำเฉิงอ๋องที่แยกตัวออกไปยังห้องทำงานของตนเอง ไม่นานสาวใช้เฝ้าประตูที่เป็นผู้รับใช้อู๋เสี่ยวหรัน ก็เข้ามารายงานสถานการณ์ของวันนี้ทั้งหมดให้เขาฟัง
“ไปตรวจสอบเรื่องโสมซะ”
เขาบอกนางและเงียบไปสักพักจน สาวใช้ผู้นั้นกำลังจะเดินออกไปเพราะคิดว่าเจ้านายไม่น่าจะมีคำสั่งอะไรเพิ่มแล้ว แต่แล้วก็มีเสียงของเขาดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“เจ้าไปหาคนของเราเลือกที่เป็นผู้หญิงมาอีกสามคนที่หน้าตาใช้ได้ แล้วก็หาคนที่รู้เรื่องพิษด้วยแล้วมาพบข้าคืนนี้”
“เพคะ” นางรับคำและออกไปทันที
“จวิ้น”
เฉิงอ๋องส่งเสียงเรียกไม่นานก็มีคนที่แต่งตัวเป็นองครักษ์เปิดประตูเข้ามาทันที เฉิงอ๋องไม่ได้รอให้เขาพูดแต่ออกคำสั่งไปทันที
“หาองครักษ์เงาสิบนายแล้วพามาพบข้า เลือกเอาคนที่ไว้ใจได้ ข้าจะให้ติดตามพระชายา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่จวิ้นองครักษ์คนสนิทของเฉิงอ๋องรับคำและเดินออกไปทันที
“หรันเอ๋อร์ข้าหวังว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้เจ้าเข้มแข็งและลุกขึ้นสู้ได้บ้างคงจะดีไม่น้อย”
เฉิงอ๋องพึมพำกับตัวเอง
สำหรับน้องสาวคนนี้เขาเป็นห่วงความอ่อนแอของนางยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจ เหตุการณ์ในครั้งนี้หวังว่าจะทำให้นางตาสว่างและลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองบ้าง เขาคงไม่สามารถเฝ้าปกป้องนางได้ตลอดเวลา แม้จะอยู่ในเรือนเดียวกันเขายังปล่อยให้นางถูกทำร้ายได้ ตัวเขาเองก็ปล่อยปล่อยปละละเลยนางมานานมาก ซึ่งนี่ก็เป็นความผิดของเขาด้วยเช่นกัน
และเพื่อให้ท่านแม่และท่านน้าที่อยู่ในปรโลกได้สบายใจ หลังจากนี้เขาจะมอบคนเพื่อปกป้องนางเพิ่มขึ้นอีกก็แล้วกัน หวังว่าท่านแม่คงจะไม่ตำหนิเขาเรื่องที่ผ่านมา
คืนนี้อู๋เสี่ยวหรันไล่คนออกไปทั้งหมด จากนั้นนางจึงขึ้นนั่งบนเตียงของตัวเองหลับตาลงนั่งทำสมาธิ ปัดเรื่องราวทุกสิ่งออกไปจากหัวแล้วพยายามเข้าถึงความทรงจำดั้งเดิมจากร่างของนี้ให้ได้
“อู๋เสี่ยวหรันหากเจ้าต้องการให้ข้าทวงคืนแค้นนี้ให้กับเจ้า เปิดทางให้ข้าเถอะให้เข้าถึงความทรงจำของเจ้า”
นางพูดกับอากาศธาตุและพยายามที่จะอยู่ในสมาธิต่อไป เวลาเนิ่นนานผ่านไปก็ยังไม่มีอันใดเกิดขึ้น แต่นางจะยอมแพ้ไม่ได้นางต้องยืนหยัดนั่งสมาธิต่อไป ไม่รู้ว่านั่งอยู่นานเพียงใด แต่ดูเหมือนว่าร่างกายแสนอ่อนแอนี้ จะไม่ให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ ในที่สุดนางก็ฝืนร่างกายไว้ไม่ไหว ล้มตัวลงนอนและสติก็ดับวูบไป
“พระชายาเพคะหม่อมฉันขออนุญาตเข้าไปนะเพคะ”
เสียงของสาวใช้ดังแว่วมาจากประตูน้ำห้อง
อู๋เสี่ยวหรันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองอย่างยากลำบาก นางรู้สึกหนักอึ้งและปวดตามแขนขารวมทั้งหลังเป็นอย่างมาก คาดว่าน่าจะมาจากการที่นางไม่ยอมนอนพักให้ดี แต่กลับฝืนร่างกายเพื่อนั่งสมาธิเข้าถึงความทรงจำของร่างกายนี้มากเกินไป
“เข้ามาได้”
ในที่สุดก็สามารถเปิดปากพูดด้วยเสียงแหบแห้งและเบามาก แต่ถึงแม้กระนั้นสาวใช้ก็ยังได้ยินเสียงของนางและเดินเข้ามาด้านใน
เมื่อเปิดประตูนำแสงสว่างจากด้านนอกส่องเข้ามาสาวใช้เห็นใบหน้าของพระชายาดูซีดเซียวลงอีกครั้ง และดูเหมือนว่านางจะสามารถล้มตรงลงไปได้ทุกขณะ สาวใช้จึงรีบเร่งฝีเท้าเข้ามาพร้อมกับประคองตัวของพระชายาเอาไว้
“ท่านดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่หม่อมฉันจะไปตามท่านหมอมาเดี๋ยวนี้ พระชายารอสักครู่นะเพคะ”
สาวใช้ที่เข้ามาประคองตัวของอู๋เสี่ยวหรันที่กำลังค่อย ๆ ยันตัวเองให้ลุกขึ้น ยังคงเป็นสาวใช้คนเดิมที่นางได้เห็นตั้งแต่เมื่อวันวาน สีหน้าของสาวใช้ดูตกใจและเป็นห่วงนางเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่ต้องตามใครทั้งนั้นข้าแค่รู้สึกปวดเมื่อยเท่านั้นคงเป็นเพราะนอนบนเตียงนานเกินไป”
“ถ้าเช่นนั้นพระชายานั่งพิงตรงนี้สักครู่เพคะ หม่อมฉันจะไปรินน้ำชาอุ่น ๆ”
หลังพูดจบนางก็เดินออกไปไม่นานมากก็กลับมาพร้อมกับกาน้ำชาที่ยังมีไอร้อนโพยพุ่งออกมาให้เห็น
เมื่อได้จิบน้ำชาอุ่นๆไปหลายอึกแล้วก็รู้สึกว่าคอที่แห้งผ่าของนางได้รับความชุ่มชื้นขึ้นในทันตา
“น้ำชานี่ผสมสิ่งใดลงไปหรือดื่มแล้วรู้สึกชุ่มคอยิ่งนัก”
“นี่เป็นชาผสมดอกบวบและน้ำผึ้งเล็กน้อยเพคะ”
“เจ้ารู้เรื่องสมุนไพรด้วยหรือ”
“ตัวของหม่อมฉันรู้เพียงเล็กน้อย แต่ว่ามีสาวใช้ที่ท่านอ๋องประทานมาเพิ่มนางรู้เรื่องสมุนไพรเป็นอย่างดี น้ำชานี้นางก็เป็นผู้จัดเตรียมด้วยเพคะ”
“ขอบใจมาก”
อู๋เสี่ยวหรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“มาช่วยข้าแต่งกายเถิด อยากล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นสักหน่อย”
สาวใช้เข้ามาช่วยนางให้นั่งลง และหันหลังออกไปเตรียมอ่างที่ทำจากทองเหลืองขัดมันวาวเข้ามาเพื่อให้นางได้ใช้งาน
“เช้านี้พระชายาจะเสวยที่ห้องนี้หรือห้องโถงดีเพคะ”
“ท่านอ๋องล่ะ”
“ท่านอ๋องเข้าวังตั้งแต่เช้าแล้วเพคะมีรับสั่งให้ท่านไม่ต้องรอ”
“เข้าใจแล้วถ้าเช่นนั้นก็กินมื้อเช้าในห้องนี้เลยแล้วกัน”
สาวใช้ผงกหัวรับจากนั้นนางก็หันหลังไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อนำเสื้อผ้าออกมาให้เจ้านายผลัดเปลี่ยน
“วันนี้พระชายาจะสวมชุดสีอะไรดีเพคะ”
อู๋เสี่ยวหรันมองตามเสียงของสาวใช้ก็เห็นว่านางหยิบชุดสีขาวและสีฟ้าอ่อนออกมา เมื่อเห็นสีสันและรูปแบบของเสื้อผ้านางแทบอยากจะกลอกตาให้กับความจืดชืดนี้เสียจริง
อีกอย่างชุดสีฟ้าอ่อนนี้ทำให้นางนึกถึงญาติฝ่ายหญิงที่ร่วมมือกันทรยศหักหลังของนางในชาติก่อน หญิงนางนั้นก็ชอบแต่งกายด้วยชุดสีอ่อนหวานแบบนี้เช่นกัน
“สีขาวก็แล้วกัน” ในที่สุดนางก็ต้องตัดสินใจ
หลังจากผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว สาวใช้ก็ออกไปเตรียมสำหรับอาหารพร้อมกับยาเข้ามาด้านใน
อู๋เสี่ยวหรันมองไปยังกระจกทองเหลืองที่ตั้งอยู่ตรงหน้า มันถูกขัดจนขึ้นเงาสามารถสะท้อนใบหน้าได้อย่างชัดเจน ใบหน้าของนางตอนนี้คล้ายกับโครงกระดูกเดินได้ก็มิปาน มองดูมือเรียวที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกยกขึ้นมาลูบไล้ตามใบหน้าใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
เมื่อครั้งที่นางยังอยู่ในร่างเก่า แม้จะเป็นหญิงสาวอายุไม่น่าจะมากไปกว่าพระชายาเอกคนนี้นัก แต่นางนั้นเป็นนักรบรูปร่างแม้จะบอบบางสมส่วนเหมือนกับสตรีทั่วไป แต่ภายใต้รูปร่างอันผอมเพรียวนี้มันเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่สวยงาม
การเป็นแม่ทัพหญิงนางจะหยุดฝึกฝนไม่ได้แม้แต่วันเดียว เพราะเมื่อไหร่ที่นางอ่อนแอลงเหล่าผู้คนและแม่ทัพนายกองคนอื่น ๆ ก็พร้อมที่จะรวมถึงนางทันทีโดยไม่อ่อนข้อให้แม้ว่าตัวตนของนางจะเป็นสตรีก็ตาม เพราะฉะนั้นคืนวันที่นางเป็น เผิงเสี่ยวหรัน ทายาทหนึ่งเดียวขอแม่ทัพเผิงผู้ยิ่งใหญ่ นางต้องใช้ความพยายาม สองถึงสามเท่าในทุก ๆ อย่างที่คนปกติทำกัน
อู๋เสี่ยวหรันเบือนหน้าออกมาจากกระจกทองแดงตรงหน้า เมื่อสาวใช้ยกสำรับอาหารและยาเข้ามา
✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈ •• ✼
โม่เสวี่ยเยวียน
อู๋เสี่ยวหรันเบือนหน้าออกมาจากกระจกทองแดงตรงหน้า เมื่อสาวใช้ยกสำรับอาหารและยาเข้ามา
มื้อเช้านี้เป็นโจ๊กข้าวสีขาวผสมกับลูกเดือย ดูแล้วเป็นสีขาวข้นไม่น่าจะมีอะไรมากแต่เมื่อลองตัดชิมคำแรกนางก็รู้ได้ทันทีว่าโจ๊กนี้มีน้ำแกงที่ทำมาจาก ฝูหลิง ไป๋จู๋ ต้าเจ่าและโสมขาวที่อายุไม่มาก ซึ่งสมุนไพรทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นยาบำรุงกระเพาะและม้ามให้แข็งแรงทั้งสิ้น
“มื้อเช้าวันนี้ห้องเครื่องเป็นผู้ทำหรือ”
อู๋เสี่ยวหรันถามขึ้นหลังจากได้ชิมโจ๊กไปแล้วสองคำ จนแน่ใจว่านี่คือการทำอาหารให้เป็นยา ซึ่งโดยปกติแล้วหากมิใช่ผู้ที่มีความรู้เรื่องยาสมุนไพรและมีฝีมือในการทำอาหาร จะไม่สามารถปรุงแต่งออกมาให้ได้รสชาติกลมกล่อมเช่นนี้ได้
“ทูลพระชายาตอนนี้ท่านอ๋องอนุญาตให้ตำหนักของพวกเรา เปิดห้องครัวเล็กและปรุงอาหารเองได้แล้วเพคะ แม่ครัวที่ปรุงอาหารมื้อนี้วันนี้นางมีชื่อว่าไป๋หลานเพคะ”
“พูดถึงเรื่องชื่อข้ายังมิรู้จักชื่อของเจ้าเลย”
“หม่อมฉันต้องขออภัยพระชายาเพคะ ที่จริงหม่อมฉันต้องเป็นผู้แนะนำตัวก่อนที่ท่านจะสอบถาม หม่อมฉันมีนามว่าเหมยฮวาเพคะ”
นางแนะนำตนเองจบก็ย่อตัวลงไป แสดงการทำความเคารพแบบฉบับชาววังอย่างถูกต้องทุกกระเบียดนิ้ว
หลังจากอนุญาตให้นางทำตัวตามสบายแล้ว อู๋เสี่ยวหรันก็ตักโจ๊กสมุนไพรตรงหน้าขึ้นมากินต่อจนหมด หลังจากกินโจ๊กหมดแล้วก็จะถึงเวลาของการดื่มยา
ซึ่งมันยังอยู่ในโถที่มีน้ำร้อนด้านในอีกชั้น เพื่อให้ยาในถ้วยยังคงอุ่นอยู่ตลอด ซึ่งนี่ก็ทำให้อู๋เสี่ยวหรันได้เห็นถึงความใส่ใจดูแลในทุก ๆ สิ่งของสาวใช้ประจำตัวของนาง
หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จแล้ว อู๋เสี่ยวหรันต้องการที่จะออกไปเดินรอบ ๆ ตำหนักเพื่อสูดอากาศข้างนอกบ้าง สาวใช้แนะนำให้นางเปลี่ยนเป็นชุดที่อบอุ่นมากกว่านี้
แต่เมื่อมองดูเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ตอนนี้และหันไปมองที่เหลือในตู้นางก็ตัดสินใจที่จะไม่ผลัดเปลี่ยนชุดอีก เพราะตอนนี้นางได้เลือกใส่ชุดสีขาวที่ปักเลื่อมรูปดอกไม้ผีเสื้อ ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างกับชุดอื่น ๆ ที่อยู่ในตู้เลย
ตำหนักแห่งนี้กว้างใหญ่มีรั้วรอบขอบชิด ภูเขาจำลองน้ำตกจำลองดอกไม้ใบหญ้าถูกจัดตกแต่งได้อย่างสวยงามและยังมีสระบัวอยู่ด้านหลัง ศาลารูปแบบเก๋งจีนก็ดูเข้ากันเป็นอย่างดี ทำให้เห็นได้ว่าเจ้าของจวนทุ่มเทกับตำหนักแห่งนี้มากทีเดียว
แม้ทุกอย่างจะสวยงาม แต่ก็เป็นความสวยงามแบบผู้ที่อยู่ในสรวงสวรรค์มองไปทางไหนล้วนเป็นสีเขียวสีขาวสีชมพูอ่อนช่างไร้จิตวิญญาณและความสดใสยิ่งนัก
และก็เป็นเช่นเคยด้วยร่างกายที่อ่อนแอนี้ นางไม่สามารถเดินด้วยตัวคนเดียวได้ ยังคงเป็นเหมยฮวาสาวใช้คนเดิม ที่คอยประคองนางออกมาเดินช้า ๆ ไม่มีสาวใช้หรือนางกำนัลคนอื่นอีก ช่างผิดวิสัยของพระชายาเอก อย่างน้อยในยามที่ออกจากเคหสถานต้องมีสาวใช้คนสนิทและเหล่ามามาอีกเป็นกระพรวนติดตามอย่างใกล้ชิด
แต่ถึงอย่างไรตอนนี้นางยังไม่สามารถเข้าถึงความทรงจำของอู๋เสี่ยวหรันได้ จึงไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่เมื่อไม่มีใครทักท้วงอันใดเลย นางจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปก่อน
ในที่สุดพวกนางทั้งสองก็มายืนอยู่ด้านหน้าสวนดอกไม้ที่มีภูเขาจำลองพร้อมกับเสียงน้ำไหลจนได้
“เรียกคนสวนมาเปลี่ยนดอกไม้ในสวนทั้งหมด ข้าต้องการดอกไม้สีแดงและสีเหลืองจะเป็นชนิดใดก็ได้ ขอเพียงเปลี่ยนของเก่าสีขาวและชมพูกันจืดชืดนี้ออกไปทั้งหมดก็พอ”
อู๋เสี่ยวหรันหันไปบอกกับเหมยฮวา
“เพคะ …พระชายากลับไปที่ห้องก่อนดีหรือไม่เพคะ ที่ตรงนี้ลมเริ่มแรงขึ้นแล้ว”
“ได้สิ”
เหมยฮวารู้สึกแปลกใจกับท่าทีของพระชายาของนางเหลือเกิน พระชายาที่ตอนนี้เดินหลังตั้งตรง แม้เส้นเสียงจะยังคงแหบแห้งอยู่บ้าง แต่ลักษณะการพูดจาก็ฉะฉานมิได้พูดอยู่ในลำคอ หรือเดินห่อตัวเหมือนพระชายาก่อนที่จะป่วย แต่เป็นเช่นนี้ก็ดูสง่างามสมฐานะพระชายาเอกเช่นกัน
อู๋เสี่ยวหรันเลือกที่จะกลับไปพักอยู่ภายในห้องนอน
‘อ่อนแอเกินไปแล้วเดือนเพียงไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยหอบจนแทบหมดแรง’
แต่ครั้งนี้นางไม่ได้หลับเหมือนเมื่อวาน เพียงนั่งนิ่งพิงเตียงและนำหนังสือขึ้นมาอ่านโดยมีเหมยฮวาคอยเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ
เหตุการณ์ยังคงดำเนินไปเช่นนี้จนเข้าสู่ราตรีที่เจ็ดหลังจากการฟื้นคืนจากความตายอีกครั้งของเผิงเสี่ยวหรันผู้ที่บัดนี้ได้กลายเป็นอู่เสี่ยวหรันแล้ว
ในทุก ๆ คืนที่ผ่านมานางจะใช้ความพยายามในการนั่งสมาธิ เพื่อเข้าถึงความทรงจำของร่างนี้ให้ได้ แต่ทุกครั้งเมื่อรู้สึกว่าคล้ายกับจะนึกอะไรออก นางก็หมดเรี่ยวแรงและสติดับวูบไปเสียก่อน แต่ยิ่งนานวันนางก็รู้สึกว่าความทรงจำมันแจ่มชัดขึ้น และเวลาที่นางสามารถประคองสติได้ก็นานยิ่งขึ้น น่าจะเป็นเพราะอาหารบำรุงและยาที่นางได้รับมาอย่างสม่ำเสมอ
ค่ำคืนนี้ก็เช่นกันมองดูพระจันทร์ด้านนอก เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงแสงที่ส่องเข้ามาช่างสว่างไสวเป็นสีทอง ราวกับบรรยากาศช่างเป็นใจเหลือเกิน นางนั่งสมาธิอยู่บนเตียงนอนอีกครั้ง พร้อมกับเรียกชื่อของอู๋เสี่ยวหรันในใจไปด้วย ไม่รู้ว่าการนั่งสมาธิครั้งนี้กินเวลาไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงขึ้นในห้วงความมืดมิด
เหมือนร่างกายและวิญญาณของอู๋เสี่ยวหรันคงจะตอบรับคำขอของนาง เพราะจู่ ๆ นางก็หลุดออกจากภวังค์แห่งสมาธิเข้าไปอยู่ยังห้องมืด ๆ ที่ไม่มีแม้แสงใด แม้แต่มือของตัวเองนางยังมองไม่เห็น
ไม่นานนักก็เกิดแสงสว่างเล็ก ๆ เพียงแค่เท่าแสงจากหิ่งห้อย แล้วขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนแสงนั้นครอบคลุมห้องมืด ๆ นั้นทั้งหมด กลายเป็นความสว่างไสวที่สว่างจนนางต้องปิดตาลงเพื่อปรับให้มองเห็นในแสงนั้นได้
นางยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ก้าวไปไหน แต่ภาพต่าง ๆ กลับวิ่งผ่านตัวเธอไป เริ่มจากเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ มัดผมจุกสองข้างมีกระดิ่งเล็ก ๆ ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเบา ๆ ประดับอยู่บนเรือนผม เด็กคนนั้นดูน่ารักสวยงามสมวัย สดใสร่าเริงยิ่งนัก นางกำลังวิ่งเล่นกับเด็กชายอีกคนที่ดูโต กว่าเล็กน้อย เด็กชายคนดังกล่าวหากนางจำไม่ผิดนั่นคือเฉิงอ๋องในวัยเด็กนั่นเอง
เด็กหญิงวิ่งผ่านไปก็เปลี่ยนเป็นภาพของเด็กหญิงผู้นั้นค่อย ๆ เติบโตและเติบโต จนกระทั่งภาพความโศกเศร้าที่มารดาและบิดาของนางตกตายพร้อม ๆ กันหลังจากนั้นอำนาจที่เคยมีก็ถูกแย่งชิงไป เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียวไม่มีความสามารถที่จะสู้อันใดได้
หลังจากนั้นเด็กหญิงก็กลายเป็นเป็นเด็กสาว นางถูกเลี้ยงดูมาโดยมารดาของเฉิงอ๋องผู้ที่เป็นน้าสะใภ้ของนางเอง นางเติบโตขึ้นมาด้วยความรักและความทะนุถนอมแทบจะไม่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดใดเลย นอกจากวันที่สูญเสียบิดามารดาไปพร้อมกัน
แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังได้รับการปกป้องจากมารดาของเฉิงอ๋อง และตัวเฉิงอ๋องเองตลอดมา จนปรากฏภาพการแต่งงานเป็นพระชายาเอกแห่งเฉิงอ๋อง
อู๋เสี่ยวหรันแทบจะไม่ออกไปไหนมาไหน นางจะอยู่เพียงในบริเวณตำหนักของตัวเอง แม้แต่จะทำหน้าที่ของพระชายาเอก นางก็ยังเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวอำนาจในจวนอ๋องแห่งนี้จึงตกไปอยู่กับพระชายารองแซ่โจว ที่มาจากจวนโจวกั๋วกงที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง
ในภาพความทรงจำเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน อู๋เสี่ยวหรันเองก็สังเกตเห็นซูเม่ยสาวใช้คนสนิทเริ่มเปลี่ยนไป นางเริ่มแต่งเนื้อแต่งตัวมีเครื่องประดับมากมายขึ้น แต่เมื่อสอบถามซูเม่ยเพียงบอกว่านางกำลังมีคนรัก ดังนั้นจึงอยากแต่งเนื้อแต่งตัว อู๋เสี่ยวหรันเห็นดังนั้นนางจึงแค่ยิ้มรับพร้อมแสดงความยินดีและไม่สาวความต่อ
ช่วงเวลานั้นเองที่ร่างกายของอู๋เสี่ยวหรันเริ่มอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนรู้สึกได้ แต่นางคิดว่าร่างกายของนางก็อ่อนแอมาตลอดอยู่แล้วจึงไม่ได้เอะใจอันใด เพียงให้ท่านหมอในจวนตรวจอาการและดื่มยาบำรุง
ช่วงเวลานั้นน่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เผิงเสี่ยวหรัน กำลังตั้งครรภ์และถอนตัวออกจากการเป็นกุนซือควบคุมชายแดน กลับไปยังเมืองหลวงเพื่อรับการแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาแห่งต้าเลี่ย และตอนนั้นเองที่โศกนาฏกรรมในชีวิตนางก็เกิดขึ้นจากคนรักและเพื่อนรักของนางเอง
ภาพในหัวเปลี่ยนไปอีกครั้ง ปรากฏเป็นเหตุการณ์เมื่อสองเดือนก่อน ตอนนั้นร่างกายนางอ่อนแอจนกระทั่งลุกจากเตียงไม่ไหว แต่ยังมีสติรับรู้และสามารถพูดคุยได้
ขณะนั้นยังคงเป็นซูเม่ยสาวใช้คนสนิทที่ป้อนข้าวป้อนน้ำดูแลนางเป็นอย่างดี นั่นเป็นความทรงจำสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบลงไป อู๋เสี่ยวหรันนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา จนวิญญาณล่องลอยออกไป ทำให้เผิงเสี่ยวหรันมีโอกาสเข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน
ภาพเหตุการณ์ที่วิ่งผ่านตัวนางอย่างเร็ว และเร็วขึ้นไปอีก จนในที่สุดภาพทั้งหลายก็สิ้นสุดลง แสงที่เคยสว่าก็ดับวูบราวกับมีใครมาเป่าตะเกียงให้ดับไป รวมถึงสติรับรู้ของนางด้วย ร่างกายนางล้มตัวลงนอนอีกครั้งทั้งที่ยังอยู่ในท่านั่งสมาธิอยู่
เช้าวันรุ่งขึ้นอู๋เสี่ยวหรันที่ตื่นขึ้นมาจากการปลูกของสาวใช้ผู้เฝ้าหน้าประตู
“ขออภัยพระชายาเพคะท่านอ๋องทรงเรียกหาเพื่อร่วมอาหารเช้าพร้อมกันเพคะ”
“ได้สิมาช่วยข้าหน่อย”
อู๋เสี่ยวหรันที่เพิ่งจะรับความทรงจำมา นางค่อนข้างมึนงงสับสนอยู่บ้าง แต่ด้วยความช่วยเหลือจากเหมยฮวา นางก็สามารถประคองตนเองมาถึงห้องโถงจนได้ บนโต๊ะอาหาร อู๋เสี่ยวหรันพบว่าเฉิงอ๋องรอนางอยู่แล้ว นางจึงโค้งตัวขออภัยกับเขา
“ขออภัยเพคะท่านอ๋องหม่อมฉันมาช้า”
“หรันเอ๋อร์ที่นี่ไม่มีคนนอก เรียกข้าตามเดิมเถิด”
“เจ้าค่ะพี่เสวี่ยเยวียน”
นั่นเป็นชื่อที่พวกเขาใช้เรียกกันมาตั้งแต่เด็ก และไม่ได้ใช้คำราชาศัพท์ในระหว่างที่พวกเขาอยู่กันเพียงลำพัง แม้จะอยู่ต่อหน้าสาวใช้หรือบ่าวรับใช้คนสนิทก็ตาม ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกติระหว่างพวกเขาอยู่แล้ว
“กินข้าวก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำแกงโสม” เขาบอก
“เจ้าค่ะ”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็กินมื้อเช้าด้วยกันอย่างเงียบเชียบ จบมื้อเช้าโม่เสวี่ยเยวียนยกน้ำแกงโสมส่งให้นางกับมือ อู๋เสี่ยวหรันรับเอามาแล้วยกขึ้นเพื่อจะดื่ม ครานี้นางเลิกคิ้วขึ้นยกยิ้มเล็กน้อยและดื่มต่อไป เพราะน้ำแกงโสมครั้งนี้เป็นโสมห้าร้อยปีนี่เป็นของดีที่หาได้ยากยิ่ง จวนอ๋องแห่งนี้นับว่าร่ำรวยใช่ย่อย
“ไปเถิดไปเดินรอบ ๆ เพื่อย่อยอาหารกัน”
โม่เสวี่ยเยวียนลุกขึ้นมาประคองและจับมือนางเดินออกไปจากห้อง ตรงไปยังสวนดอกไม้ด้านหลังตำหนัก อู๋เสี่ยวหรันเดินตามการจับจูงของเขาไปอย่างเงียบ ๆ แม้ว่าจะไม่คุ้นเคยและรู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง แต่นางก็ต้องย้ำเตือนตนเองอยู่ซ้ำ ๆ ว่านางไม่ใช่เผิงเสี่ยวหรันคนเดิมที่มีเฉิงอ๋องเป็นศัตรูอีกแล้ว
จนกระทั่งทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่ม้านั่งข้าง ๆ สระดอกบัว ใต้ต้นอู่ถงที่ให้ร่มเงาปกคลุม
“พี่เสวี่ยเยวียนวันนี้ท่านดูแปลก ๆ นะเจ้าคะ”
“อีกสี่เดือนข้างหน้าข้าต้องเดินทางไปต้าเลี่ยเพื่อเป็นตัวแทนส่งมอบของขวัญในราชพิธีแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่”
เขาพูดราวกับนี่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง แต่สำหรับอู๋เสี่ยวหรันแล้วกลับตรงกันข้าม หลังจากฟังคำพูดของเขาจบลง จิตใจของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง มันแทบจะกระโดดออกมาจากอก ความกดดันหนักหน่วงเข้ามากดทับในจิตใจ จนนางรู้ว่าตอนนี้เลือดลมของตนเองกำลังตีตื้นขึ้นมาในอก
✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈ •• ✼