โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ทำไมฝ่ายขวาน่าดึงดูด? เข้าใจความไร้เหตุผลของการเมืองผ่าน ‘เอนจอยเมนต์’ กับสรวิศ ชัยนาม

The101.world

อัพเดต 25 ก.ค. 2567 เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2567 เวลา 04.25 น. • The 101 World

ท่ามกลางกระแสหันขวาที่เกิดขึ้นกับการเมืองทั่วโลก มีคำถามเกิดขึ้นมากมายต่อปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถทำความเข้าใจด้วยเหตุผลได้ เช่น ทำไมผู้อพยพสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์, ทำไมคนดำเหยียดคนเอเชีย, ทำไมคนจนปกป้องนายทุนผูกขาด เรื่องเหล่านี้มักถูกอธิบายว่าเป็นเหตุผลเรื่องความรู้ ขาดการศึกษา ขาดมุมมองที่รอบด้าน

หากเราให้ข้อมูลที่รอบด้านเพียงพอต่อฝ่ายขวาคนหนึ่งจะสามารถทำให้เขาตาสว่างและหันมาเป็นฝ่ายซ้ายได้จริงหรือ?

หากมองผ่านโลกของจิตวิเคราะห์ เรื่องนี้ถูกอธิบายผ่าน ‘เอนจอยเมนต์’ (enjoyment หรือ jouissance ในภาษาฝรั่งเศส) ในฐานะปัจจัยทางการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนา อันมีที่มาจากความขาดพร่องของมนุษย์

101 จึงสนทนากับ ศ.สรวิศ ชัยนาม อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนเพราะเราต่างขาดพร่อง: การเมืองเรื่องเอนจอยเมนต์ ถึงเรื่องเอนจอยเมนต์ทางการเมือง การต่อสู้ช่วงชิงรูปแบบเอนจอยเมนต์ของฝ่ายซ้ายและขวา การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ในฐานะเอนจอยเมนต์แบบขวา รวมถึงชวนวิเคราะห์การเมืองข้ามขั้วและการต่อสู้กับชาตินิยมในสังคมไทย

ในหนังสือเพราะเราต่างขาดพร่อง สรวิศชวนมองเอนจอยเมนต์ในการเมืองไทยช่วงปี 2563-2564 ที่ปรากฏศัพท์การเมืองอย่าง สลิ่ม, ลิเบอร่าน, ซ้ายใจหมา ที่สะท้อนการปะทะกันของฝ่ายทางการเมือง และชวนทำความเข้าใจความเย้ายวนของฝ่ายขวาที่ให้สัญญาถึงการกลายเป็นมนุษย์ที่ถูกเติมเต็มและไม่ขาดพร่อง แม้ว่าจะไม่มีวันเป็นจริงก็ตาม

ทำไมคุณจึงสนใจการใช้จิตวิเคราะห์มองการเมือง การมองผ่านเลนส์นี้ช่วยเติมมุมมองแบบไหนในโลกการเมือง

จิตวิเคราะห์เป็นมุมมองต่อมนุษย์ที่เรียลลิสติกกว่ามุมมองอื่นในการเมืองทั่วไป เช่น เศรษฐศาสตร์มองมนุษย์ว่ามีเหตุผล มีการคำนวณส่วนได้ส่วนเสีย ประสิทธิภาพ-ประสิทธิผล หรือรัฐศาสตร์มองว่ามนุษย์เป็นตัวแสดงที่มีเหตุผล ปกป้องผลประโยชน์ตัวเองตลอดเวลา แต่จิตวิเคราะห์มองมนุษย์ว่าเป็นตัวแบบที่ค่อนข้างซับซ้อน อย่างน้อยที่สุดก็เห็นถึงความไร้เหตุผลของตัวเองในทุกวี่ทุกวัน

ความต่างนี้ย่อมนำไปสู่การมองการเมืองและสังคมที่แตกต่างกัน การเมืองมักถูกมองว่าขับเคลื่อนด้วยอำนาจ ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือเหตุผลทางเศรษฐกิจ คู่กับมุมมองว่ามนุษย์หิวโหยอำนาจและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวตลอดเวลา แต่ในกรอบของจิตวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นสายฟรอยเดียน (Freudian) สายฌาคส์ ลากอง (Jacques Lacan) มองว่าการเมืองไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์หรืออำนาจส่วนตัว แต่ถูกขับโดยแรงปรารถนาของมนุษย์ต่างหาก เป็นเรื่องของ ‘เอนจอยเมนต์’

เมื่อเราเริ่มเห็นว่ามนุษย์เป็นตัวแสดงที่มีแรงปรารถนา สามารถเอนจอยได้ เราก็จะมองการเมืองแตกต่างออกไป ดังนั้น การเมืองจะไม่ใช่แค่เรื่องของการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ แต่เป็นการต่อสู้ว่าเอนจอยเมนต์รูปแบบใดจะครองอำนาจนำในสังคม เอนจอยเมนต์รูปแบบใดจะเป็นโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจของสังคมและประเทศนั้น

จุดยืนทางการเมืองของคนคนหนึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นรูปแบบเอนจอยเมนต์ของเขาด้วย ถ้าเขามีจุดยืนทางการเมืองในแบบซ้าย เขาอาจจะเอนจอยในแบบซ้าย ถ้าเขามีจุดยืนแบบขวา เขาอาจจะเอนจอยในแบบขวา การเห็นสิ่งนี้จะเปิดพื้นที่ใหม่ในการต่อสู้ทางการเมือง โดยเฉพาะถ้าเราเป็นซ้าย ซ้ายก้าวหน้า หรือหัวเอียงซ้ายหน่อย นี่คืออีกพื้นที่ที่คุณต้องให้ความสนใจในการต่อสู้กับฝ่ายขวา อนุรักษนิยม หรือขวาจัด

เมื่อเห็นเอนจอยเมนต์ เราจะเห็นได้ว่าทำไมคนจึงฝักใฝ่ ลงใจ หรือปกป้องทุนนิยม ทุนนิยมจะไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลกำไรมากมาย และไม่ใช่แค่การขูดรีดกำลังแรงงานของคนงาน แต่ทุนนิยมขับเคลื่อนต่อไปได้เรื่อยๆ ด้วยแรงปรารถนาและเอนจอยเมนต์ของมนุษย์ นี่อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่ว่าทำไมนายทุนไม่สามารถทดแทนแรงงานโดยเครื่องจักรได้โดยสมบูรณ์ ถ้าไม่มีมนุษย์ ทุนนิยมนั้นจะไม่สามารถขับเคลื่อนตัวมันเองต่อไปได้ อย่างในภาพยนตร์ The Matrix จะเห็นว่าทำไมมนุษย์เป็นเหมือนแบตเตอรี่และเป็นระบบ matrix ไปเสียหมด ทำไมต้องใช้มนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อน ทุนนิยมก็คล้ายๆ กันคือต้องอาศัยแรงปรารถนาและเอนจอยเมนต์ของมนุษย์

เอนจอยเมนต์มองเรื่องผลประโยชน์กับอำนาจแตกต่างจากมุมมองอื่น เพราะมองว่าจุดกำเนิดมาจากจิตไร้สำนึกใช่ไหม

ใช่ เอนจอยเมนต์มาจากข้อค้นพบหลักของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เรื่องจิตไร้สำนึกและเป็นที่มาของจิตวิเคราะห์ อธิบายได้ว่า ถ้าปราศจากจิตไร้สำนึกมนุษย์ก็จะชัดเจนในตัวเอง รู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งใด ไม่ขัดแย้งในตัวเอง ทำตามความปรารถนาตัวเอง รักษาผลประโยชน์และแสวงหาอำนาจเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง เพราะนี่คือสิ่งที่ดีกับตัวเอง นั่นเป็นภาพความเข้าใจแบบทั่วไป แต่จิตวิเคราะห์มองสิ่งนี้ว่ายังอยู่ในกรอบของความพึงพอใจ (pleasure) และพยายามเสนอว่ามีอะไรมากกว่าเรื่องความพึงพอใจ

ความพึงพอใจมักจะดีสำหรับเรา สร้างความสมดุลให้เรา เช่น การจิบกาแฟยามบ่ายในวันสบายๆ แดดอ่อนๆ ไม่มีอะไรวุ่นวาย แต่หลายครั้งความพึงพอใจมักจะดูเกินเลยแม้ยังเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ เช่น ความพึงพอใจที่ได้ใส่นาฬิกาเรือนละ 16 ล้านและขับรถแลมโบกินีคันละ 30 ล้าน

สิ่งที่จิตวิเคราะห์เสนอคือ มันมีสิ่งที่เหนือหรือพ้นไปจากความพึงพอใจ ซึ่งก็คือเอนจอยเมนต์ เอนจอยเมนต์นั้นแตกต่างหรือแทบตรงข้ามจากความพึงพอใจ เพราะมันไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ ค่อนข้างที่จะล้นเกินและไม่ต้องการการยอมรับจากสังคม หรือที่เรียกว่าความพึงพอใจที่เจ็บปวด (painful pleasures) ความพึงพอใจที่ล้นเกิน หรือความพึงพอใจในการดำรงอยู่ในความไม่พอใจ เพราะการที่เราอยู่ในความไม่พอใจบางอย่างมันสร้างความพึงพอใจให้กับเรา

ความพึงพอใจนั้นเราแค่ทำตามธรรมชาติเพื่ออยู่รอด หรือหาสิ่งที่ดีสำหรับเราเพื่อหน้าตาทางสังคม แต่เอนจอยเมนต์นั้นอาจขัดธรรมชาติ อาจล้นเกินจนทำให้เราตกอยู่ในความเสี่ยงทางสุขภาพหรือชีวิต เช่น การเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม การกระโดดหน้าผา การกินจุมโหฬาร ความล้นเกินเหล่านี้สร้างเอนจอยเมนต์บางอย่าง

เอนจอยเมนต์ไม่ต้องพึ่งการยอมรับทางสังคม ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่เข้าพวก (non-belonging) เอนจอยเมนต์บางอย่างจึงไม่ดีกับเรา ไม่ดีกับสถานะทางสังคม เหมือนเราถูกขับออก เพราะสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นสังคมวงกว้างอาจมองว่าไม่ถูกต้อง บ้า หรือขัดกับปทัสถานมากมายของสังคม

ยกตัวอย่างในชีวิตประจำวันคือ คุณซื้อมันฝรั่งทอดถุงใหญ่ที่หลังถุงเขียนว่าต้องแบ่งกินสามครั้ง แต่มีมนุษย์กี่คนที่กินตามที่กำหนด หากแบ่งกินสามครั้งก็คือความพึงพอใจเพื่อให้สุขภาพดีและอยู่ในวิถีของสังคม แต่ส่วนใหญ่มนุษย์มักเอนจอยโดยการกินหมดครั้งเดียวใน 10-15 นาที นั่นคือการเอนจอยในการละเมิดข้อห้ามบางอย่างซึ่งไม่ดีกับสุขภาพของเรา

อาหารที่สร้างความพึงพอใจมักจะดีต่อเรา ไฟเบอร์สูง แคลอรี่ต่ำ และดีต่อสุขภาพ แต่อาหารที่สร้างเอนจอยเมนต์มักเป็นอาหารขยะ ไม่ดีกับสุขภาพของเรา หรือในระดับสังคมก็อาจถูกมองว่าเป็นคนไม่ดูแลตัวเอง แต่ทั้งความพึงพอใจและเอนจอยเมนต์ทำงานควบคู่กันไป เช่น คนออกกำลังเป็นประจำและควบคุมอาหารก็ยังมีชีตเดย์ที่กินตามใจ

แล้วเอนจอยเมนต์แบบขวาและเอนจอยเมนต์แบบซ้ายคืออะไร

เมื่อเอนจอยเมนต์เป็นสิ่งที่รบกวนสังคมและธรรมชาติของมนุษย์จึงต้องได้รับการควบคุม สังคมที่ควบคุมเอนจอยเมนต์ไปในทิศทางที่ดีต่อผู้ที่ถือครองอำนาจในสังคม ทอดด์ แม็กโกแวน (Todd McGowan) เรียกว่าเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายขวา คือการใฝ่หาวิ่งตามความสมบูรณ์ เราสามารถขจัดความขาดพร่องของตัวเองไปได้ เราสามารถเข้าพวกได้ เราจะไม่ใช่คนที่แปลกแยกในตัวเองอีกต่อไป เราจะ ‘เต็ม’ ในไม่ช้า

ฝ่ายขวามองว่าเป็นไปได้ที่เราจะเอาชนะความพร่องและแปลกแยกในตัวของเราเอง ทุนนิยมสัญญาว่าถ้าคุณไปคลินิกเสริมความงาม ซื้อลอตเตอรี ลงทุนกับชีวิต เปลี่ยนตัวเองให้เป็นทุนมนุษย์ คุณจะได้ทุกสิ่งอย่าง

ถ้าเอนจอยเมนต์ถูกดึงไปทางฝ่ายซ้าย ก็คือการยอมรับความขาดพร่องของตัวเองได้ ยอมรับว่าเราไม่มีทางเข้าพวกได้ บางทีความแปลกแยกนั้นก็จำเป็น เพราะถ้าเราไม่แปลกแยกจากสังคมเราไม่มีทางเป็นตัวของตัวเองได้ เท่ากับเราถูกกลืนไปโดยสังคม แต่เพราะแปลกแยกเราจึงสามารถเป็นปัจเจก เป็นตัวของตัวเอง หรือสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาได้

ฝ่ายซ้ายมองว่าความขาดพร่องและความแปลกแยกไม่ใช่ปัญหาที่ควรถูกกลบไปหรือถูกเติมเต็มให้สมบูรณ์ แล้วทำให้ความขาดพร่องเป็นฐานการดำรงอยู่ของความเป็นสากล เนื่องจากเราทุกคนต่างแปลกแยกในตัวเอง ไม่เข้าพวกเหมือนกัน ขาดพร่องเหมือนกัน ไม่มีเสรีภาพและความเสมอภาคเหมือนกัน ฉะนั้น เราจะสามารถใช้สิ่งที่เราไม่มีเหมือนกันมาเป็นฐานของความสัมพันธ์ทางสังคม สร้างความเป็นสากลระหว่างมนุษย์ ระหว่างภายในสังคมและประเทศได้หรือไม่

ทำไมมนุษย์จึงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องความขาดพร่องและการถูกเติมเต็ม

นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ขาดพร่อง เราจึงปรารถนา คำว่า ‘ขาดพร่อง’ กับ ‘ปรารถนา’ คือคำเดียวกัน ถ้าเราไม่พร่องก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะปรารถนาอะไรในโลกใบนี้

ส่วนมาจากไหนนั้น ในทางปรัชญาคือเราขาดพร่องโดยภววิทยา (ontology) จึงทำให้เราต้องมีภาษาเพื่อเอาไว้พูดคุยและติดต่อผู้อื่น โดยหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะมาเติมเต็มเรา ถ้าธรรมชาติของเราเต็มและสมบูรณ์แต่แรกเริ่ม เราสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะพูดคุยกับใคร

นอกจากนี้คือธรรมชาติของมนุษย์ที่แตกต่างจากสัตว์หลายเผ่าพันธุ์ สัตว์บางประเภทเกิดมาแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็วิ่งได้ แต่มนุษย์เกิดมาแล้วต้องมีคนดูแลเป็นสิบปี ความพึ่งพิง ความเปราะบาง และความพร่องนี้คือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์

ความขาดพร่องมาพร้อมกับภาษา ภาษาที่เราใช้ทำให้เราสัมผัสถึงความพร่องได้ด้วย อาจพูดมากไป พูดน้อยไป หรือจากไม่ใช่ก็กลายเป็นใช่ แต่สุดท้ายก็อาจไม่ใช่อยู่ดี ภาษาจึงทำให้เรารู้สึกถึงความพร่องในตัวเองและอื่นๆ ที่อยู่ภายนอกตัวเราได้เหมือนกัน

ความหมกมุ่นเรื่องความพร่องนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหา อาจจะเป็นคำตอบก็ได้ แต่มันจะเป็นปัญหาต่อเมื่อเราให้คำตอบกับตัวเองว่าเราไม่จำเป็นต้องพร่องและเราสมบูรณ์ได้

ในแนวคิดของลากอง ซับเจกต์ที่ขาดพร่องคือ $ ที่แบ่งแยกออกจากตัวเอง เป็นความพร่อง ความแปลกแยกจากตัวเอง ความอสมบูรณ์นี้ถูกกดทับอยู่ใต้ S1 ซึ่งคือ master signifier ที่ให้ทิศทางคนและกดทับความพร่องของตัวเอง ดังนั้นจึงนำไปสู่ความยึดโยงในทางอัตลักษณ์ เพราะเราพร่อง เราจึงต้องแสวงหาอัตลักษณ์หรือกลุ่มอะไรก็ตามที่สัญญาว่าเราสามารถเข้าพวกได้ สร้างความชัดเจนให้ตัวเรา ช่วยกดทับและกลบความพร่องของเรา

น่าสังเกตว่าเราต่างมีอัตลักษณ์มากมายและสุดท้ายเราก็ไม่ใช่อะไรสักอย่าง เราเป็นลูก เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นคนงาน เป็นแฟนบอล เรามักมีอัตลักษณ์ใหม่เพื่อช่วยกดความพร่องและสร้างความชัดเจนบางอย่างเสมอ เรื่องนี้ปรากฏเป็นสัญลักษณ์ในปกหนังสือเพราะเราต่างขาดพร่อง (A=A, A≠A)

A=A เมื่อความพร่องถูกกดทับไว้และเรายึดโยงตัวเองกับอัตลักษณ์หรือกลุ่มที่ให้ความชัดเจนได้ว่าเราไม่ขัดแย้งกับตัวเราเอง เราไม่พร่อง ไม่แปลกแยกในตัวเอง ความหมกมุ่นรูปแบบนี้จะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองได้ เพราะด้วยกระบวนการนี้ชาตินิยมก็สัญญาว่าถ้าขจัดศัตรูออกไปแล้วเราจะไม่พร่อง ศัตรูเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่สามารถเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้ากำจัดศัตรูเราจึงจะกลายเป็น A ได้ ทุนนิยมก็สัญญาว่าคุณจะไปสู่จุดที่มีทุกสิ่งอย่างได้ในอนาคตอันใกล้ซึ่งไม่มีวันมาถึง ความหมกมุ่นในความขาดพร่องเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะมนุษย์พยายามหาทางออกที่ง่ายที่สุดอยู่เสมอ

ส่วน A≠A คือเราขาดพร่อง แต่เรามีวิธีการในการยอมรับมัน เรายอมรับว่าเราแปลกแยกและขัดแย้งในตัวเอง เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปเล่นในเกมนี้ (การเติมเต็มความพร่อง) ทุกคนอยู่ในจุดนี้แล้วทำไมเราไม่นำจุดนี้มาเป็นฐานทางการเมือง ทำไมการเมืองต้องอาศัยการกดทับความพร่องแล้วรวมกลุ่มที่กีดกันและแบ่งแยก ทั้งที่เราทุกคนมีสิ่งที่แปลกแยกในตัวเอง เราสามารถสร้างกลุ่มของคนไม่เข้าพวกและไม่มีอะไรร่วมกัน เป็นกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องกีดกัน อย่างน้อยก็เป็นสายสัมพันธ์ทางสังคมที่อิงกับความเป็นสากล

บทบาทของเอนจอยเมนต์ที่เกิดขึ้นในการเมืองระดับชาติที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เรื่องการสร้างศัตรูและมุ่งกำจัดศัตรูเพื่อให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ใช่ไหม

สิ่งที่เห็นชัดในการเอนจอยชาติคือการคลั่งศัตรู เพราะมีศัตรูจึงทำให้เราเอนจอยชาติได้ ทำให้มองเห็นว่าชาติมีคุณค่า ‘ดูสิ มันพยายามทำลายชาติเรา พยายามขโมยสิ่งสำคัญไปจากชาติเรา’ นี่เป็นการอาศัยอัตลักษณ์แห่งชาติเพื่อกำจัดศัตรูและนำเสนอว่า หากกำจัดศัตรูไปแล้ว A=A แต่สุดท้ายฝ่ายขวาไม่ต้องการกำจัดศัตรูหรอก การมีศัตรูใหม่ไปเรื่อยๆ จะทำให้รักษาความรู้สึกของสมาชิกว่า เราจะสามารถสมบูรณ์ เป็นสังคมที่ไม่ขัดแย้ง เป็นองค์รวมเมื่อเรากำจัดศัตรูออกไปได้ แต่ถ้าศัตรูถูกกำจัดไปสำเร็จแล้ว เราก็จะอยู่ในความพร่องอยู่ดี

มีเอนจอยเมนต์ในหลายประเทศที่น่าสังเกตคือ ทำไมคนจึงเลือกผู้นำที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ซึ่งดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ ทำไมคนพอใจที่จะตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นทาส หรือถูกครอบงำ ทำไมผู้คนเอนจอยสถานะนี้ ทำไมคนมองว่าภาวะอเสรีคือเสรีภาพ ทำไมคนสามารถเอนจอยภาวะอเสรีได้ ทำไมการแบกหรือการทำเสมือนว่าไม่รู้ก็สามารถเอนจอยได้ ถ้าใช้ศัพท์ของฟรอยด์คือ passion for ignorance คนมีแพสชันในการไม่อยากรับรู้หรือดำรงอยู่ในอคติ แม้จะมีข้อมูลและข้อเท็จจริงอะไรมากมายแค่ไหนก็ตาม

กระทั่งว่าทำไมผู้คนมองว่าทุนนิยมนั้นน่าดึงดูด ทั้งที่ชื่อ ‘ทุนนิยม’ คือการนิยมทุน เป็นระบบเพื่อทุน ไม่ใช่เพื่อมนุษย์ แต่ทำไมคนมักปกป้องว่า ‘เมื่อทุนโตแล้ว มนุษย์ก็จะได้’ มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ อีกเรื่องที่เห็นบ่อยคือปัญหาโลกร้อน มีผู้คนมากมายที่ปฏิเสธความรู้ที่ตัวเองมีเกี่ยวกับภาวะความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

วิธีสังเกตเอนจอยเมนต์ในการเมืองคือ มันเป็นอะไรที่ล้นเกินและไม่ค่อยมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลเลย ทำไมคนเลือกผู้นำหรือพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดกับผลประโยชน์พวกเขา หรือทำไมชาตินิยมปลุกง่าย ทำไมฝ่ายขวาน่าดึงดูด อย่างคนที่นิยมทรัมป์ ถ้ามองโดยไม่ใช้จิตวิเคราะห์ก็คือคนเหล่านี้โง่ บ้านนอก ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา หรือถูกครอบงำโดยสื่อ ดูแต่ Fox News พูดอย่างกับว่าถ้าเขาตาสว่างแล้วเขาจะไม่เลือกทรัมป์ ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน

การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ (identity politics) คือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ร่วมกัน เป็นพวกเดียวกัน และอาจกีดกันคนที่ไม่ใช่พวก สิ่งนี้เข้ากับเอนจอยเมนต์แบบขวาไหม

การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ทั้งหลายอยู่ในโลกของ A=A แม้จะดูหลากหลายและแตกต่างแต่ก็อยู่ในโลกของความเฉพาะอยู่ดี เป็นความเฉพาะที่สัญญาว่าคุณจะเข้าพวกและคุณจะเต็ม เช่น จากเดิมที่เขียนว่า LGBTQ+ ตอนนี้เป็น LGBTQIA+ และอีกมากมาย อัตลักษณ์นั้นคือเครื่องหมายบวก ผู้ชายไม่มีทางเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์ได้ ผู้ชายขัดแย้งและแปลกแยกในตัวเอง หรือผู้หญิง, L, G, B, T หรือ Q ก็ตาม ทุกคนมีอัตลักษณ์ แต่สุดท้ายไม่มีอัตลักษณ์อันไหนที่ทุกคนจะเข้าพวกได้โดยสมบูรณ์ จะต้องมีเครื่องหมายบวกต่อไป เพราะเครื่องหมายบวกนั้นมาจากความพร่องของเรา

การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ที่มีเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายซ้ายค่อนข้างหาได้ยาก เพราะต้องอิงกับความเป็นสากล แต่ก็มีบางกลุ่ม อย่าง Black Lives Matter เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่เฉพาะสำหรับคนผิวดำ เพราะมีนัยของการต่อต้านทุน เสนอถึงการเปลี่ยนแปลงงบประมาณตำรวจไปใช้ในด้านอื่นเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้คน ผนวกกับกระแสการล้มล้างคุก เพื่อแสวงหาความยุติธรรมในรูปแบบใหม่ที่ไม่อิงกับการลงโทษ จึงสามารถตีความได้ว่า Black Lives Matter ไม่ใช่แค่การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ แต่มีนัยของความเป็นสากล

สุดท้ายการเมืองเรื่องอัตลักษณ์เชื่อมโยงกับเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายขวา คือเรื่องความเฉพาะ การสัญญาว่า A=A คุณอยู่ในเลนของคุณ ฉันอยู่ในเลนของฉัน เราไม่เกี่ยวข้องกัน หลายครั้งมาพร้อมความพยายามที่จะดูถูกกัน ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน เป็นการอยู่ได้ด้วยการเทียบและหาศัตรู

ตัวอย่างเอนจอยเมนต์แบบขวาและซ้ายในการเมืองไทยมีเรื่องอะไรบ้าง เอนจอยเมนต์แบบขวาจะเห็นได้ชัดเจนกว่าใช่ไหม

เอนจอยเมนต์แบบขวาแพร่หลายกว่า เราอยู่ในโลกที่หันขวามาหลายทศวรรษ เป็นโลกที่ฝ่ายซ้ายตายไป ในสงครามเย็น ซ้ายสุดคือแนวคิดคอมมิวนิสต์ พอสิ้นสุดสงครามเย็น โซเวียตล่มสลาย ซ้ายหายไป โลกจึงเทไปทางขวา กลางเดิมก็กลายเป็นซ้าย และมีกลางใหม่เกิดขึ้นมา (ระหว่างกลางและขวา) ตัวอย่างกลางเดิมคือไทยรักไทย และสุดท้ายเพื่อไทยก็เปลี่ยนเป็นกลางใหม่ เมื่อโลกเริ่มเทมาทางขวา

ยุคสงครามเย็น ซ้าย กลาง ขวา ยุคหลังสงครามเย็น – ซ้าย กลางใหม่ ขวา

โลกทุนนิยมก็อยู่ได้ด้วยเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายขวา อยู่ได้ด้วยการสัญญาว่ามนุษย์จะสามารถเติมเต็มได้ด้วยงานบริการ สินค้า และเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ดังนั้น เอนจอยแบบฝ่ายขวาหาได้ง่าย เกลื่อน แทบจะทุกวี่ทุกวัน ไม่ว่าจะด้วยสัญญาว่าจะเติมเต็มสิ่งต่างๆ การคลั่งศัตรูหรือทฤษฎีสมคบคิดมากมายที่บอกว่ามีศัตรูบั่นทอนความสงบของสังคมอยู่ เมื่อกำจัดมันไปทุกอย่างจึงจะสมบูรณ์

ส่วนเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายซ้ายทั้งในไทยและต่างประเทศมีกระแสที่พูดว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของพวก 99% ที่ต่อต้านพวก 1% ซึ่ง 99% นี้ไม่ใช่ประเภททางสังคม ไม่ใช่การเอาเงินเดือนหรือทรัพย์สินมาวัด แต่เป็นการบอกว่าระบบโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ไม่ได้เป็นไปเพื่อความกินดีอยู่ดีของคนส่วนใหญ่ เป็นระบบที่ไม่ยุติธรรมต่อคน 99% มาตั้งแต่แรก สิ่งที่คน 99% มีร่วมกันคือสิ่งที่พวกเขาไม่มีร่วมกัน นั่นคือพวกเขาไม่มีความมั่นคงในชีวิตเหมือนกัน ไม่มีการกินดีอยู่ดีเหมือนกัน ไม่มีเสรีภาพเหมือนกัน ไม่มีความเสมอภาคเหมือนกัน เป็นต้น นี่คือภาพสะท้อนเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายซ้ายในการพยายามใช้สิ่งที่เราขาดพร่องหรือสิ่งที่ไม่มีร่วมกันมาเป็นฐานของสายสัมพันธ์ทางสังคมและฐานของการเคลื่อนไหวทางการเมือง

อีกตัวอย่างที่ผมชอบคือ มีสติกเกอร์ของกลุ่มเยาวชนปลดแอกเขียนว่า ‘ฝ่ายขวาคลั่งชาติและทุน ฝ่ายซ้ายคลั่งคุณและรัก’ ฝั่งที่คลั่งชาติและทุนนั้นชัดเจนว่าเป็นเอนจอยเมนต์ที่เน้นความเป็นองค์รวมและความสมบูรณ์ โดยที่ต้องมีศัตรู แต่ฝั่งที่คลั่งคุณและรักนั้นอยู่นอกเหนือเรื่องส่วนได้ส่วนเสียหรือผลประโยชน์แบบในโลกของทุน การตกหลุมรักไม่ต้องใช้เหตุผล คนที่คุณเลือกอาจไม่ดีสำหรับคุณด้วยซ้ำ ความรักเป็นเรื่องคนที่พร่องสองคนมาเจอกัน ซึ่งไม่มีทางเป็นองค์รวมได้ พร่องกับพร่องบวกกันนั้นไม่เต็ม ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบกิ่งทองใบหยก ไม่ทะเลาะขัดแย้งกันเลย หรือดีต่อกันตลอด แต่ความรักเป็นการผจญภัยของมนุษย์ที่พร่องสองคนที่ต้องสร้างแนวทางในการดำรงอยู่ร่วมกัน ซึ่งไม่สามารถนำเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือตลาดมาเป็นตัวคัดกรองความรักได้ ที่สำคัญคือในการสร้างความรักระหว่างสองคนนั้นไม่ต้องการศัตรู แน่นอนว่าในความสัมพันธ์อาจมีมือที่สาม แต่นั่นเป็นสิ่งที่มาภายหลัง ต่างจากชาติที่ต้องกีดกัน ไม่สามารถรวมทุกสิ่งอย่างเข้ามาได้ และชาติต้องมีศัตรูหรือคอยสร้างศัตรูเรื่อยๆ

เป็นไปได้หรือไม่ที่ฝ่ายขวาจะมีเอนจอยเมนต์แบบซ้าย และเป็นไปได้หรือไม่ที่ฝ่ายซ้ายจะมีเอนจอยเมนต์แบบขวา แล้วอย่างนี้จะเป็นซ้ายปลอมไหม

ฝ่ายขวามีเอนจอยเมนต์แบบซ้ายได้ แต่อาจจะยากหน่อย นั่นแปลว่าเขากลับใจแล้วละ ถ้าฝ่ายขวาเริ่มเอนจอยแบบฝ่ายซ้ายก็หมายความว่าระบบความคิดและคุณค่าบางอย่างของเขาเริ่มเปลี่ยนไปจนเอนจอยแบบฝ่ายซ้ายได้ จากคนที่ฝันว่าอยากจะสมบูรณ์ อยากเอาชนะความพร่อง ความแตกแยก หรือคลั่งศัตรู หากเขาเริ่มเอนจอยแบบฝ่ายซ้ายก็แสดงว่ากลับใจในระดับใหญ่ เริ่มเป็นสหายของฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการ คือฝ่ายขวากลับใจ หรือนายทุนที่ทรยศชนชั้นของตนเอง

ส่วนฝ่ายซ้ายจะเอนจอยแบบฝ่ายขวาได้หรือไม่ ผมคิดว่าไม่ใช่แค่ฝ่ายซ้าย แต่ทุกคนสามารถเอนจอยแบบฝ่ายขวาได้ เพราะมันน่าดึงดูดกว่ามาก คุณจะเต็ม จะสมบูรณ์ จะได้ทุกสิ่งอย่าง ต่อให้คุณเป็นฝ่ายซ้ายที่รู้ข้อเท็จจริงต่างๆ แต่ก็มีโมเมนต์มากมายที่จะเอนจอยแบบขวา เช่น กลายเป็นนักชาตินิยมขึ้นมา เป็นนักเหยียดสีผิวขึ้นมา บางคนอยู่ในโมเมนต์นี้แล้วรู้ตัวว่าพลาดก็แก้ไข แต่ถ้าเขาเอนจอยแบบฝ่ายขวาตลอดเวลาก็กลายเป็นซ้ายกลับใจ หรือซ้ายหันขวา

ฝ่ายขวาหันซ้ายได้ แต่ยาก ฝ่ายซ้ายหันขวาง่ายกว่าเยอะ เพราะเอนจอยเมนต์ของฝ่ายขวาน่าดึงดูดกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ของคนคนนั้น เขาอาจจะอ่านมาร์กซ์มาแล้วทุกเล่ม แต่ความรู้และเหตุผลไม่สามารถคุ้มกันเขาจากเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายขวาได้

ประเด็นอยู่ที่ว่าเรามีจุดกำเนิดที่ไร้สำนึกของเอนจอยเมนต์ บางครั้งเราไม่รู้ตัว เวลาเอนจอยเรามักจะรู้ตัวเมื่อมันเกิดขึ้นไปแล้ว เราไม่สามารถตั้งเป้าว่าเราจะเอนจอยได้ มันต้องเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงเอนจอย อย่างปรากฏการณ์ในโลกทุนนิยมเวลาเราซื้อของใหม่ เราก็แอบเอนจอยแบบฝ่ายขวา มีโมเมนต์หนึ่งที่รู้สึกว่า ‘เต็มแล้ว’ ‘ใช่แล้ว’ ผ่านไปสักครู่หนึ่งก็อาจจะเริ่มไม่ใช่แล้ว

ถ้ามีฝ่ายซ้ายคนหนึ่งบอกว่า ฉันเกลียดสลิ่มมากเลย เกลียดพวกคลั่งสถาบันฯ มองคนพวกนั้นเป็นศัตรู สิ่งนี้เป็นเอนจอยเมนต์แบบขวาหรือไม่

ใช่ เมื่อเราเริ่มแสวงหาศัตรู เริ่มคลั่งศัตรู กลายเป็นว่าศัตรูนั้นมากำหนดอัตลักษณ์ของเรา ต้องแยกแยะเวลาบอกว่าฝ่ายซ้ายไม่สามารถมีศัตรูได้ ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายซ้ายจะไม่ต่อสู้ทางการเมือง ไม่ได้บอกว่าจะสันติวิธี ฉันรักโลกและรักทุกคน เรายังต้องต่อสู้ทางการเมือง แย่งชิงตำแหน่งแห่งหนต่างๆ เพื่อครองอำนาจนำในสังคมเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม นี่เป็นภารกิจที่ต้องทำ เพียงแต่เราจะทำโดยไม่มีศัตรูได้ไหม สลิ่มเป็นสิ่งที่เราต้องต่อสู้ก็จริง แต่สลิ่มไม่ใช่ศัตรูของเรา เราต้องพยายามทำให้สลิ่มกลับใจ เปลี่ยนมาเป็นพวกเราและร่วมต่อสู้กับเรา

เมื่อฝ่ายซ้ายเริ่มคลั่งศัตรู ซ้ายก็จะหันขวาและเริ่มทำตัวเหมือนฝ่ายขวา พยายามขจัดความขัดแย้งในขบวนการของตัวเองออกไป เช่น คนนี้อยู่ฝั่งศัตรูแล้ว ขับมันออกไป คนนี้โต้เถียงอยู่นั่นแหละ ต่อต้านผู้นำอยู่นั่นแหละ เมื่อฝ่ายซ้ายแสวงหาศัตรู ฝ่ายซ้ายจะแสวงหาความบริสุทธิ์ หลายครั้งนำไปสู่การล่มสลายของขบวนการเคลื่อนไหว สุดท้ายกลายเป็นการไล่ล่ากัน กล่าวหากันว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามหรือเป็นสายลับของอีกฝั่ง เรื่องนี้เย้ายวนเราอยู่ตลอดว่าอยากเห็นทุกคนในการเคลื่อนไหวเห็นพ้องต้องกันหมด เราจะเข้มแข็งและเป็นเอกพันธ์ขึ้นมา นั่นเป็นความน่าดึงดูดแบบฝ่ายขวา

การขับเคลื่อนการเมืองแบบฝ่ายซ้ายยากกว่าแบบฝ่ายขวา การอบรมให้ความรู้ก็ไม่เพียงพอ เพราะแม้จะมีความรู้ที่ถูกต้องก็สามารถพลาดที่จะเอนจอยแบบฝ่ายขวาได้

แล้วถ้าเป็นความรู้สึกเกลียดและอยากทำลายทุนนิยมล่ะ ถือว่าเป็นเอนจอยแบบขวาไหม

การบอกว่า ‘ถ้ากำจัดนายทุนให้หมดแล้วสังคมจะดีขึ้น’ กับ ‘ถ้ากำจัดทุนนิยมแล้วสังคมจะดีขึ้น’ สองอย่างนี้แตกต่างกัน

บางคนบอกว่าชนชั้นก็เป็นอัตลักษณ์ ไม่แตกต่างจากเพศหรือสีผิว แน่นอนว่าในด้านหนึ่งชนชั้นมีวิถีชีวิตหรือรสนิยมที่มาพร้อมกัน แต่ชนชั้นไม่ใช่อัตลักษณ์เหมือนอัตลักษณ์อื่นๆ เพราะเป้าหมายของฝ่ายซ้ายคือต้องการล้มล้างชนชั้น การล้มล้างทุนนิยมคือการล้มล้างระบอบชนชั้นที่สร้างทุนและกรรมาชีพ นี่จึงนับเป็นการล้มล้างอัตลักษณ์ตนเองในฐานะกรรมาชีพ เป็นกลุ่มเดียวที่ต้องการล้มล้างอัตลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างจากการเมืองเรื่องอัตลักษณ์ทั่วไปที่ต้องการยกย่อง เชิดชู และให้ทุกคนมายอมรับอัตลักษณ์ของตัวเอง

การล้มล้างทุนนิยมคือเราต้องต่อต้านพวก 1% และทำเพื่อพวก 99% โดยสิ่งที่เราโจมตีคือระบบโครงสร้าง แตกต่างจากการบอกว่าเราจะกำจัดพวก 1% และพวก 99% จะดีขึ้น การบัญญัติถ้อยคำดังกล่าวเป็นไปเพื่อทำให้เห็นว่าเราอยู่ในระบบโครงสร้างที่ไม่เป็นผลดีต่อความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ แล้วจะทำอย่างไรกับระบบโครงสร้างนี้ แม้แต่แนวคิดมาร์กซ์เองก็ตาม การต่อสู้ทางชนชั้นไม่ได้หมายความว่าจะจับนายทุนมาเรียงหน้ากระดานแล้วยิงเป้าทิ้ง นายทุนชุดนี้หายไปก็มีชุดใหม่เกิดขึ้นอยู่ดี สู้ทำลายระบบที่ผลิตซ้ำชนชั้นนายทุนและกรรมาชีพไม่ดีกว่าหรือ

ที่สุดแล้วจะทำอย่างไรที่คนคนหนึ่งจะเข้าถึงเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายซ้ายได้ เขาต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง หรือเอนจอยเมนต์ไม่ใช่เรื่องที่จะพยายามหรืออยากเป็นได้

การพยายามหรืออยากจะเป็นนั้นยาก เราไม่สามารถตั้งเป้าไว้ได้ว่าตื่นมาวันนี้ฉันจะเอนจอยแบบฝ่ายซ้าย มันดูมีเหตุผลเกินไป แต่ด้านหนึ่งคือเราต้องเห็นรูปแบบของเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายขวาให้ได้ก่อน แล้วอาจจะช่วยลดความน่าดึงดูดไปได้ เช่นเราอาจให้คนใกล้ชิดคอยสังเกตว่าเราเอนจอยแบบฝ่ายขวาเมื่อไหร่

เมื่อเราเห็นรูปแบบของการเอนจอยแบบฝ่ายขวาแล้ว เราอาจปล่อยให้รถมีรอยขีดข่วนรอบคันโดยไม่ซ่อม เพราะเมื่อซ่อมเสร็จแล้วมีรอยขีดข่วนเกิดขึ้นอีกเราจะรู้สึกพลาดและพยายามหาความสมบูรณ์ใหม่ แต่ถ้าเราไม่ซ่อม ไม่พยายามหาความสมบูรณ์อีก สุดท้ายจะไม่มีวันที่ ‘ไม่ใช่’ เราอาจรู้สึกได้ว่าเราไม่เข้าพวก เราแปลกแยก

ด้านหนึ่งเราอาจจะรู้สึกว่าเราเข้าพวก แต่ก็สามารถมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราสูญเสียความเป็นสมาชิกของกลุ่มนั้นได้ตลอดเวลา เราถูกอเปหิได้ตลอดเวลา เช่น การเป็นแฟนทีมกีฬาหนึ่ง ถ้าทำอะไรผิดพลาดก็อาจถูกขับออก, การเป็นแม่ที่สุ่มเสี่ยงจะสูญเสียอัตลักษณ์นั้นได้หากทำสิ่งที่ถูกกล่าวว่าเป็นแม่ที่เลว เช่น ไม่คลอดโดยธรรมชาติ หรือไม่ให้นมลูก หรือเห็นงานดีกว่าลูก, การเป็นทหารในค่ายทหารที่มีการบูลลี่หรือคุกคามทางเพศ การยอมรับสิ่งนี้ทำให้คุณเป็นสมาชิก แต่ถ้าคุณเปิดโปงเรื่องนี้คุณก็จะถูกขับออกไป

เส้นแบ่งระหว่างการเป็นสมาชิกกับการถูกขับออกนั้นบางมาก ถ้าคุณเป็นสมาชิกของทีมกีฬาชายที่มักจะแกล้งกัน เล่นมุกเรื่องเพศ หรือจับอวัยวะเพศกัน หากคุณมองอวัยวะเพศของเพื่อนนานเกินไปหรือคุณทำมากกว่าจับเล่นๆ แสดงว่าคุณไม่ใช่พวกเรา มีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างชายแท้โคตรชายที่สามารถจับอวัยวะเพศเพื่อนได้กับเกย์ที่เบี่ยงเบนทางเพศและไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่ม ทำผิดนิดเดียวก็สามารถถูกขับออกไปได้แล้ว นั่นคือคุณค่าของอัตลักษณ์ เพราะมีความเสี่ยงมากที่จะสูญเสียไปได้ตลอดเวลา ทุกคนมีอัตลักษณ์ แต่อัตลักษณ์ไม่เคยทำให้ A=A

ถ้ามองการต่อสู้ทางการเมืองไทย ช่วงม็อบเยาวชนที่เกิดม็อบกระจายทั่วประเทศนั้นมีเอนจอยเมนต์แบบซ้ายบ้างไหม เรามองได้ไหมว่านั่นคือการสร้างแนวร่วมจากคนที่สูญเสียหรือบกพร่องภายใต้โครงสร้างการเมืองแบบนี้

เราสามารถเห็นได้หลายแบบ การเคลื่อนไหวของเยาวชนในช่วงที่ผ่านมามีหลายกลุ่มมาก ไม่ได้มีเสียงเดียว เพราะแนวทางการเคลื่อนไหวเป็นแบบยอดฮิตที่ลอกมาจากฮ่องกง ซึ่งฮ่องกงก็ลอกมาจากออคคิวพายวอลล์สตรีท (Occupy Wall Street) ที่ก็ลอกมาจากอาหรับสปริงอีกที เป็นการประท้วงแบบไร้แกนนำ ลุกฮือขึ้นโดยฉับพลัน ประสานงานกันโดยใช้โซเชียลมีเดีย เป็นรูปแบบแบบยอดฮิตในสองทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะดูเหมือนสำเร็จแต่ก็ล้มเหลวทั้งอาหรับสปริง ออคคิวพายฯ และฮ่องกง แล้วมันจะมาสำเร็จในไทยเหรอ ไม่มีทาง ผมไม่ได้บอกว่าไม่ควรจะลุกฮือนะ ควรจะลุกฮือ นั่นเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ

เมื่อเป็นรูปแบบนี้ก็จะมีหลายเสียงหลายกลุ่ม ไม่มีใครพูดแทนกันได้ ไม่มีใครเป็นแกนนำ กลุ่มที่มีคนตามมากๆ อย่างเยาวชนปลดแอกก็ไม่ได้เป็นผู้แทนหรือตัวกลางของกลุ่ม เวลาจะทำอะไรก็ต้องคำนึงว่าตนไม่ใช่ผู้นำและต้องเคารพความคิดเห็นของคนกลุ่มอื่น ด้วยบริบทเช่นนี้เลยมีหลายเสียงที่ไม่ลงรอยกัน และอาจมีเอนจอยเมนต์ทั้งในแบบซ้ายและขวาโผล่มาได้

ในช่วงแรกที่ม็อบพยายามทำข้อเสนอต่างๆ ก็จะเห็นว่าแตกต่างจากออคคิวพายฯ ที่ไม่สามารถมีข้อเรียกร้องได้ เพราะไม่มีใครพูดแทนใครได้ ซึ่งข้อเรียกร้องช่วงม็อบเยาวชนก็มีการพูดถึงการต่อต้านทุน พูดถึงปัญหาอุปสรรคมากมาย บางกลุ่มพยายามดึงกลุ่มไรเดอร์มาร่วมต่อสู้และเข้าสู่สหภาพแรงงาน แต่ก็ไม่ค่อยสำเร็จ มีข้อเรียกร้องเรื่อง ม.112 มีข้อเรียกร้องที่มีความเป็นสากลมากขึ้นคือกล่าวถึงปัญหาของทุน ปัญหาโครงสร้างทางสังคมที่อยุติธรรมโดยผ่านวลี ‘99% ต่อต้าน 1%’ เป็นต้น เป็นการพยายามให้เห็นถึงปัญหาโดยข้ามความเฉพาะของอัตลักษณ์ในแต่ละกลุ่ม แม้เรามีอัตลักษณ์เฉพาะ แต่เรามีปัญหาร่วมกัน จึงนำไปสู่ภาวะที่เราไม่มีความเท่าเทียมและเสรีภาพเหมือนกัน

แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเพ่งไปที่ไหน เพราะมีหลายเสียงหลายกลุ่ม มีทั้งกลุ่มที่เป็นลิเบอรัล หรือกลุ่มที่มีข้อเรียกร้องเฉพาะอย่างการไม่ใส่ชุดนักเรียน ด้วยรูปแบบของการเคลื่อนไหวนั้นยากจะระบุได้ว่าเป็นเอนจอยเมนต์แบบใดที่ชัดเจน สรุปคร่าวๆ ว่ามีทั้งซ้ายและขวา

ตั้งแต่มีเรื่องการเมืองข้ามขั้วหลังเลือกตั้ง 2566 จนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายมวลชนส้ม-แดงตามพรรคการเมืองที่เชียร์ หากมองผ่านเรื่องเอนจอยเมนต์เราจะเห็นอะไรจากปรากฏการณ์นี้

ผมไม่ได้มองก้าวไกลว่าเป็นฝ่ายซ้าย เพราะในบริบทไทยนั้นมีเฉพาะฝ่ายกลางไปสู่ขวาและขวาจัด ซ้ายของไทยก็คือกลางของโลก ก้าวไกลไม่ใช่ซ้ายจัดหรือซ้ายตกขอบแบบที่พวกขวาจัดไทยชอบด่า ผมไม่ได้บอกว่านโยบายเขาแย่ ซึ่งก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ในก้าวไกลมีปีกเล็กๆ ที่มีความเป็นซ้าย แต่ภาพรวมพรรคต้องรักษาฐานตรงกลางไว้และอาจขยับขวาขึ้นมาหน่อยก็ยังไม่น่าเกลียด เพราะเมื่อเพื่อไทยเทไปขวามากขึ้น ช่องว่างที่เพื่อไทยทิ้งไว้ทำให้ก้าวไกลขยับเข้ามาเพิ่มฐานคะแนนตัวเองได้

หลังเลือกตั้งตอนที่ประชุมสภาเพื่อเลือกพิธา ลิ้มเจริญรัตน์เป็นนายกฯ แล้วพิธาดีเบตกับชาดา ไทยเศรษฐ์เรื่อง ม.112 ซึ่งชาดาบอกว่าขอออกกฎหมายให้ยิงคนหมิ่นสถาบันฯ แล้วไม่ติดคุก แล้วพิธาก็กลายเป็นลิเบอรัลใสๆ บอกว่าไม่เห็นด้วย แต่ท่านมีเสรีภาพที่จะพูด เราต้องเปิดพื้นที่พูดคุยกัน ประเด็นคือเราจะไปโต้เถียงอะไรกับความคิดที่แย่ขนาดนั้น เราต้องบอกว่าความคิดนี้แย่สุดๆ ถ้าไม่ใช่สภาขวาจัดการพูดเช่นนี้คุณไม่สามารถมีที่ยืนในสังคมได้แน่นอน

สุดท้ายกลับไปสู่โจทย์ที่ว่าความแตกต่างและหลากหลายเหล่านี้เป็นคุณค่าที่ค่อนข้างกำกวม ฝ่ายขวาแอบอยู่หลังการเคารพความแตกต่างที่กำกวมนี้ แม้ฉันจะลากคนที่หมิ่นสถาบันฯ ไปยิงทิ้ง คุณก็ต้องเคารพฉัน เพราะนี่คือความแตกต่าง กลายเป็นว่าความแตกต่างและหลากหลายนั้นนับรวมเฉพาะแค่ฝ่ายกลางไปถึงฝ่ายขวาจัด ส่วนฝ่ายซ้ายหายไป

ภาพสะท้อนหนึ่งคือเรื่องสมรสเท่าเทียมในไทย ทั้งนักการเมืองและบริษัทต่างๆ ออกมาใช้สีรุ้งกันหมดเลย เพราะความแตกต่างและหลากหลายทางเพศวิถีเหล่านี้ไม่ได้ขัดง้างอะไรกับทุน ความน่าสนใจคือเราแตกต่างและหลากหลายทางอัตลักษณ์ในเพศวิถี แต่ไม่แตกต่างและหลากหลายในทางเลือกทางระบบเศรษฐกิจการเมือง มีทางเดียวคือทุนนิยม ภายใต้ทุนนิยมนี้มีชนชั้น ในบริบทนี้กลายเป็นว่าเราเลือกเพศได้ เราเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางชนชั้นได้เลย

นี่คือปัญหาของก้าวไกลถ้าคุณไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงและแตะทุนนิยม เพราะมันไม่ใช่แค่ปัญหาของทุนใหญ่ แบบวาทกรรมของเสื้อเหลืองเรื่องทุนสามานย์ ทุนพวกเราดี แต่ทุนพวกมันสามานย์ เมื่อเราไม่แตะเรื่องเศรษฐกิจการเมือง ไม่มองว่าทุนนิยมเป็นป้ายสุดท้ายและเป็นป้ายเดียวที่เป็นไปได้และเราเลิกโต้เถียงเรื่องนี้กัน ฝ่ายหัวก้าวหน้าก็ต้องมาเล่นเรื่องอัตลักษณ์แทนเพื่อรักษาความก้าวหน้าของตัวเอง โดยไม่ต้องแตะระบบโครงสร้างที่เป็นทุนนิยม

สุดท้ายจะกลายเป็นโลกที่เราสามารถเลือกเพศวิถีได้ แต่เราไม่สามารถเลือกเศรษฐกิจการเมืองได้ เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทุนนิยม ทุนนิยมไม่มีปัญหากับเพศวิถีที่แตกต่าง ขวาจัดบางกลุ่มอาจมีปัญหา แต่ไม่ใช่ทุนแน่ๆ

ผมมองว่าก้าวไกลเป็นพรรคลิเบอรัล พรรคกลางๆ (centrism) มีปีกที่ออกซ้ายนิดๆ และมีปีกที่ออกขวาบ้าง แต่เผอิญอยู่ในสังคมไทยจึงดูเป็นซ้ายจัด แต่ถ้าก้าวไกลถูกขจัดออกไป การเมืองก็จะเทไปทางขวาเข้าไปอีก แล้วจะไปกันใหญ่

แนวทางการสู้กับพวกชาตินิยมโดยคิดว่าพวกคลั่งชาติไม่มีความรู้ เราจึงต้องให้ข้อมูลเพิ่ม หากมองผ่านเรื่องเอนจอยเมนต์คงเห็นว่านี่เป็นการตีโจทย์ผิด แล้วอย่างนี้ควรจะสู้กับพวกคลั่งชาติอย่างไร

ไม่ใช่แค่เรื่องชาตินิยม บางครั้งคนมองว่าการเหยียดสีผิวเกิดจากอคติ มาจากความไม่รู้ เพราะมีสื่อหรือหนังสือประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายที่ให้ข้อมูลผิด เรื่องพวกนี้มักถูกตีโจทย์ว่าเป็นปัญหาของความไม่รู้ แต่ถ้าเราตั้งคำถามใหม่ว่า ทำไมคนเอนจอยชาติ ทำไมชาตินิยมน่าดึงดูด ชาตินิยมสร้างเอนจอยเมนต์ให้กับผู้คนได้อย่างไร เพราะเอนจอยเมนต์ไร้เหตุผล ไม่ได้อิงกับความรู้ และความรู้ไม่สามารถขจัดมันไปได้ ผู้คนพึงพอใจที่จะอยู่ในอคติ ทำเสมือนว่าตัวเองไม่รู้ต่อไป ธงชัย วินิจจะกูลหรือณัฐพล ใจจริงจะเขียนหนังสือไปทำไม ฉันไม่ได้อยากรู้ตั้งแต่แรก ฉันพึงพอใจที่จะอยู่ในความไม่รู้ต่อไป เป็นการสร้างเอนจอยเมนต์บางอย่าง

ถ้าเห็นว่าความรู้และเหตุผลไม่สามารถเอาชนะอคติและชาตินิยมได้แล้วเราจะสู้ได้อย่างไรนั้น

หนึ่ง ถ้าโจทย์ไม่ใช่เรื่องความรู้ เราต้องเน้นการรบกวน ทำให้ผู้คนเห็นถึงเอนจอยเมนต์ที่เขามีต่อชาติ หากชาตินิยมต้องอาศัยการคลั่งศัตรู เราก็ต้องทำให้คนเห็นว่านี่แค่เป็นการเปลี่ยนเครื่องมือ เปลี่ยนพื้นที่การต่อสู้ ทำให้คนเห็นว่าชาตินั้นโชกเลือด กว่าจะสร้างชาติมาได้มีศัตรูไม่มีวันหมดสิ้น อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งละอายใจว่าแฟนตาซีของเขาถูกเปิดโปงว่า ความฝันถึงชาติที่สมบูรณ์และไม่มีความขัดแย้งนั้นโชกเลือดและมีราคาสูง หาวิธีเปิดโปงให้คนเห็นว่าสิ่งที่เขากำลังเอนจอยเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด เป็นสิ่งที่น่าละอาย

สอง มีวิธีการร้อยชาติในแบบใหม่ เรื่องนี้ยากสุดๆ ตัวอย่างอัตลักษณ์แห่งชาติอังกฤษดั้งเดิมคือ god-king-country (พระเจ้า-กษัตริย์-ชาติ) แต่ละคำถือว่าเฉพาะ กีดกัน และแบ่งแยกมาก แต่ถ้าอัตลักษณ์ของชาติถูกร้อยเข้าด้วยกันในลักษณะใหม่ เช่น เปลี่ยนมาเป็น ป่าไม้-หน้าผา-หมาคอร์กี้หรืออาหารแย่ๆ ก็จะนำไปสู่ความเป็นชาติที่แตกต่าง เป็นไปได้หรือไม่ที่คุณจะร้อยชาติเข้าด้วยกันในลักษณะที่ไม่ต้องอาศัยศัตรู

ในทางที่พอปฏิบัติได้ ผมยังเห็นความสำคัญของการใช้แนวคิดความเป็นสากลมาคัดง้างกับชาตินิยม ถ้าเรามองว่าการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในปาเลสไตน์ อิหร่าน ฮ่องกง หรือไทยเป็นเรื่องเดียวกันก็จะช่วยลดความเฉพาะหรือความเป็นชาตินิยมลงมาได้ เป็นการเน้นสิ่งที่เราไม่มีร่วมกันและความพร่องต่างๆ แทน สุดท้ายซ้ายต้องเป็นสากล เมื่อชาตินิยมเป็นความเฉพาะมากๆ เราก็เอาความเป็นสากลมาคัดง้างความเฉพาะ

หากเรามองว่าชาตินิยมเป็นปัญหาเรื่องการให้ความรู้ที่ผิดพลาดเกี่ยวกับอดีต ทั้งจากบทเรียน หนังสือประวัติศาสตร์ ตำราในโรงเรียน หรือสื่อต่างๆ แต่อย่าลืมว่าชาตินิยมก็ต้องอาศัยความเพ้อเจ้อและแฟนตาซีในการมองอนาคตด้วย เช่น เรามองว่าตัวเองเป็นใคร จินตนาการไปว่าในอนาคตเราจะสมบูรณ์อย่างไร และเราอยากให้คนชาติอื่นรับรู้และมองเราอย่างไร ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้ ภาพจำ ภาพแทนมากมายที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่รวมไปถึงแพสชัน เอนจอยเมนต์ และแฟนตาซีของพวกเขาเกี่ยวกับชาติ อยู่ที่ว่าเราจะไปรบกวนมันได้อย่างไร

การบรรลุเอนจอยเมนต์แบบฝ่ายซ้ายหรือการมีเป้าหมายเรื่องการเมืองแบบสากลถูกวิจารณ์ว่าเป็นอุดมคติ คุณคิดว่ามันเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้หรือเปล่า

ความเป็นสากลมักถูกวิจารณ์ว่าไม่มีอยู่จริง หรือถูกมองว่าเป็นแค่ความเฉพาะที่อาศัยอำนาจอ้างว่าตัวเองเป็นสากล หรือถูกมองว่าเป็นคุณค่าของคนผิวขาวในช่วงเวลาหนึ่ง หรือถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนอำนาจของบางชนชั้น

หลายทศวรรษที่ผ่านมาฝ่ายที่วิจารณ์ความเป็นสากลมักเสนอว่า ความเป็นสากลที่ไม่กีดกันนั้นไม่มีหรอก ความเป็นสากลก็ต้องกีดกันอยู่ดี เพราะความเป็นสากลต้องอาศัยการมีอะไรร่วมกัน เราเป็นมนุษย์เหมือนกันก็กีดกันสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ และหากความเป็นสากลคือมนุษย์ที่มีเหตุผล แล้วพวกที่ถูกมองว่าเป็นอมนุษย์ด้อยเหตุผลก็ถูกกีดกันออกไป

การเสนอเรื่องความเป็นสากลมาจากฝ่ายซ้ายหลายคนที่ศึกษามาก่อนอย่างสลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek) ท็อดด์ แม็คโกแวน ว่าเราสามารถสร้างความเป็นสากลที่ไม่กีดกันได้ เพราะตั้งอยู่บนฐานของสิ่งที่เราไม่มีร่วมกัน คือความขาดพร่อง สิ่งที่เราไม่มีร่วมกันนั้นไม่ใช่คุณสมบัติเชิงบวกที่สามารถจับต้องหรือเห็นได้ ถ้าเรานำสิ่งนี้มาขับเคลื่อน ความเป็นสากลก็จะไม่ใช่เฉพาะของกลุ่มใด เพราะไม่มีใครครอบครองได้จึงไม่ต้องกีดกันใครออก

เราตระหนักดีว่าความเป็นสากลถูกใช้ในรูปแบบที่เลวร้ายมากมายในประวัติศาสตร์ เช่น เจ้าอาณานิคมผิวขาวอ้างว่าตัวเองเป็นสากล แล้วมาสร้างอาณานิคมและนำคุณค่าของตัวเองมายัดเยียดในพื้นที่ต่างๆ

เราตระหนักดีว่ามีนักคิดนักปรัชญามากมายที่กล่าวถึงคุณค่าที่เป็นสากลอย่างเฮเกล คานต์ หรือแม้แต่มาร์กซ์เอง พวกเขาอาจมีการเหยียดสีผิว เอนจอยแบบฝ่ายขวา หรือมองว่ามนุษย์ไม่เท่ากัน คนต่อต้านความเป็นสากลมักวิจารณ์นักคิดเหล่านี้ว่าเป็นคนผิวขาวเหยียดสีผิวและใช้คุณค่าความเป็นสากลไว้กดขี่ข่มเหงผู้อื่น ผมคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของความคิดเรื่องความเป็นสากล แต่เป็นความผิดพลาดของปัจเจกบุคคล เป็นความล้มเหลวของเฮเกลในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความล้มเหลวของความคิดของเฮเกลหรือมาร์กซ์ แล้วถ้ามันไม่ใช่ความล้มเหลวของแนวคิด หลักการ และคุณค่า เราก็ยังสามารถปกป้องมันได้

ถ้าเราปรับความคิดของความเป็นสากลว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เรามีร่วมกัน แต่เป็นสิ่งที่เราขาดเหมือนกัน แปลกแยกและไม่เข้าพวกเหมือนกัน สิ่งนี้ก็สร้างความเป็นสากลได้เช่นเดียวกัน แล้วจะทำให้เราไปพ้นจากปัญหาของความเป็นสากลแบบที่อาศัยคุณสมบัติร่วมซึ่งสุดท้ายจะมีการกีดกันและอาจเป็นแค่คุณค่าของกลุ่มที่มีอำนาจที่สุดในช่วงเวลานั้น

เรื่องจิตวิเคราะห์กับการเมืองมีอะไรที่สนใจศึกษาต่อไปไหม

เราสามารถอธิบายตามทฤษฎีได้ว่าทำไมคนมองว่าอนุรักษนิยมน่าดึงดูด แต่ถ้ามีโอกาสสัมภาษณ์เก็บข้อมูลระดับปัจเจกบุคคลก็น่าสนใจ จะทำให้ได้ข้อมูลที่จับต้องได้ เป็นเชิงประจักษ์มากขึ้น แต่ผมก็ยังพอใจศึกษาในระดับทฤษฎีมากกว่า ซึ่งในระดับทฤษฎีก็คงลงลึกได้มากกว่านี้ว่าทำไมทุนนิยมจึงน่าดึงดูด

ผมสอนแต่วิชาทฤษฎีทางเลือก ไม่ได้เป็นกระแสหลัก แต่จิตวิเคราะห์ก็ถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ฝ่ายซ้ายสามารถนำไปใช้ได้ อย่างน้อยก็ในระดับการวิเคราะห์วินิจฉัยปัญหา สามารถเปิดพื้นที่ทางการต่อสู้ได้เพิ่มขึ้น หรือสามารถช่วยอธิบายปรากฏการณ์ของฝ่ายขวาได้ดีขึ้น เพราะมันมากกว่าเรื่องความรู้ เช่น การถามว่าสลิ่มโง่จริงไหม ถ้าเรามองว่าเขาเป็นตัวแสดงที่ขาดพร่อง เอนจอยและมีแรงปรารถนาไม่ต่างกับเรา ก็ต้องพยายามตอบให้ได้ว่าทำไมเขาจึงเอนจอยและปรารถนาสิ่งนั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...