Gen Y ว่าที่กลุ่มอายุที่รวยสุดในประวัติศาสตร์ แต่จะไหวหรือไม่ กับการเป็นเศรษฐี
เปิดประเด็นล้วงลึก Gen Y กลุ่มอายุที่จะรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่อาจไม่พร้อมรับมือ ชี้คนกลุ่ม Gen Y อาจไม่พร้อมกับการเป็นเศรษฐี
ในบรรดาคนรุ่นต่าง ๆ นั้น คนที่อยู่ใน กลุ่มเจนวาย (Gen Y) หรือที่เรียกกันว่าMillennial นั้นเป็นกลุ่มประชากรที่มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นเศรษฐี และเป็นกลุ่มช่วงวัยที่ร่ำรวยมั่งคั่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ในช่วง 20 ปีข้างหน้า
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโอกาสดังกล่าว แต่ก็เป็นที่วิเคราะห์กันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญว่า คนกลุ่มGen Y อาจไม่สามารถเตรียมพร้อม หรือรับมือกับความมั่งคั่งเหล่านั้นได้ เนื่องจากมักจะให้ความสำคัญกับความสำเร็จในระยะสั้นหรือระยะกลาง มากกว่าคนกลุ่มเจนเอ็กซ์ (Gen X) หรือกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) ซึ่งเป็นรุ่นพ่อแม่ ที่มักจะให้ความสำคัญกับความสำเร็จในระยะยาว การสร้างครอบครัว และการเก็บเงินไว้ใช้ยามแก่เฒ่าหลังเกษียณ
แล้วเพราะเหตุใด คนกลุ่มGen Y จึงจะกลายเป็นกลุ่มประชากรที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำไมพวกเขาถึงอาจไม่พร้อมรับมือกับความรวย เรามาวิเคราะห์เจาะลึกไปพร้อม ๆ กันเลย
การถ่ายโอนความมั่งคั่งที่ใกล้จะมาถึง
ความมั่งคั่งที่คนกลุ่ม เจนวาย (เกิดในช่วงปี 2524-2539) จะได้รับนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้รับรับมรดก หรือการส่งต่อทรัพย์สินจากปู่ย่าตาย หรือพ่อแม่ ซึ่งเป็นกลุ่ม Silent Generation (เกิดในช่วงปี 2471 - 2488) และกลุ่ม Baby Boomer (เกิดในช่วงปี 2489 - 2507)
Knight Frank บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ประมาณการไว้ว่า การส่งต่อความมั่งคั่งดังกล่าวจะมีมูลค่ามหาศาล สูงถึง 90 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 20 ปีข้างหน้า และส่งผลให้คนกลุ่ม เจนวาย กลายเป็น "Richest Generation" หรือกลุ่มประชากรที่ร่ำรวยที่สุด
การส่งต่อมรดกความมั่งคั่งจากรุ่นสู่นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบในการบริหารจัดการ และการทำให้สินทรัพย์เหล่านี้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย โดยการได้รับการส่งต่อความมั่งคั่งจำนวนมหาศาลนี้ได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามว่า คนกลุ่ม Gen Y มีความพร้อมในการรับมือกับสินทรัพย์ที่เข้ามาอยู่ได้หรือไม่ หรือรับมือได้มากน้อยเพียงใด โดย
ภาพที่ถูกเหมารวมของคนGen Y : ไม่พร้อม ไม่ไหว ไม่ทน
ภาพเหมารวม หรือ Stereotype ของคนกลุ่ม เจนวาย คือ มักถูกวิจารณ์ว่า ขาดความจริงจัง เกียจคร้าน และใช้จ่ายฟุ่มเฟือย โดยเต็มใจที่จะควักกระเป๋าใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุข เช่น ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ซื้อข้าวของราคาแพง และหมดเงินไปกับการเที่ยว แทนที่จะเก็บออมไว้สำหรับการลงทุนในระยะยาว เช่นการซื้อบ้าน
โดย นายซัลวาตอร์ บุสเซมี ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของ Brahmin Partners แสดงความกังวลถึงความพร้อมของคนGen Y โดยระบุว่าคนกลุ่ม เจนวาย ขาดความรับผิดชอบทางการเงิน และไม่มีการเตรียมตัวได้ดีเท่ากับคนรุ่นก่อน ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เป็นผู้สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาเองกับมือ
นายบุสเซมี ชี้ว่า เมื่อถึงเวลาที่คนกลุ่มGen Y จะได้รับมรดก หรือได้สานต่อความมั่งคั่ง พวกเขาก็จะมีอายุประมาณ 40 ปี และอาจขาดความสามารถในการเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตนเองหรือการลงทุนต่าง ๆ พร้อมเน้นย้ำว่าคนกลุ่มGen Y ไม่เคยถูกผลักดันให้เรียนรู้ทักษะเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมตั้งคำถามว่า พวกเขาจะมีแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะเหล่านี้ในภายหลังหรือไม่
พฤติกรรมการเงินของคนGen Y : ภาระในฐานะคนตรงกลาง
ข้อมูล RBC Wealth Management ชี้ว่า ในขณะที่คนรุ่นก่อน ๆ ให้ความสำคัญกับการเก็บเงินเพื่อเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้น คนกลุ่มGen Y นั้นมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายระยะสั้นมากกว่า
แม้ว่าพวกเขาจะเคยเผชิญกับวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 มาแล้ว แต่ประสบการณ์นี้ยังนับว่า "ห่างไกล" ซึ่งเทียบไม่ได้กับประสบการณ์จากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่คนรุ่นปู่ย่าตายายต้องเผชิญ และผลกระทบที่ตามมาซึ่งส่งผลต่อคนรุ่นพ่อแม่ และประสบการณ์นั้นได้หล่อหลอมและส่งอิทธิพลต่อทัศนคติด้านเงินของคน 2 กลุ่มนี้เป็นอย่างมาก
ด้านข้อมูลจาก LendingClub บ่งชี้ว่า คนกลุ่มGen Y มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะใช้ชีวิตแบบเดือนต่อเดือน โดยคิดเฉพาะเดือนนี้ก่อน เดือนหน้าค่อยว่ากัน เนื่องจากพวกเขาเผชิญกับการเป็น "Sandwich Generation" หรือกลุ่มที่อยู่ตรงกลางในการรับผิดชอบภาระทางการเงิน 2 ทาง ทั้งการเลี้ยงดูลูก และการส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่ที่แก่ชรา
ความรับผิดชอบแบบ 2 ทางนี้ส่งผลให้คนกลุ่มGen Y เผชิญกับความกดดันและความเครียดทางการเงินสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย และการเก็บเงินของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ คนกลุ่มGen Y จึงปรารถนาที่จะแสวงหาความสุข ความพึงพอใจ หรือความเพลิดเพลินชั่วคราว เช่น การกินข้าวอร่อย ๆ นอกบ้าน การซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเติมเต็มความสุข ซึ่งอาจบดบังความสำคัญของการเก็บออมเพื่อเป้าหมายทางการเงินที่ใหญ่กว่า
ความแตกต่างของGen Y : ผู้รับมรดกสานต่อความรวย VS ผู้สร้างตัวและรวยด้วยมือตัวเอง
คนกลุ่มGen Y ที่เป็นผู้ที่รับมรดกความมั่งคั่งร่ำรวยมาจากพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย กับผู้ร่ำรวยด้วยตัวเองจากการทำงานหนักเพื่อสร้างตัว นั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มที่สร้างตัวขึ้นมาเอง มักจะสามารถควบคุมเรื่องการใช้เงินได้ดีกว่า และมีความมั่นใจในความสามารถในการสร้างรายได้และหาเงิน ในกรณีที่ต้องสูญเสียเงินไป เช่นการขาดทุน หรือธุรกิจมีปัญหา เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันแล้ว สามารถรับมือกับความท้าทายและความไม่แน่นอนได้
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่สืบทอดรับมรดกความมั่งคั่งมาจากรุ่นก่อน อาจขาดความมั่นใจในความสามารถของตนในการบริการจัดการความมั่งนั่นนั้น ๆ พวกเขาอาจรู้สึกสบายใจในสถานการณ์ที่คาดเดาได้ และอาจตื่นตระหนกเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มGen Y ที่รับรู้อยู่แล้วว่าจะได้รับการสานต่อมรดกจากพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย จะมีความใคร่ครวญและคำนึงถึงอิทธิพลที่ได้รับจากความมั่งคั่งเหล่านี้ โดยพวกเขาจะมีความมั่นใจ มองว่าตนเองคือผู้ดูแลทรัพย์สินขนาดใหญ่ และมีแรงจูงใจในการใช้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หรือใช้เงินไปเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับโลก
ประเด็นที่ต้องคำนึงถึง
สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งทั้งสำหรับคนกลุ่ม เจนวาย เอง และสังคมโดยรวม คือการทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งถึงการเปลี่ยนแปลงในขณะที่เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านความมั่งคั่ง โดยสรุปแล้ว แม้ว่าคนกลุ่ม เจนวาย อาจจะได้รับโอกาสมากมายจากการได้สานต่อความร่ำรวยจากคนรุ่นก่อน ๆ แต่ความพร้อมและแนวทางในการจัดการทางเงินของพวกเขาจะเป็นตัวกำหนดแนวทางในการรับมมือกับความท้าทายและโอกาสเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญ
อ้างอิง : cnbc.com
โดย กองบรรณาธิการ การเงินธนาคาร
📌อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌