โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวบ้านสามัญชน ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ใครบอกคุณว่าประวัติศาสตร์ชนชาติไทย ไม่มีเรื่องของชาวบ้าน บทความโดย : ศิราวุธ ภุมมะกสิกร นักเขียนอาวุโส The Structure

The Structure

อัพเดต 05 มิ.ย. 2567 เวลา 19.09 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2567 เวลา 12.09 น. • The Structure

ชาวบ้านสามัญชนในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ใครบอกคุณว่าประวัติศาสตร์ชนชาติไทย ไม่มีเรื่องของชาวบ้าน

บุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะของชาติใดก็ตาม จะเป็นบุคคลที่มีความเป็นผู้นำ หรือความกล้าหาญที่พยายามที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในหน้าประวัติศาสตร์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่บุคคลเหล่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ปกครองประเทศ พระมหากษัตริย์ และขุนนางใหญ่ เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ล้วนแต่ทำหน้าที่ผู้นำ ที่มีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น ๆ

แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการบันทึกชื่อของสามัญชน ชาวบ้านคนทั่วไปในหน้าประวัติศาสตร์อยู่เลย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบุคคลเหล่านั้นจะปรากฏตัวขึ้นในภาวะที่ประเทศเกิดวิกฤติ ซึ่งนี่คือสถานการณ์ที่สร้างวีรบุรุษ ที่พยายามที่จะกอบกู้สถานการณ์ ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว พวกท่านเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวก็ตามสำหรับในประวัติศาสตร์ชาติไทยของเรา มีปรากฎชาวบ้านสามัญชนในหน้าประวัติศาสตร์ดังต่อไปนี้

— ชาวบ้านบางระจัน —ตัวอย่างสามัญชนที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ไทยก็คือ “ชาวบ้านบางระจัน” ซึ่งมีผู้ที่ได้รับการจารึกนามทั้งสิ้น 12 ท่านประกอบด้วย พระอาจารย์ธรรมโชติ,นายจันหนวดเขี้ยว, นายโชติ, นายดอก, นายทองแก้ว, นายทองเหม็น, นายทองแสงใหญ่, นายแท่น, นายเมือง, พันเรือง, ขุนสรรค์ และนายอิน ซึ่งพวกท่านเป็นผู้นำชาวบ้านบางระจัน และชาวบ้านจากชุมชนข้างเคียง มารวมตัวกันเพื่อทำศึกต่อต้านกองทัพพม่า ที่เข้ามารุกราณกรุงศรีอยุธยาอย่างกล้าหาญ ถึงแม้ว่าสุดท้ายพวกท่านจะล้มเหลวในการต่อต้านกองทัพพม่า แต่วีรกรรมของพวกท่าน ได้สร้างความประทับใจให้แก่ลูกหลานชาวไทยอย่างไม่รู้ลืม แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาแล้วกว่า 200 ปี— ขุนรองปลัดชู และอาสาสมัครชาวบ้าน 400 คน —ขุนรองปลัดชู ถือเป็นอีกหนึ่งวีรชนร่วมสมัยกับชาวบ้านบางระจัน เดิมชื่อนายชู เป็นชาวบ้านเขตเมืองวิเศษชัยชาญ (อำเภอวิเศษชัยชาฐ จ.อ่างทองในปัจจุบัน) เป็นครูดาบอาทมาตผู้มีฝีมือ และมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก เป็นที่เคารพนับถือของผู้คน จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ปลัดเมือง” ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักในนาม “ขุนรองปลัดชู”เมื่อคราวที่พม่ายกทัพเข้ามาโจมตีกรุงศรีอยุธยาก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ขุนรองปลัดชู พร้อมด้วยชาวบ้านทั้ง 400 คนได้มารวมตัวกันจัดตั้ง “อาสาสมัครกองอาทมาต” เพื่อช่วยเหลือทางการรบกับพม่า ซึ่งกองอาสาของท่านได้ทำการรบกับกองทัพพม่าอย่างกล้าหาญแต่ในท้ายที่สุดแล้ว น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ กองอาสาที่มีกำลังพลเพียง 400 นาย ย่อมมิอาจสู้กองทัพพม่าที่มีกำลังพลเหนือกว่าหลายสิบเท่าได้ ขุดรองปลัดชูพร้อมด้วยอาสาชาวบ้านทั้งหมด ถูกสังหารสิ้น ที่อ่าวหว้าขาว (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)— พระยาพิชัยดาบหัก — พระยาพิชัยดาบหัก แต่เดิมทีเป็นชาวเมืองพิชัย อุตรดิตถ์ เป็นลูกชาวบ้านธรรมดานาม จ้อย มีใจรักและฝีมือในเชิงมวย อีกทั้งยังมีความสามารถในการอ่านเขียน แต่แล้ววันหนึ่งมีเหตุให้จ้อยต้องหนีออกจากบ้าน ไปจนถึงวัดบ้านแก่ง และฝากตัวเป็นศิษย์ของครูมวยที่นั่น เปลี่ยนชื่อตนเองเป็นทองดี จนกระทั่งในเวลาต่อมาก็มีเหตุให้เขาต้องออกจากสำนัก เร่ร่อนเดินทางไปเรื่อย ๆ

วันหนึ่งเมื่อนายทองดีเห็นการแสดงงิ้ว เขาอยู่ดูงิ้วอยู่ถึง 7 วัน 7 คืน เพื่อจดจำท่ากายกรรม หกคะเมน ตีลังกากระโดดข้ามศีรษะคนยืน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับวิชามวย และเข้าเรียนวิชาดาบที่เมืองสวรรคโลก ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความใฝ่รู้ของเขาในการศึกษาร่ำเรียนวิชาศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะศิลปะการต่อสู้ และวิชาการอ่านเขียน

นายทองดี ขึ้นชกมวยจนมีชื่อเสียงเลื่องลือ อีกทั้งยังเคยฆ่าเสือเพื่อช่วยชีวิตนายบุญเกิด ลูกศิษย์ของท่าน (ต่อมาได้รับการอวยยศเป็นหมื่นหาญณรงค์) จึงทำให้เขายิ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว จนเมื่อเขาได้มาชกมวยที่เมืองตาก ต่อหน้าเจ้าเมืองตาก (ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช) และได้สร้างความประทับใจให้แก่เจ้าเมืองตาก จนเชื้อเชิญให้นายทองดีเข้ารับราชการเป็นทหารของเจ้าเมืองตาก ได้รับการอวยยศเป็น “หลวงพิชัยอาสา”

หลวงพิชัยอาสา ติดตามเจ้าเมืองตากไปช่วยราชการสงครามในสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 จนถึงวันสถาปนากรุงธนบุรี และมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการตามลำดับ จนได้เป็น พระยาพิชัยปกครองเมืองพิชัยอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนแต่เยาว์วัยฉายา “พระยาพิชัยดาบหัก” ได้มาจากการดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองพิชัยนี้เอง โดยท่านนำกองทหารออกรบปกป้องเมืองพิชัยจากกองทัพพม่าด้วยการใช้ดาบสองมือ และรบอย่างสุดความสามารถจนดาบข้างขวาหักเป็นสองท่อน แต่ก็ยังทำการรบต่อจนได้รับชัยชนะ— สมเด็จเจ้าแตงโม —สมเด็จเจ้าแตงโม เป็นสมเด็จพระสังฆราชที่พระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาหลายพระองค์ให้ความเคารพนับถือ รวมไปถึงสมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างสูง

แต่เดิมทีท่านเป็นเด็กกำพร้าที่มีฐานะยากจนมาก ๆ ได้แต่ทานน้ำประทังความหิว จนวันหนึ่งเห็นเปลือกแตงโมลอยมากับน้ำ จึงแอบคว้าเปลือกแตงโมลงไปกินใต้น้ำ จนเพื่อน ๆ ต่างพากันล้อเลียนว่า “เด็กแตงโม” แต่ในเวลาต่อมาได้มีโอกาสบวชเรียน และสามารถเรียนรู้สรรพวิชาได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งยังมีความสามารถในการแสดงธรรมได้อย่างน่าประทับใจ จนชาวบ้านต่างพากันเลื่อมใส และท่านยังขวนขวายศึกษาพระปริยัติจากครูบาอาจารย์หลายท่าน มีชื่อเสียงเลื่องลือ เป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คน จนแม้พระเจ้าแผ่นดินยังทรงเลื่อมไส โปรดให้เป็นอาจารย์สอนหนังสือพระราชบุตร พระราชนัดดา และได้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช— สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช —สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถึงแม้ว่าพระองค์ท่านจะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทย ผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาวไทยคืนมาจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แต่พระชาติกำเนิดของพระองค์ท่านนั้น เป็นเพียงลูกพ่อค้าชาวจีนสามัญชนนาม “นายหยง แซ่แต้” กับนางนกเอี้ยง สามัญชนชาวไทย

เมื่อทรงเจริญพระชันษามากขึ้น ทรงประกอบอาชีพค้าขาย และในเวลาต่อมาทรงตัดสินพระทัยเข้ารับราชการ จนในเวลาต่อมาทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองตากเมื่อถึงคราวที่กองทัพพม่ายกทัพเข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา ทรงออกรบป้องกันเมืองอย่างสุดความสามารถ แต่ในเวลาต่อมา ทรงเล็งเห็นแล้วว่ากรุงศรีอยุธยาจะแตกอย่างแน่นอน จึงทรงรวบรวมไพร่พลตีฝ่าวงล้อมออกไปตั้งหลัก สั่งสมกำลังพลเพื่อการยึดกรุงศรีอยุธยาคืนแต่เมื่อทรงยึดอยุธยาคืนจากพม่าได้ ก็พบว่าสภาพของอยุธยาชำรุดทรุดโทรมเกินกว่าที่จะรักษาป้องกัน จึงทรงสถาปนาเมืองหลวงใหม่ที่กรุงธนบุรี และทรงทำสงครามกับก๊กต่าง ๆ เพื่อรวบรวมแผ่นดินให้กลับมาเป้นปึกแผ่นมั่นคงเช่นเดิมด้วยความที่พระองค์ทรงมักจะออกรบบนหลังม้า จึงทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งทหารม้าไทย” ของกองทัพบกไทย และเนื่องจากทรงยกกำลังมากู้กรุงศรีอยุธยาคืน ด้วยการเคลื่อนกำลังพลทางเรือ จึงทรงได้รับการเคารพนับถือจากทหารนาวิกโยธินของไทยอีกด้วยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีพระชาติกำเนิดจากสามัญชน ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ไม่เพียงแต่จะทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ของแล้ว ยังทรงได้รับการยกย่องในภายหลังให้เป็น 1 ใน 9 มหาราชของประเทศไทยอีกด้วย— สรุป —บุคคลทั้งหมดนี่กล่าวถึงนี้นั้น เป็นบุคคลในหน้าประวัติศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะเห็นได้ว่าพวกท่านทั้งหลายที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น ต่างล้วนแต่มีกำเนิดเป็นเพียงสามัญชน ชนชั้นไพร่เหมือน ๆ กันหมดทั้งสิ้นแต่พวกท่านเหล่านั้นต่างล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความสามารถ จนได้รับการจารึกนามในหน้าประวัติศาสตร์ไทยของพวกเรา

นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าในอดีต ประเทศไทยของเราจะเคยปกครองประเทศด้วยระบอบศักดินาเหมือนอย่างในยุโรป และประเทศจีน แต่สังคมไทยในอดีตนั้น เปิดกว้างให้แก่ผู้ที่มีความสามารถ โดยมิได้เกี่ยงชาติกำเนิดเสมอ เป็นสังคมแห่งโอกาสมาแต่ครั้งโบราณ

ดังนั้นการกล่าวว่าวิชาประวัติศาสตร์ของไทย เป็นวิชาด้อยพัฒนา เพราะมีแต่การท่องจำชื่อราชธานี และพระมหากษัตริย์นั้น จึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิงสังคมไทยของเรานั้น เป็นสังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถได้ไต่เต้า เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาตั้งแต่ครั้งอดีตกาลแล้ว

บทความโดย : ศิราวุธ ภุมมะกสิกร นักเขียนอาวุโส The Structure

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...