รู้จัก 9 ประโยชน์ของกาแฟ ดื่มอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ
รู้จัก 9 ประโยชน์ของกาแฟ ดื่มอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ
ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่หันมานิยมดื่มกาแฟกันมากขึ้น โดยเฉพาะกับเด็กรุ่นใหม่วัยเริ่มทำงาน หรือจะเป็นวัยทำงานก็ดี ที่มักจะนิยมดื่มกาแฟในยามเช้า ไม่ว่าจะเป็นเพราะความหลงใหลในรสชาติขมแต่กลมกล่อมและอร่อยนุ่ม หรือจะเพราะคาเฟอีนที่ช่วยทำให้เรารู้สึกตื่นตัว ถึงแม้ว่าเอกลักษณ์ของกาแฟจะทำให้คนนิยมมาดื่มกันมากขึ้นแต่ก็แฝงมาด้วยโทษเช่นกัน หากเราดื่มอย่างไม่ระมัดระวัง บทความนี้ The Room 44 เลยอยากจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านมารู้จัก 9 ประโยชน์ของกาแฟ ดื่มอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ กันค่ะ
9 ประโยชน์ของ "กาแฟ"
1. เพิ่มระดับพลังงาน
คาเฟอีนในกาแฟจะเข้าไปเปลี่ยนระดับสารสื่อประสาทบางชนิดในสมอง จึงช่วยกระตุ้นพลังงาน และลดความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหลายคนจึงมักจะเลือกดื่มกาแฟทุกเช้าหลังตื่นนอน
2. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้
รู้หรือไม่การดื่มกาแฟเป็นประจำ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในระยะยาว อาจเป็นเพราะกาแฟช่วยรักษาการทำงานของเซลล์เบตาในตับอ่อน ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดนั่นเอง
3. บำรุงสมอง
จากงานวิจัยบางชิ้นพบว่า การดื่มกาแฟช่วยป้องกันการเกิดของโรคอัลไซเมอร์ได้ รวมถึงโรคพาร์กินสัน และป้องกันความสามารถในการเรียนรู้และเข้าใจลดลงด้วย
4. ช่วยควบคุมน้ำหนักได้
กาแฟอาจช่วยให้ร่างกายควบคุมน้ำหนักได้ และอาจช่วยลดไขมันในร่างกายได้อีกด้วย รายงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า คนที่ดื่มกาแฟมักเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อนบ่อยๆ และนั่นอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กาแฟช่วยควบคุมน้ำหนักได้ทางอ้อมอีกด้วย
5. ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้า
รายงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การดื่มกาแฟอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าได้ และยังอาจช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายได้อีกด้วย
ดื่มกาแฟอย่างไรดีต่อสุขภาพ??
1.ช่วงเวลาสายๆ ระหว่าง 9.30-11.30 น.
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มกาแฟ เพื่อให้คาเฟอีนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือช่วงเวลาสายๆ ระหว่าง 9.30-11.30 น. เพราะจริงๆ แล้ว ในแต่ละคนแม้ว่าจะมีสุขภาพร่างกายที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการทำงานของ “นาฬิกาชีวิต” ที่คอยส่งสัญญาณผ่านร่างกายบอกเราตลอดว่า เวลาไหนควรตื่น ควรกิน ควรนอน
การทำงานของนาฬิกาชีวิตของเรา มักส่งฮอร์โมน คอร์ติซอล ที่ทำให้เราตื่นตัวออกมาในช่วง
8.00-9.00 น. ซึ่งหมายความว่าร่างกายของเรามีความตื่นตัวเหมือนได้รับคาเฟอีนตามธรรมชาติโดยอัตโนมัติในช่วงเวลาดังกล่าวโดยที่ไม่จำเป็นต้องดื่มกาแฟ ดังนั้นการดื่มกาแฟในช่วงเวลานี้จึงไม่ค่อยมีประโยชน์นัก
นอกจากนี้ การดื่มกาแฟเพื่อเพิ่มคาเฟอีน กระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าโดยไม่จำเป็น เพราะมีการทำงานของฮอร์โมนคอร์ติซอลอยู่แล้ว เปรียบเสมือนการกินยาทั้งที่ไม่ได้ป่วย อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกับ “ดื้อยา” กล่าวคือ เราอาจต้องดื่มกาแฟมากกว่าปกติเพื่อให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าหายง่วงขึ้นมานั่นเอง
2. ไม่ควรดื่มกาแฟตอนท้องว่าง
เราควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟตอนท้องว่าง ข้อมูลจาก อ.ดร. อมรรัตน์ อรุณนวล ภาควิชาโภชนศาสตร์เขตร้อน และวิทยาศาสตร์อาหาร พูดถึงการดื่มกาแฟในช่วงเวลาท้องว่างไว้ว่า ปกติแล้วกระเพาะอาหารของคนเรามักมีการหลั่งกรดที่มีชื่อว่า ไฮโดรคลอริก ทำให้กระเพาะอาหารมีสภาวะเป็นกรด ซึ่งจะไปกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ ที่อยู่ในกระเพาะอาหาร กาแฟที่มีคาเฟอีนจะไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากเราดื่มกาแฟในช่วงที่ท้องว่าง อาจทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากขึ้น
3. สามารถจิบกาแฟทีละเล็กละน้อยไปตลอดทั้งวันได้
การจิบกาแฟทีละเล็กละน้อยระหว่างวัน ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณคาเฟอีนในแต่ละช่วงเวลาน้อย และไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานในระบบต่างๆ ของร่างกายมากนัก
4. ไม่ควรดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน
เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่า
5. ไม่ควรดื่มกาแฟแก้วสุดท้ายในช่วงเวลาหลัง 16.00 น. เป็นต้นไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเวลานอนหลับ (ทำให้นอนไม่หลับ) ได้