โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EV ไทยเตรียมเจอสงครามราคาหลัง EV จีนโอเวอร์ซัพพลาย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ก.ค. 2567 เวลา 12.54 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2567 เวลา 05.54 น.

กูรูมองอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องปรับตัวหลังมีความท้าทายสูง ทั้งเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสงครามราคาหลังตลาดรถยนต์จีนหันตีตลาดไทยหนีโอเวอร์ซัพพลาย ลุ้นรัฐดันนโยบายระยะยาวดันไทยสู่ฮับ EV

นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะสเปซบาร์ จำกัด เปิดเผยว่าการเกิดขึ้นของรถยนต์อีวีไทย ถือเป็นโอกาส แต่อาจจะมีวิกฤตเข้ามาสอดแทรกบ้าง เช่น สงครามด้านราคา ซึ่งมีต้นเหตุมาจากตลาดรถยนต์ในจีนประสบภาวะโอเวอร์ซัพพลาย จึงพยายามหาตลาดใหม่โดยที่ไทยก็เป็นเป้าหมายที่สำคัญ ทำให้เกิดสงครามราคาขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ภาพใหญ่มองว่า เป็นโอกาส เพราะรถไฟฟ้าเป็นเรื่องของเทคโนโลยี เป็นเรื่องของอินฟาสตรัคจอร์ ไม่ใช่ยานยนต์เพียงอย่างเดียว โดยการเติบโตมีโอกาสมากมาย ขึ้นอยู่กับไทย จะคว้าโอกาสได้มากน้อยแค่ไหน และจะรับมืออย่างไรกับวิกฤติครั้งนี้อย่างไร เป็นที่มาให้นำกูรู มาฉายภาพ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และต้องยอมรับด้วยว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังต้องปรับตัวอย่างเข้มข้นในอุตสาหกรรมรถยนต์

ดร.ณชา อนันต์โชติกุล หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์ KKP Research กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้มุมมองว่า อุตสาหกรรมอีวีเป็นทั้งโอกาสและวิกฤต จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี จาก 2 ปัจจัยคือ 1การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ มาเป็นไฟฟ้า และ 2การเปลี่ยนแปลงผู้เล่นจากค่ายญี่ปุ่น-ยุโรปเดิม เป็น จีน ผู้เล่นหน้าใหม่ซึ่งทรงพลังมากและต้องการเป็นเจ้าตลาด

2 ความท้าทายนี้กระทบไทยในฐานะที่ 1 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชีย ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์เราเป็น ICE (สันดาปภายใน) ซึ่งถูกดิสรัปไปแล้ว และการที่ผู้เล่นหน้าใหม่อย่างจีนเข้ามาตีตลาดทำให้ผู้เล่นรายเดิมที่ไทยเป็นพันธมิตรด้วย และเป็นฐานการผลิตในไทยโดนกระทบไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นภาครัฐน่าจะต้องมีมาตรการที่ให้โอกาสอย่างเท่าเทียม

“เราไม่ได้ปฏิเสธการเข้ามาของ EV ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องไม่ดี การเปลี่ยนเทคโนโลยีไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรถยนต์ แต่ได้เกิดขั้นในทุกอุตสาหกรรมซึ่งถือเป็นเรื่องดีและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ที่น่ากังวลคือถ้าเราไม่มีการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ให้ดี ๆก็อาจเพลี่ยงพล้ำและทำให้เกิดผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจ ต่อซัพพลายเชน รวมไปถึงเรื่องแรงงาน การจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทยด้วย”

ขณะที่ นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า (EVAT) มองว่า รถยนต์ไฟฟ้า อาจไม่ใช่โอกาส 100 % หากเปรียบเทียบรถน้ำมันกับรถไฟฟ้าขับ ส่วนที่ต่างคือ การขับเคลื่อนซึ่งมีหลายอย่างจะหายไป หนึ่งในนั้นก็คือ เครื่องยนต์ ท่อไอ และหม้อลมเบรก

“เรื่องสงครามการค้าระหว่าง อเมริกา กับ จีน ซึ่งปีที่ในจีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในโลกของรถไฟฟ้า แต่ปัจจุบันประตูการค้าของยุโรป และอเมริกา ได้ปิดลง และถือเป็นวิกฤตของจีน แต่กลับกลายเป็นโอกาสของกลุ่มอาเซียน เพราะแม้ประตูการค้าปิดลงแต่ยังไม่มีการย้ายฐานการผลิต อีก 12 เดือนข้างหน้าจะมีย้ายถิ่นฐานการผลิตเข้าในไทย เสมือนการเปลี่ยนสัญชาติรถยนต์ไฟฟ้านั้นจึงกลายเป็นโอกาสให้ซับพลายได้รับการอัพสกิล

ส่วนการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจนทำให้ราคาลดลงจะกลายเป็นตัวบีบให้เกิดสงครามราคาหรือไม่นั้น มองว่าสงครามราคาไม่ได้เพิ่มยอด เพราะลูกค้าจะชะลอการซื้อและรอว่าราคาจะลดลงอีกหรือไม่ คนที่ซื้อแล้วจะเกิดการไม่พอใจและเพิ่มแรงต่อต้านขึ้นมา ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศมีแค่ 3 แบรนด์คือMG, เกรท วอลล์ มอเตอร์, เนตา ซึ่งเป็นการผลิตไปกองเนื่องจากขายไม่ออกและต้องเบรกการผลิตไป

หากดูจากสถิติรถไฟฟ้าทั่วโลกยังเติบโตอยู่ประมาณ 14 ล้านคัน ส่วนในประเทศ อัตราส่วนถ้าเทียบกับรถยนต์สันดาป อย่างปีที่แล้วไป 12% ปีนี้เป็น 13% เรียกว่าอัตราการเร่งดร็อบลงไปโดยปัจจัย เรื่องเศรษฐกิจเป็นตัวหลักตามมาด้วยสงครามราคา”

ด้านพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด ระบุว่า เห็นด้วยว่าเรื่องรถยนต์ EV ถือเป็นโอกาส มากกว่าวิกฤต การที่จีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากรัฐบาลเราให้การสนับสนุนแรงที่สุดในอาเซียน จึงทำให้ ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า สูงขึ้น 70,000 กว่าคันเกือบ 80,000 คัน ประกอบกับรัฐบาลไทย ยังอนุญาตให้นำเข้าก่อนด้วยแล้วค่อยผลิตชดเชยมองว่ามันเป็นโอกาสของเรา

“การที่จีนเข้ามาลงทุนในไทย ผมว่าเป็นโอกาสแต่จะกลายเป็นวิกฤตตรงที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนในบ้านเราจะปรับตัวได้ทันหรือไม่ ส่วนเรื่องสงครามราคาเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเผ็ดร้อน เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความสับสนและขาดความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภค ดังนั้นเราต้องมองว่าเมื่อไหร่มันจะถึงจุดสิ้นสุด ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความเจ็บปวดของผู้ผลิตโดยต้องยอมรับว่าการที่รถยนต์ไฟฟ้าผลิตในประเทศไทย ราคาอาจไม่ได้ถูกเท่าประเทศจีน

แม้เราไม่สามารถหยุดความคิดของบางแบรนด์ได้ แต่เมื่อกลไก ผลิตรถยนต์แต่ละค่ายเริ่มผลิตแล้ว สงครามราคา ไม่น่าลงไปกว่านี้และน่าจะสิ้นสุดในเร็ว ๆ นี้”

ทั้งนี้มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ เกิดสงคราม คาดว่าเกิดจาก Over ซับพลายที่จีน ซึ่งในจีนอาจมีการอัดฉีดยอดการผลิตจนไม่สามารถระบายออกได้ทัน จึงล้นเข้าประเทศไทย อีกอย่างน่าจะเป็นความพยายามการแย่งมาร์เก็ตแชร์ ทั้ง EV และรถน้ำมัน รวมถึงการเอาชนะญี่ปุ่น จึงทำให้เกิดความไม่ปกติในตลาดรถยนต์ EV

📌 อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...