โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

จบเกม! จับ "ไอ้โฟ" ฆาตกร 2 แว่น ฆ่าโหดเสี่ย "ไพศาล" หมกคอนโด

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 31 พ.ค. 2567 เวลา 14.05 น. • RS PCL

จากกรณีคนร้ายได้ก่อเหตุใช้อาวุธมีดกระหน่ำแทงนายไพศาล หรือโต๊ส อายุ 54 ปี เสียชีวิตในห้องพักคอนโดมิเนียมหรู ย่านนนทบุรี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยคนร้ายนำศพไปหมกไว้ในห้องพักนานหลายวัน ก่อนหลบหนี

ซึ่งคดีดังกล่าวสร้างความสะเทือนขวัญให้กับผู้คนในสังคมอย่างมาก ในขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเร่งสืบสวนหาตัวคนร้าย จนทราบว่าผู้ต้องสงสัยคือเพื่อนสนิทของผู้ตาย

ล่าสุดเมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 31 พ.ค. 67 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 1 ได้แกะรอยตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้ โดยทราบเส้นทางการหลบหนี พบว่า ได้จ้างวานรถแท็กซี่ จาก จ.ชลบุรี ให้ไปส่งที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้วโดยสารรถทัวร์ต่อมาลงที่บริเวณสี่แยกปฐมพร อ.เมืองชุมพร

จากนั้นนายเอกชัย ได้โทรศัพท์ให้ญาติ ได้ใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่น ซีอาร์วี สีขาว มารับไปยังบ้านญาติซึ่งเป็นอดีตผู้นำท้องถิ่นคนหนึ่ง ที่ ม.4 ต.วังใหม่ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งห่างจากสี่แยกปฐมพร เพียง 20 กม. โดยบ้านของอดีตผู้นำท้องถิ่นรายนี้ อยู่ห่างจากถนนเพชรเกษม สายชุมพร-ระนอง เส้นทางเข้า จ.ชุมพร เพียง 400 เมตร เป็นบ้านปูนชั้นเดียว ปลูกในสวนทุเรียน กว่า 10 ไร่

ซึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภาค 1 ได้สะกดรอยตามไปจับได้หลังจากที่สืบแน่ชัด จึงวางกำลังกระจายบุกเข้าตรวจค้นจับกุมได้โดยละม่อม พร้อมยึดของกลางเป็นทองแท่งจำนวนมาก ก่อนนำตัวนายภูริณัฐ อายุ 27 ปี พร้อมของกลางมาสอบปากคำที่ฝ่ายปฏิบัติงานสืบสวน สภ.เมือง จ.ชุมพร โดยใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง ก่อนนำตัวขึ้นรถมาส่งพนักงานสอบสวน ที่ สภ.นนทบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ในขณะที่ นางดา นามสมมุติ ซึ่งเป็นแม่ของนายภูริณัฐ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเองไม่ได้ทราบเรื่องที่ลูกไปก่อเหตุฆ่าผู้อื่นตาย เพราะตนเองไม่ได้ใส่ใจในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันแทบทุกวัน จนกระทั่งวันนั้นได้เห็นชายต้องสงสัยก่อเหตุฆ่าคนตายทางทีวี รู้สึกตกใจเพราะภาพที่เห็นนั้น เป็นคล้ายลูกตัวเองอย่างมาก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ลูกชายได้โทรมาบอกให้ออกมารับด้วย โดยลูกชายบอกว่ามากับรถทัวร์ปรับอากาศ ถึงชุมพร ประมาณ 5 ทุ่มเศษ และลูกยังบอกว่าให้แม่ออกมารับบริเวณสี่แยกปฐมพร อ.เมือง จ.ชุมพร เมื่อได้เวลาตนก็ขับรถยนต์ออกมารับ ซึ่งรถมาถึง 5 ทุ่มเศษ โดยเมื่อลูกมาถึงได้โทรบอกว่ารออยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ตนก็ได้ขับรถออกไปรับ ณ จุดนัดหมาย หลังจากที่รับแล้ว ตนก็ขับรถกลับบ้านทันที

นางดา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ลูกกลับมาอยู่ที่บ้าน ตนก็พยายามสอบถามเกี่ยวกับคดีฆ่าหมกคอนโดกับลูก แต่ลูกชายก็บอกว่า เดี๋ยวตำรวจก็จับคนร้ายได้เอง ตำรวจเก่งอยู่แล้ว ก็เท่านั้น และไม่มีทีท่าส่อพิรุธแต่อย่างใด ลูกใช้ชีวิตเป็นปกติทุกอย่าง แม้จะถามว่าคนในข่าวคือลูกหรือเปล่า ลูกชายก็ไม่ตอบ จะตอบก็เพียงเดี๋ยวตำรวจก็จับคนร้ายได้ จนกระทั่ง เมื่อช่วงสายของวันนี้ ได้มีตำรวจจำนวนมาก ขับรถเข้ามาถึงที่บ้านพร้อมแจ้งให้ทราบและแสดงหมายจับให้ดู ตนเองรู้สึกช็อกมากที่คนร้ายที่คิดและสงสัยนั้นก็คือลูกชายตนเอง ซึ่งลูกชายก็ไม่ได้คิดจะหลบหนีแต่อย่างใด ได้สารภาพว่าเป็นคนฆ่า นายไพศาล จริง เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองชุมพร ก่อนที่จะนำตัวลูกชายขึ้นไป จ.นนทบุรีดังกล่าว

นางดา ยังกล่าวอีกว่า สำหรับสาเหตุที่ลูกชายก่อเหตุนั้น ตนเองได้นั่งร่วมฟังในการสอบปากคำด้วย โดยลูกชายบอกว่า คนตาย ได้ทำธุรกิจร่วมกัน และคนตายยังได้ยืมเงินของลูกชายถึง 5 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนใหญ่นั้นลูกชายจะโทรมาขอตนในบางส่วน แต่เมื่อทวงถามก็จะถูกปฏิเสธบ่อยครั้ง จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุลูกชายยอมรับว่า ได้พกอาวุธมีดไปด้วย เนื่องจาก คนตายเริ่มไม่พอใจ ประกอบคนตายมีลูกรูปร่างสูงใหญ่ ลูกชายบอกตำรวจว่า กลัวจะถูกทำร้าย ซึ่งก็เป็นไปตามที่ลูกชายคาดเดา เมื่อทวงถาม นายไพศาล ก็แสดงอาการฉุนเฉียวและกระโดดบีบคอลูกชาย จนลูกชายต้องใช้อาวุธมีดแทงเพื่อป้องกันตัว

นางดา กล่าวต่ออีกว่า ตนเองไม่ได้ยกยอลูกชาย แต่ขอบอกว่าลูกชายไม่เคยสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับตนและครอบครัวเลย ลูกชายเรียนดีมาก และตนเองยืนยันว่า ลูกชายเป็นชายเต็มตัว มีแฟนเป็นผู้หญิง ไม่ใช่เป็นคู่เกย์ตามที่เป็นข่าวก่อนหน้าแน่นอน

ขณะเดียวกันหลังจากตำรวจไปรวบตัวนายภูริณัฐ หรือนายโฟ ได้ที่จังหวัดชุมพร และจากการตรวสอบพบว่า ตัวนายภูริณัฐ มีบ้านอาศัยอยู่ตามทะเบียนราษฎร์ในพื้นที่แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ

ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ทีมข่าวจึงดินทางไปที่บ้านหลังดังกล่าว ซึ่งบ้านของนายภูริณัฐ มีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวที่ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในซอยเพิ่มสิน 62 โดยบรรยากาศภายในบ้าน มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำ และรถกระบะโตโยต้าสีดำจอดอยู่ 2 คัน แต่ไม่มีใครอยู่ในบ้าน

ขณะเดียวกัน นางสาวทิพย์ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ตรงข้ามกัน ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านพ่อแม่ของนายภูริณัฐ ที่ซื้อเอาไว้ประมาณ 20 กว่าปีแล้ว และตัวนายภูริณัฐ ก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ส่วนตัวก็ยังเห็นนายภูริณัฐ ใช้ชีวิตโดยการเรียกแกร็บคาร์เข้าออกบ้านตามปกติ

ซึ่งส่วนตัวไม่ได้สนิทกับนายภูริณัฐ แต่เท่าที่เห็นมาตั้งแต่น้องยังเด็ก ยืนยันว่าในสายตาผู้ใหญ่ น้องภูริณัฐ เป็นเด็กดี มีมารยาท ก็ยอมรับว่าตกใจที่เขาเป็นคนก่อเหตุในคดีนี้

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 31 พ.ค.67 ชุดสืบสวน บก.สส.ภ.1 นำกำลังควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ตามภาพจากกล้องวงจรปิดของคอนโดมิเนียม โดยตามแกะรอยติดตามจนทราบว่าเป็นใคร จากนั้นเจ้าหน้าที่สืบสวนและติดตามล็อกตัวได้ที่บ้านของคนใกล้ชิดคนหนึ่งใน อ.เมือง จ.ชุมพร ขณะหลบหนีลงภาคใต้ โดยผู้ต้องสงสัยทราบชื่อนายภูริณัฐ อายุ 27 ปี

พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี กล่าวว่า ตอนนี้จับผู้ต้องหาได้แล้วที่ชุมพร จากการสอบสวนผู้ต้องหาในเบื้องต้นอ้างว่า รู้จักกับผู้ตายมาก่อน ทำธุรกิจกับคนตาย แต่อ้างว่าถูกผู้เสียชีวิตโกง หลังเกิดเหตุได้เดินทางกลับบ้านที่ จ.ชุมพร

โดยจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่พบทองคำ บัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต พร้อมของกลางอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าตอนนี้ทรัพย์สินที่คนร้าย แต่นำของผู้ตายไปเหลือเท่าไหร่ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคอนโด ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่ได้เป็นคนทำ เดี๋ยวจะมีนำตัวมาสอบปากคำที่ สภ.เมืองนนทบุรีภายในคืนนี้ เบื้องต้นแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

โดยทางด้านของนางบรรจง อายุ 77 ปี แม่ผู้ตาย เปิดใจกับสื่อมวลชนว่า ตนเองไม่รู้จักกับผู้ก่อเหตุเลย และไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ตนเห็นรูปคนร้ายแล้วก็รู้สึกตกใจ เพราะเขายังเด็กอยู่เลย ส่วนที่เขาอ้างว่าลูกชายตนไปโกงเขาจึงก่อเหตุ ตนเชื่อว่าไม่เป็นความจริง ลูกชายตนไม่ได้เป็นคนแบบนั้น เขาเป็นคนมีแต่ให้ ตนรู้สึกโกรธที่เขามาทำแบบนี้

หากเจอเขาตนก็คงทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ตนก็อยากถามเขาและอยากบอกเขาว่า มึงมันใจร้ายมาก เป็นคนอยู่หรือเปล่า หากเขาจะมาขอขมาก็พร้อมที่จะเจอ แต่จะให้อภัยหรือไม่ก็ค่อยว่ากัน

คนร้ายจะพูดอะไรก็พูดได้หมดเพราะลูกชายตนก็ตายไปแล้ว จะมาบอกว่าเขาเอาไปกี่ล้านก็พูดได้สิ

ที่ผ่านมาลูกตนไม่เคยบอกเลยว่าเขาทำธุรกิจกับใคร เขาน่าจะทำคนเดียว เพราะเขาเป็นคนเงียบๆไม่ค่อยคุยกับใคร

ส่วนตอนนี้จับคนร้ายได้แล้ว ตนก็จะดำเนินการจัดงานศพให้ลูก ซึ่งก็น่าจะไปติดต่อรับศพในวันพรุ่งนี้ ตนก็จะจัดงานศพทั้งหมด 3 วัน ส่วนยอดเงินของลูกชายตนที่หายไปทั้งหมดน่าจะประมาณ 1.5 ล้านบาท

ซึ่งเมื่อวันก่อนตนก็ได้มีการจุดธูปบอกลูกชาย ขอให้ได้จับคนร้ายได้ไวๆ ซึ่งลูกชายก็ไม่ได้มาเข้าฝันอะไรใดๆเลย แต่ตนก็นอนไม่ค่อยหลับด้วย วันนี้ก็จับคนร้ายได้แล้ว ลูกตนก็คงจะดีใจที่จับคนทำร้ายเขาได้ เพราะคนก็เห็นว่ามีวิญญาณลูกตนตามคนร้าย ตนก็เชื่ออยู่บ้าง

หลังจากนี้เขาคงจะไปสบายได้แล้ว หมดห่วงเพราะจับได้แล้ว หลานก็โตแล้ว อาจจะมีห่วงตนบ้าง

โดยทางนางสาวอิสริยา อายุ 24 ปี หลานสาวผู้ตาย ยังได้บอกกับสื่อมวลชนอีกว่า ก่อนหน้านี้ที่คนร้ายได้ใช้ไลน์ของอาตนส่งข้อความมาหาตนให้ส่งของให้นั้น ตนไม่ได้ระแคะระคายเลย เพราะปกติตนกับอาไม่ค่อยได้คุยไลน์กัน เอาจริงๆขนาดเจอกันยังไม่ได้คุยกันเลย อาตนเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เขาเป็นพวกช่างสังเกต

ส่วนตอนที่ไรเดอร์เซลฟี่ ถ่ายรูปส่งงานแล้วติดคนร้ายนั้น ตอนนั้นเขาใส่ฮู้ดใส่แว่นใส่แมส ตนก็มีรู้สึกเอะใจบ้างว่าใช่อาตนหรอ แล้วพอเขาได้ของไป เขาก็กดดีดออกจากแชตเลย บัญชีไลน์ก็ถูกลบไป ตอนแรกตนก็คิดว่าอาตนหนีหนี้หรือไม่ เพราะเขาก็ทำมาค้าขาย

โดยทีมข่าวได้รับแชตจากหลานสาวของผู้ตายซึ่งเป็นแชตที่นายภูริณัฐ คนร้าย ได้ใช้ไลน์ของผู้ตาย ทักแชตไปหาหลานผู้ตาย ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 เวลา 22.51 น. ว่า

ผู้ก่อเหตุ : แม่เป็นไงบ้าง ติดต่อไม่ได้

หลาน : ย่าสบายดีค่ะ เค้าแค่งงว่าอาไปไหน

ผู้ก่อเหตุ : มีปัญหาต้องตรวจสอบของนิดหน่อย

เดี๋ยวต้องรีบบินไปจีน

ผู้ก่อเหตุ : ว่างละฝากดูห้องอาหน่อย มีกระดาษ

ขาวๆจั่วหัวภาษาจีนวางอยู่บนโต๊ะมั้ย

หลาน : เดี๋ยวหนูกลับจากงานไปดูให้ค่ะ

ก่อนที่จะทักหาหลานผู้ตายอีกครั้งในวันที่ 26 พฤษภาคม 2567 เวลา 00.02 ว่า

ผู้ก่อเหตุ : พรุ่งนี้อยู่บ้านมั้ย

หลาน : อยู่ค่ะ

ผู้ก่อเหตุ : ส่ง Grab อันนี้ให้หน่อย

หลาน : ส่งไปที่ไหนคะ

ผู้ก่อเหตุ : สนามบินสุวรรณภูมิเลย เดี๋ยวอาบิน

แล้ว เป๋าตังด้วยห่อมาดีๆ

ก่อนที่นายภูริณัฐ คนร้าย จะกดออกจากแชตไป

ด้านของนายฉัตรชัย อายุ 55 ปี พี่ชายผู้ตายเผยกับสื่อมวลชนว่า มั่นใจว่าน้องชายของตัวเองไม่มีหนี้สิน และอยากให้คิดถึงหลักความเป็นจริงว่า คนก่อเหตุอายุ 27 ปี ตอนอยู่ในลิฟต์ครั้งสุดท้ายก็พูดขึ้นมาว่าไม่มีเงิน แล้วแบบนี้จะไปทำธุรกิจได้ยังไง สนใจรู้จักเป็นการส่วนตัวหรือไม่นั้นตนไม่ทราบเพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ส่วนที่มีกระแสว่าน้องชายของตนคบหากับคนก่อเหตุหรือไม่นั้น มองว่าน้องของตนจะคบ กับคนอายุน้อยกว่าหรอแต่ถ้าหากเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอันนี้ก็อาจจะใช่

ผู้ตายเป็นคนตระหนี่มากขนาดไปจีนก็ยังไม่จ้างคนยกกระเป๋าเลย แบกเองทำเองมาตลอด เค้าหาเงินของเขาเองทุกอย่าง ตนจึงไม่เชื่อว่าน้องของตนมีหนี้สิน มองว่าตอนนี้คนร้ายจนมุม ก็ต้องหาข้ออ้าง ทำธุรกิจด้วยกันในที่นี้คนก่อเหตุอาจจะเป็นลูกน้องของน้องชายตนก็ได้ มาขอเงินแล้วน้องไม่ให้ จึงทำร้ายน้องของตน เพราะลักษณะการถูกแทง 15 แผล อีกฝ่ายต้องประมาณน้องของตนมาก คิดว่าน่าจะเป็นการคาดคั้น จนสุดท้ายน้องของตนได้เสียชีวิต

ตอนนี้ทางครอบครัวติดใจเรื่องการซื้อทอง คนร้าย ได้นำโทรศัพท์มือถือของผู้ตายไปสแกน QR Code ซื้อทองคำที่ร้านทองแห่งหนึ่ง ย่านลาดพร้าว ล้านกว่า โดยคนร้ายได้สวมบัตรประชาชนของผู้ตาย และอ้างกับเจ้าของร้านทั้ง 2 แห่งว่าตนเองไปศัลยกรรมมา จึงทำให้หน้าตาตัวจริงไม่เหมือนในบัตร และ มองว่า นิติบุคคล ของคอนโดว่าเหตุเกิดแล้วทำไมถึงไม่แจ้งตำรวจ และ ธนาคารด้วย ตนดำเนินการฟ้องอย่างแน่นอน เพราะมองว่ามันหละหลวมเกินไป

เคสดังกล่าวมองว่ามันเป็นกรณีตัวอย่างให้สังคมได้ กว่าที่จะจ่ายเงินหลักล้านได้ มันต้องมีขั้นตอนการยืนยันตัวตนหลานอย่าง ถึงจะสามารถซื้อทองได้ แต่ในกรณีนี้ เห็นแก่การขายทองมากเกินไปหรือเปล่า เพราะว่าเวลาอีกฝ่ายไปทำธุรกรรมการเงินก็สวมใส่เสื้อฮู้ดและปิดแมสใส่แว่นดำปิดบังใบหน้าตลอดเวลา แต่ก็สามารถทำธุรกรรมได้ ในขณะที่ แอปธนาคารเวลาที่เราจะโอนเงินในจำนวนมากยังต้องสแกนหน้าเลย หรือทำทุกอย่างเพื่อยืนยันตัวตน แต่กรณีที่เกิดขึ้นเหมือนแหกกฎ

และวันเดียวกันนี้ ทีมข่าวยังได้เดินทางไปเจอกับนายกลาง (นามสมมติ) อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของรถยี่ห้อโตโยต้ารุ่นอีโนวา คันเดียวกันกับที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิด ที่มีการปรับตัวของชายใส่เสื้อฮู้ดขึ้นรถออกจากหัวหินมุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้

โดยทันทีที่ทีมข่าวเดินทางไปเจอกับเจ้าตัว ได้มีการเปิดรถยืนยันความบริสุทธิ์ใจให้กับทีมข่าวดู ซึ่งระบุว่าเป็นรถคันเดียวกันกับที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิด และได้มีการรับชายคนดังกล่าวออกจากตลาดโต้รุ่งหัวหินมุ่งหน้าลงภาคใต้ เนื่องจากได้รับการว่าจ้างเป็นเงินจำนวน 5500 บาท ให้ไปส่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ระหว่างที่ผ่านจังหวัดชุมพรได้มีการขอลงกลางทางโดยอ้างว่าเพื่อนจะมารับ ซึ่งตอนนั้นตนเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ตนเองรักออกจากพื้นที่นั้นเกี่ยวข้องกับคดีฆ่าคนตาย เพราะไม่ได้ดูข่าว

สำหรับรถคันที่ใช่ใส่เสื้อฮู้ดขึ้นมานั่งแล้วตัวเองพาออกจากพื้นที่นั้น ยืนยันว่าเป็นรถของตนเอง และตำแหน่งที่ชายคนดังกล่าวนั่งจะอยู่บริเวณเบาะหลังฝั่งคนโดยสาร ส่วนเบาะหลัง ฝั่งคนขับที่ตัวเองนั่งอยู่ ชายใส่เสื้อฮู้ดได้มีการนำกระเป๋าเดินทางวางไว้ข้างกาย ซึ่งไม่ได้เอาไว้ที่บริเวณด้านหลังเบาะที่เก็บของแต่อย่างใด

นายกลาง เปิดใจกับทีมข่าวช่องแปด ว่า ในช่วงเย็นวันดังกล่าวตนเองได้รับแจ้งจากหัวหน้าวินซึ่งเป็นคิวจัดรถสำหรับรับส่งผู้โดยสาร โดยแจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวกำลังจะเดินทางไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทราบว่ามีการว่าจ้างจำนวน 5500 บาทให้ไปส่ง ซึ่งตนเองก็ได้รับงานและขับไปรับชายใส่เสื้อฮู้ด ซึ่งตอนนั้นเจ้าตัวมีการเปลี่ยนโฉมไปใส่เสื้อลายช้างแล้ว ไม่ได้มีการสวมใส่เสื้อฮู้ดแต่อย่างใด แต่ตลอดเดินทางที่อยู่ในรถด้วยกันเจ้าตัวใส่หมวกแก๊ปและหน้ากากอนามัย ใส่แว่นตาสายตา ไม่ได้มีการครอบด้วยแว่นตาดำเหมือนที่ปรากฏเป็นข่าว

และระหว่างที่มุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้เพื่อที่จะไปจังหวัดสุราษฎร์ธานีตามที่มีการรับงานเอาไว้ ปรากฏว่าช่วงที่ไปถึงแยกปฐมพรจังหวัดชุมพร ตัวของชายคนดังกล่าวได้ขอลงระหว่างทาง โดยอ้างว่าเพื่อนกำลังจะมารับ ซึ่งก่อนที่จะลงจากรถนั้นได้มีการพูดคุยโทรศัพท์กับใครบางคน โดยมีการพูดสื่อสารไม่ใช่ภาษาอังกฤษและภาษาไทย แต่เป็นภาษาที่ตนเองฟังไม่ออก ไม่แน่ใจว่าเป็นภาษาอะไร (ข้อมูลตร. ใช้ภาษาลู เป็นภาษาเฉพาะกลุ่ม) และต่อที่ขอลงกลางทาง ก็มีการพูดเป็นภาษาอังกฤษบอกกับตนเองว่าขอลงตรงนี้ และขอให้ตนเองเดินทางกลับไปพักผ่อน โดยมีการขอเงินจ่ายเป็นเงินสดจำนวน 5500 บาท และให้ทิปตนเองอีก 200 บาท รวมกว่านั้นได้รับเงิน 5700 บาท และเมื่อไปถึงแยกปฐมพงษ์จังหวัดชุมพร ตนเองได้มีการจอดกระพริบไฟข้างทางเพื่อที่จะรอดูว่าจะมีใครมารับหรือไม่เพราะกลัวความปลอดภัยของผู้โดยสาร แต่ตัวของชายคนนั้นกล่าวได้มีการบอกให้ตนเองออกรถไป โดยไม่ต้องรอ ตนเองจึงกลับรถยูเทิร์นกลับและมุ่งหน้ากลับมาที่หัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่ได้อยู่รอต่อว่าใครมารับหรือชายคนดังกล่าวไปที่ไหน

ช่วงที่มีการเดินทางออกจากหัวหินลงไปสู่จังหวัดชุมพร มีการจอดแวะพัก2 จุด ซึ่งตัวของชายคนนั้นกล่าวได้มีการขอให้มีการแวะเข้าห้องน้ำและซื้อของกิน ซึ่งมีการจอดที่ปั๊มน้ำมันแถวประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 10 นาที และก่อนเข้าชุมพรอีกประมาณ 15 นาที ก่อนมุ่งหน้าเดินทางต่อ และในระหว่างทาง ตนเองได้มีการพูดคุยกับชายคนดังกล่าว บางครั้งบางช่วง ซึ่งก็มีการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ไม่มีแม้แต่หลุดคำพูดเป็นภาษาไทยออกมา ตนเองก็เชื่อว่าน่าจะไม่ใช่คนไทย ขอเนื่องจากใบหน้าบางส่วนที่เห็นลักษณะคล้ายกับชาวต่างชาติ ประกอบกับมีการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาอื่นซึ่งไม่ใช่ภาษาไทย จึงเข้าใจว่าน่าจะไม่ใช่คนไทยในขณะนั้น

และหลังจากที่ตนเอง ส่งชายคนดังกล่าวเสร็จแล้ว และกลับมาในพื้นที่หัวหิน ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนมาหาตัวเองที่บ้าน ตัวเองถึงมารู้ความจริงภายหลังว่าชายคนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการตายของนายไพศาล และได้เป็นนั่งดูข่าวย้อนหลังก็ถึงกับตกใจ ที่ตนเองพาผู้ต้องสงสัยนั่งรถอยู่ด้วยกันนานหลายชั่วโมงจากหัวหินไปชุมพร และจากพฤติกรรมในรถก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ไม่ได้สวมแว่น2ชั้น แต่ก็ยังมีการสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ซึ่งถ้าหากตนเองรู้ว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าคนตาย พร้อมกับมีการชิงทรัพย์ ตนเองก็คงไม่กล้าที่จะไปส่งเขากลัวตายเหมือนกัน

ขณะเดียวกันกรณีที่นายสองแว่น ได้มีการนำโทรศัพท์ของนายไพศาล ผู้ตายไปขายที่ห้างแห่งหนึ่ง กระทั่งตำรวจไปสืบทราบว่า นายสองแว่น มีการใช้บัตรประชาชนของนายคเชนทร์ อายุ 34 ปี ไปขายตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ล่าสุดวันนี้ (31 พ.ค.67) ทีมข่าวช่อง 8 ได้เดินทางไปยังพื้นที่ชุมชนแห่งหนึ่ง ที่เขตสายไหม กรุงเทพฯ ซึ่งตามข้อมูลเป็นบ้านพ่อแม่ของนายคเชนทร์ อายุ 34 ปี แต่ปรากฏว่า บ้านของนายคเชนทร์ ถูกขายให้คนอื่นไปแล้ว และเจ้าของบ้านที่ซื้อไปก็ยังไม่ได้เข้ามาอยู่

จากนั้นด้วยความบังเอิญที่นักข่าวของเราเป็นคนพื้นที่เขตสายไหม ก็เลยพยายามติดต่อทุกช่องทางเพื่อที่จะไปเจอตัวนายคเชนทร์ ให้ได้ และปรากฏว่า หลังจากสืบไปสืบมาก็พบว่านายคเชนทร์ เป็นหลานของรุ่นพี่ ที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันกับนักข่าวที่ไปตามหาตัว จนกระทั่งนักข่าวของเราก็เลยประสานให้รุ่นพี่ช่วยติดต่อกับนายคเชนทร์ ให้ได้

ซึ่งในที่สุดวันนี้ทีมข่าวช่อง 8 จึงได้มีโอกาสไปเจอกับนายคเชนทร์ โดยเมื่อไปเจอตัว ทางนายคเชนทร์ ก็ได้มีการโชว์บัตรประชาชนให้กับทีมข่าวดูว่า บัตรที่ถืออยู่ในตอนนี้เป็นบัตรประชาชนที่ไปทำใหม่มาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2565 ส่วนบัตรประชนที่นายสองแวน นำไปขายโทรศัพท์ผู้ตาย เป็นบัตรประชาชนที่ทำหายไปเมื่อปี 2563

นอกจากนี้ นายคเชนทร์ ยังส่งข้อความไลน์ ที่ตำรวจนนทบุรี มีการส่งภาพบัตรประชาชนเก่าที่นายสองแว่น นำไปขายโทรศัพท์ผู้ตาย โดยตำรวจถามว่านี่ใช่บัตรเอ็งหรือไม่ ซึ่งนายคเชนทร์ ก็ให้ข้อมูลตำรวจไปว่า ใช่บัตรผมเองแต่เป็นบัตรที่หายไป และผมก็ไม่ใช่ไอ้แว่นในข่าวที่ตำรวจตามตัวอยู่

ขณะเดียวกันวันนี้ก่อนที่ทีมข่าวจะสัมภาษณ์นายคเชนทร์ จึงลองให้นายคเชนทร์ แต่งตัวเหมือนกับไอ้สองแว่น เพื่อจะพิสูจน์ว่าถ้านายคเชนทร์ มีการใส่แว่นและใส่เสื้อฮู้ดคลุมหัว จะคล้ายกับไอ้สองแว่นบ้างหรือไม่ เพราะสังคมตั้งคำถามว่า ทำไมตอนที่ไอ้สองแว่นนำโทรศัพท์ไปขาย เจ้าของร้านโทรศัพท์ที่รับซื้อถึงเชื่อว่าไอ้สองแว่นเป็นเจ้าของบัตรประชาชนนั้น

ซึ่งผลปรากฏว่า ถ้านายคเชนทร์ ก้มหน้า จากการแต่งตัวออกมาก็ดูคล้ายกันกับไอ้สองแว่น

นอกจากนี้ ประเด็นที่ไอ้สองแว่น ไปก่อเหตุเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม เพื่อจะคลี่คลายว่านายคเชนทร์ มีส่วนรู้เห็นหรือรู้จักกับไอ้สองแว่นหรือไม่ วันนี้ทางนายคเชนทร์ ยังไปขอภาพจากกล้องวงจรปิดจากบ้านของคนที่ไปรับเหมาก่อสร้างมาให้กับช่อง 8 เพื่อเป็นการยืนยันว่า ในวันที่ 20 พฤษภาคม นายคเชนทร์ ทำงานอยู่ที่บ้านของลูกค้าและไม่ได้ไปในพื้นที่ที่เกิดเหตุ

ส่วนเรื่องบัตรประชาชนที่นายสองแว่น นำไปขายโทรศัพท์ เป็นบัตรประชาชนที่ตนเองทำหายในพื้นที่อำเภอปากเกร็ด ตั้งแต่เมื่อปี 63 และก็ไม่รู้ว่าขี่รถจักรยานยนต์ทำบัตรตกไว้ที่ไหน ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าไม่รู้เลยว่านายสองแว่น นำบัตรเก่าไปใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่

จนกระทั่งวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตำรวจที่จังหวัดนนทบุรี ก็มีการโทรศัพท์เข้ามาถามว่า รู้จักกับคนร้ายหรือไม่ เป็นเพื่อนกันไหม ทำไมบัตรประชาชนถึงไปอยู่กับคนร้าย ซึ่งตนเองก็ยืนยันไปว่าทำบัตรหาย และยืนยันว่าไม่รู้จักกับคนร้าย จากนั้นก็ส่งภาพบัตรใหม่กลับไปให้ตำรวจคนนั้น

ยอมรับว่าตกใจใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น ยืนยันทั้งชีวิตไม่เคยมีเพื่อนใส่แว่น และพร้อมที่จะไปให้ปากคำกับตำรวจ และวันนี้ตนเองก็จะไปแจ้งความเอาผิดไอ้สองแว่น เรื่องที่นำบัตรของตนเองไปใช้ เพราะที่ผ่านมาไม่รู้เลยว่ามันเอาบัตรไปทำอะไรมาบ้าง

ด้าน นางสาวเจนจิรา อายุ 33 ปี เป็นภรรยาของนายคเชนทร์ บอกว่า ตนเองยืนยันว่าบัตรของสามีหายจริง เพราะวันนั้นก็อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งพอรู้ว่าสามีทำบัตรหล่นหาย วันต่อมาก็ไปแจ้งความทันที

ส่วนประเด็นที่ข่าวทุกช่องเปิดชื่อสามีขึ้นมาว่าเป็นเจ้าของบัตรที่คนร้ายนำไปขายโทรศัพท์ ประเด็นดังกล่าวตอนแรกยังไม่ตกใจเพราะไม่รู้ว่า เป็นคเชนทร์ ไหน แต่มาตกใจวันที่ตำรวจบุกมาที่บ้านโดยบอกว่าชื่อสามี ไปเกี่ยวข้องกับคดีฆ่าชิงทรัพย์ที่จังหวัดนนทบุรี

ยืนยันตั้งแต่อยู่กินกับสามีมา สามีไม่เคยมีเพื่อนหรือรุ่นน้องที่ใส่แว่นแม้แต่คนเดียว และที่ผ่านมาสามี ก็ไม่มีใครคบเพราะเป็นคนเกเร และที่สำหรับน้องชายของสามี ก็ติดคุกอยู่และเขาก็ไม่ได้ใส่แว่น ยืนยันวันที่ 20 พฤษภาคม คือวันเกิดเหตุอยู่กับสามีตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ทีมข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของนายภูริณัฐ หรือโฟ หลังถูกจับกุมตัวได้ที่บ้านในพื้นที่จังหวัดชุมพร ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านของแม่ที่อยู่กับญาติ ซึ่งเป็นเนื้อที่กว่า 60 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนและสวนปาล์ม เป็นที่ดินมรดกของยาย และมีการปลูกบ้านเอาไว้1หนัง ซึ่งอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ โดยสังเกตว่าทางครอบครัวของคนก่อเหตุค่อนข้างมีฐานะ เนื่องจากรถที่จอดอยู่ในโรงรถมีทั้งรถหรู และรถทั่วไป

ด้านแม่ ของคนก่อเหตุ เปิดใจกับทีมข่าวช่องแปดหลังลูกถูกจับ ว่า สำหรับข่าวที่มีการนำเสนอเกี่ยวกับว่าลูกชายตนเองเป็นคู่ขากับคนตายนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะเนื่องจากลูกชายรู้จักกับคนตายประมาณปีเศษ ในฐานะคนที่ทำธุรกิจและรู้จักกัน อาจจะรู้จักกันในฐานะรุ่นพี่หรือน้อง แต่ไม่ได้เป็นลักษณะเชิงชู้สาว เพราะลูกชายมีแฟนอยู่แล้ว ฉะนั้นจากที่ปรากฏว่าลูกชายตนเองไปมีสัมพันธ์กับคนตายนั้นจึงยืนยันกับสังคมว่าไม่ใช่ความจริง

แต่ส่วนสาเหตุที่ลูกชายไปทำกับเขา ตนเองได้ฟังจากปากของลูกชายมาเล่าความจริงให้ฟังหลังความจริงปรากฏและถูกจับว่า ในวันนั้นตั้งใจที่จะไปเคลียร์เกี่ยวกับการทวงเงินคืนจำนวน 5 ล้านบาท เพราะถึงวันครบกำหนด จะต้องนำเงินมาคืนให้กับแม่และรวมถึงเพื่อนที่หยิบยืมเอาไปให้คนตายหมุนเวียนทำธุรกิจ แต่คนตายมีลักษณะ ไม่ยอมจ่ายและบ่ายเบี่ยง จึงทำให้มีปากเสียงกันในห้อง และตัวของคนตายด้วยความที่มีอายุมากกว่าและรวมถึง อาจจะดูแข็งแรงกว่าหรือไม่ มีการบีบคอลูกชายจนกระทั่ง คออักเสบ และจากการเอ็กซเรย์ก็พบว่ามีลักษณะคอหัก ซึ่งหลังจากที่ลูกชายถูกคนตายบีบคอก่อน จึงบันดาลโทสะโดยใช้มีดที่พกติดตัวไป ออกมาป้องกันตัวจนเป็นเหตุทำให้นายไพศาลถึงแก่ความตาย และยืนยันว่าลูกชายไม่ได้มีเจตนาที่จะซื้อมีดเพื่อเตรียมการ แต่ต้องการที่จะไปทวงเงินจึงได้ตัดสินใจซื้อมีดไปเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น และหลังจากก่อเหตุที่ลูกชายจำเป็นต้องหนี เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากอาการตกใจจึงได้มีการเตลิดและไปทั่ว

สำหรับวิธีการแต่งกายหรือการใช้ชีวิตหลังก่อเหตุ ตนเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าลูกชายตนเองจะมีลักษณะพฤติกรรมแบบนี้ มีการคลุมใบหน้าใส่เสื้อฮู้ดตลอดเวลา หรือแม้แต่สวมใส่แว่นตา 2 ชั้น แต่ส่วนตัวก็เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากอาการตกใจและต้องการซ่อนอำพรางจึงได้มีการแต่งกายลักษณะแบบดังกล่าว เพราะก่อนหน้าไม่เคยเห็นลูกชายแต่งแบบนั้น แต่งลักษณะแบรนด์เนมเต็มตัว เพราะเจ้าตัวทำเกี่ยวกับการขายของแบรนด์เนมด้วย

และหลังจากวันที่ 27 พ.ค. ตนเองดูข่าวจากสื่อหลายสำนัก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือข่าวของช่องแปด ที่ตนเองนั่งดูข่าวแบบละเอียด จนกระทั่งเห็นพฤติกรรมและใบหน้า รวมถึงบางส่วนที่พอจะจำเค้าโครงได้ ตนเองจำได้ตั้งแต่วันแรกที่เห็นข่าวว่าเป็นลูกชาย แต่ได้มีการสอบถามลูกชายว่าคนในข่าวใช่ลูกหรือไม่ แต่ลูกชายดันปฏิเสธแล้วอ้างว่าเป็นคนอื่น เพียงแค่คนหน้าคล้ายหรือคนหน้าเหมือน สักวันตำรวจก็คงจับคนนั้นได้ซึ่งไม่ใช่ผมครับ หลังจากที่ลูกพูดได้ประโยคดังกล่าวตนเองก็อยากจะเชื่อ แต่ก็เชื่อไม่ได้ 100%เพราะเนื่องจากตนเองรู้ว่ามันคือบุคลิกและตัวตนของลูก จนกระทั่งมีโอกาสไปรับลูกมาจากจุดที่โรงรถ ซึ่งก็ไม่ได้ถามอะไรมาก จนกระทั่งมีตำรวจเข้ามาแสดงตัวจับกุมจึงรู้ความจริงทั้งหมด

ในคืนวันที่ลูกชายนั่งรถจากหัวหินมาลงที่ชุมพร ตนเองคือคนที่ขับรถออกไปรับลูกกลับบ้าน ซึ่งตอนนั้นลูกชายก็ไม่ได้พูดหรือเล่าความจริงอะไรให้ฟัง มีแต่พูดทำนองว่าผมกลับบ้านแม่มารับหน่อย ตัวเองก็ออกไปรับตามปกติ

สำหรับเรื่องของการที่ถูกกล่าวหาว่ามีการไปขโมยทรัพย์สินของคนตาย เอาทรัพย์สินไปขาย เอาเงินไปซื้อทอง หลังจากเกิดเหตุและข้อเท็จจริงปรากฏตนเองได้ถามลูกชาย ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า การที่ไปทวงเงินจำนวน 5,000,000 จากคนตายไม่ได้ และคนตายตายไปแล้ว จึงไม่รู้จะหาเงินมาคืนแม่และเพื่อนที่หยิบยืมไปด้วยวิธีใด จึงตัดสินใจเอาทรัพย์สินที่มีไปขายเพื่อที่จะเอาเงินมาคืน และเอาเงินอีกบางส่วนไปซื้อทอง ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดหลังจากที่ลูกชายซื้อหรือแปลงกลับมา ตนเองก็คืนให้ตำรวจไปหมดแล้ว

ทั้งนี้ กรณีที่ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับลูกชาย มีการประกาศขายแปลงที่ดินจำนวน 12 ไร่ ขายในราคา 5.5ล้าน นั้น ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของเพื่อนที่นำมาฝากขาย และช่วงหลังลูกชายก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นนายหน้าขายที่ดิน จึงได้มีการไปโพสต์ขาย และหวังกินเปอร์เซ็นต์จากค่าในหน้า ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งร้อยละ 3 แต่ที่ดินดังกล่าวได้ถูกขายไปแล้วจากในหน้าคนอื่น ซึ่งไม่ใช่ลูกชาย ดังนั้นลูกชายจึงไม่ได้ส่วนแบ่งจากเงินจำนวนดังกล่าว เพียงแค่ยังมีโพสต์ทิ้งเอาไว้ในโซเชียลเท่านั้น , แต่ก่อนที่จะเกิดเรื่องตนเองก็เพิ่งฝากลูกชายไปโพสต์ขายที่ดิน โดยเป็นที่ดินมรดกแต่มีการแบ่งขายจำนวน 22 ไร่ ไร่ละ 3 ล้าน หากลูกชายขายได้ก็จะได้เงินส่วนแบ่งจากตนเอง

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นแม้ว่าตนเองจะเป็นแม่ของคนก่อเหตุ ซึ่งก็ได้แต่แสดงความเสียใจกับครอบครัวคนตาย โดยคนตายก็พูดไม่ได้ ดังนั้นคนที่รู้ดีมากที่สุดก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างลูกชายกับคนตาย ส่วนตัวก็ได้แต่เป็นเพียงแค่แม่จึงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ และเข้าใจว่าไม่สามารถที่จะไปขออโหสิกรรมได้ด้วยตนเอง แต่ก็ได้แต่แสดงความเสียใจไปเท่านั้น และหลังจากนี้ลูกชายก็ต้องว่าไปตามกระบวนการของกฎหมาย ในเมื่อทำลูกเค้าตาย

ทีมข่าวตรวจสอบกล้องวงจรปิด โดยพบว่ามีภาพวันที่ 28 พ.ค. เวลา 23.09 น. จับภาพรถของนายกลาง ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากนายโฟชายใส่เสื้อฮู้ดจำนวน 5500 บาทจากหัวหิน ให้มาแวะส่งที่จังหวัดชุมพร

โดยภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านขายดอกไม้แห่งหนึ่งจากภาพว่ารถได้มีการจัดส่งที่หน้าร้านขายดอกไม้ ก่อนที่จะเห็นตัวของนายโฟชายใส่เสื้อฮู้ดเดินลงจากรถ , หลังจากส่งรถของนายกลางก็ขับกลับหัวหิน , ส่วนนายโฟชายใส่เสื้อฮู้ดได้มีการเดินเรียบไปกับถนน เพื่อไปรอแม่มารับอีกจุดหนึ่ง โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้

จากนั้น ซึ่งมีภาพจากกล้องวงจรปิดในคืนวันที่ 28 พ.ค. เวลา 23.14 น. (เวลากล้องช้า) จับภาพรถสีขาวของแม่นายโฟ ชายใส่เสื้อฮู้ด หลังจากขอให้นายกลางคนขับรถอีโนว่าที่ออกจากหัวหินมาแวะส่งที่แยกดังกล่าว

โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดจับรถสีขาวซึ่งเป็นรถของแม่ ขับเข้ามารับตัวของลูกชายเพื่อกลับบ้านหลังหลบหนีมุ่งหน้าลงใต้ โดยกล้องวงจรปิดจับภาพได้เพียงแค่รถของแม่ซึ่งยังไม่เห็นเจ้าตัวตอนที่ยืนคอยหรือตอนขึ้นลงรถ

ล่าสุดทีมข่าวช่อง 8 ได้พูดคุยกับดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากรอาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล ถึงลักษณะภาษากายต่างๆของนายโฟ ฆาตรกร 2 แว่น โดยดร.ตฤณห์ ได้เผยกับทีมข่าวช่อง 8 ว่า จากการสังเกตบุคลิกของนายโฟ ในตอนแรกจะภายในลิฟต์ พบว่านายโฟและผู้ตาย ค่อนข้างมีการรักษาระยะห่างของแต่ละคนอย่างชัดเจน โดยส่วนตัวเชื่อว่าหากทั้งคู่ยอมรับกันว่าเป็นคู่ขากันจริง จะต้องมีการแตะเนื้อต้องตัวกันบ้าง หรือมีความสบายใจในการหันหน้??

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...