โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

หากแม่ท้องเป็น "โรค APS" ก็เสี่ยงแท้งลูกได้

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2565 เวลา 11.45 น. • Motherhood.co.th Blog

หากแม่ท้องเป็น "โรค APS" ก็เสี่ยงแท้งลูกได้

การดูแลสุขภาพของแม่ตั้งครรภ์คือเรื่องที่จำเป็นมาก เพราะหมายความว่าสุขภาพของทารกในครรภ์จะดีตามไปด้วย แต่หากคุณเกิดเป็น "โรค APS" ขึ้นมา เท่ากับว่าความเสี่ยงในการสูญเสียทารกไปก็มีเพิ่มขึ้น แล้วเราจะป้องกันไม่ให้เกิดได้หรือไม่ หรือหากเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ เราสามารถรักษาไม่ให้อาการมันบานปลายได้หรือเปล่า วันนี้ Motherhood จะแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับโรคนี้กันให้มากขึ้นค่ะ

โรค APS คืออะไร ?

Antiphospholipid Antibody Syndrome หรือโรคลิ่มเลือดอุดตัน เป็นกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เป็นสาเหตุทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด ซึ่งอาจเกิดที่เส้นเลือดแดงหรือเส้นเลือดดำก็ได้ สามารถพบได้ทุกไตรมาสของการตั้งครรภ์ ทำให้การตั้งครรภ์ผิดปกติ การเจริญของทารกในครรภ์ต่ำกว่าปกติ การเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้ โดยที่ในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดการแท้งลูกโดยไม่ทราบสาเหตุ เกิดภาวะทารกโตช้าในครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อย หรือในไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์อาจทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือทารกเสียชีวิตในครรภ์ได้หากแม่ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอัตราในการสูญเสียทารกก็มีมากถึง 90% เลยทีเดียว

สาเหตุของ APS

สาเหตุของการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด สามารถพบโรคนี้ได้ 2-4% ของคนทั่วไป แต่มีการสันนิษฐานกันว่าอาจเป็นผลของ Antiphospholipid ซึ่งเป็น Antibody เชื่อมต่อเยื่อบุชั้นในของเกล็ดเลือดหรือส่วนประกอบการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดความผิดปกติของผนังด้านในของหลอดเลือด โดยมีภูมิคุ้มกันในร่างกายมาเป็นตัวกระตุ้น ทำให้หลอดเลือดอุดตัน ความผิดปกตินี้มักเกิดขึ้นหลังจากมีการติดเชื้อภายในร่างกาย

อาการของ APS

ขาบวมมากกว่าปกติ อาจบวมข้างเดียวหรือบวมทั้งสองข้างก็ได้ ซึ่งอาการบวมนี้แสดงว่าอาจมีการอุดตันเกิดขึ้นในหลอดเลือด ทำให้ปวดขามากจนเดินไม่ไหว จากที่ปกติแม่ท้องมีอาการขาและเท้าบวมอยู่แล้วแต่จะไม่ปวด หากมีอาการของโรคนี้ เมื่อเอามือกดบริเวณที่บวมแดงจะรู้สึกปวดมาก

การที่หลอดเลือดอุดตันได้นั้นเป็นเพราะมีลิ่มเลือดเกิดขึ้น หากลิ่มเลือดก้อนนี้หลุดออกไปอุดเส้นเลือดใหญ่ภายในร่างกาย เช่น ไปอุดหลอดเลือดที่ปอด ก็จะทำให้ปอดเกิดภาวะขาดออกซิเจนและมีโอกาสเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน พบได้ประมาณร้อยละ 12-15

การวินิจฉัยโรค

ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีในการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัยและไม่เป็นอันตรายกับแม่ท้อง คือ การทำดอปเลอร์ อัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจการไหลเวียนเลือดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ทำให้เห็นการไหลเวียนของเลือดว่าไหลช้าหรือไม่ มีการอุดตันหรือไม่ ซึ่งมีความไวในการวินิจฉัยที่ 95% และมีความแม่นยำถึง 99% เมื่อตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่ามีแนวโน้มของโรค สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือหาสาเหตุของโรคเพื่อรักษาที่ต้นเหตุ

การรักษาโรค

หากเป็นโรคนี้ขณะที่กำลังตั้งครรภ์ วิธีการรักษาคือการให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งยาละลายลิ่มเลือดมีทั้งยาฉีดและยากิน

  • ยากินมักจะให้เป็นแอสไพรินขนาดต่ำ ซึ่งช่วยป้องกันลิ่มเลือดโดยการปิดกั้นการรวมตัวของเกล็ดเลือด
  • การฉีดเฮปารินขนาดต่ำเพื่อป้องกันโรค (ยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ป้องกันความสามารถในการแข็งตัวของเลือด) ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

ข้อควรระวังของยาฉีดคือต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ ห้ามฉีดเอง แต่ก็มีข้อดีคือ ยาฉีดเป็นยาที่ไม่ผ่านน้ำนมและรก เพราะฉะนั้นจึงงไม่มีผลกับทารกในครรภ์ สำหรับยากิน ตัวยาจะผ่านน้ำนมและผ่านรก ซึ่งระหว่างตั้งครรภ์จะไม่ให้กินยานี้ในช่วง 3 เดือนแรก เพราะยาละลายลิ่มเลือดบางชนิดอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์พิการได้

นอกเหนือจากการรักษาที่อธิบายไว้แล้ว อาหารเสริมแคลเซียมและวิตามินดีสามารถกำหนดเพื่อลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนที่เกิดจากเฮปาริน (ความแข็งแรงของกระดูกลดลง) ยาเหล่านี้ปลอดภัยสำหรับทั้งแม่และลูก

ผู้ป่วย APS ควรทำอย่างไรเมื่อตั้งครรภ์ ?

หลังจากยืนยันการตั้งครรภ์แล้ว ผู้ป่วยควรพบแพทย์โรคข้อและสูติแพทย์โดยเร็วที่สุด วัตถุประสงค์ของการพบแพทย์คือเพื่อประเมินสถานะสุขภาพ โดยการตรวจร่างกายและการตรวจเลือด ตลอดการตั้งครรภ์ การมาตรวจครรภ์เป็นประจำ (มาบ่อยขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3) การตรวจเลือดและปัสสาวะ การวัดความดันโลหิต และการตรวจอัลตราซาวนด์ทางสูติกรรมเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ป่วยเองและสมาชิกในครอบครัวควรทำความคุ้นเคยกับอาการต่อไปนี้ซึ่งต้องไปพบแพทย์ทันที

  • สัญญาณเริ่มต้นของลิ่มเลือด ได้แก่ อาการชา บวม หรือปวดที่ขาและแขนกะทันหัน รวมทั้งหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด หรือเสมหะเป็นเลือด อัมพาตหรืออ่อนแรงที่ใบหน้าหรือแขนขา การพูดไม่ชัด และการเปลี่ยนแปลงทางสายตา
  • สัญญาณของโปรตีนที่เพิ่มขึ้นในปัสสาวะ ได้แก่ ปัสสาวะเป็นฟองหรือบวมที่มือ เท้า หรือใบหน้า
  • สัญญาณของภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (การลดลงของเกล็ดเลือด – ส่วนประกอบในเลือดที่ควบคุมการแข็งตัวของเลือด) ซึ่งรวมถึงเลือดออกจากปากหรือจมูก อุจจาระเป็นเลือดหรือสีเข้ม ปัสสาวะเป็นเลือด และมีรอยฟกช้ำหรือจุดสีแดงบนผิวหนัง
  • สัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ และการมองเห็นเปลี่ยนไป

นอกจากจะพร้อมที่จะดำเนินการทันทีหากเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น ผู้ป่วย APS ควรจัดให้มีการคลอดบุตรที่โรงพยาบาลด้วยแผนกบำบัดพิเศษทารกแรกเกิดและสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นสูงอื่น ๆ เพื่อให้การดูแลเฉพาะสำหรับผู้ป่วย APS และทารกของพวกเขาตามความจำเป็น

เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้ป่วย APS จะคลอดธรรมชาติ ?

หากแม่และทารกแข็งแรงในขณะที่คลอด การคลอดธรรมชาติก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หากแม่และ/หรือทารกอยู่ภายใต้ความเครียด หรือในกรณีของการคลอดก่อนกำหนด การผ่าตัดคลอดอาจเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเร็วที่สุดในการคลอด

แม่ที่เป็น APS ควรทำอย่างไรหลังคลอด ?

หลังจากการคลอด ผู้ป่วย APS จะต้องติดตามผลกับแพทย์โรคข้อเป็นประจำเพื่อติดตามโรคของตนเอง แนะนำให้ฉีดเฮปารินใต้ผิวหนังเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์หลังคลอดเพื่อป้องกันลิ่มเลือด

ข้อควรระวังพิเศษ เช่น ถุงน่องแบบเนื้อซัพพอร์ต และการเคลื่อนไหวตัวในระยะแรก เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่มีประวัติลิ่มเลือดอุดตันและสำหรับผู้ที่เคยผ่าตัดคลอด สำหรับตัวเลือกการคุมกำเนิดควรปรึกษากับสูตินรีแพทย์ แต่ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดที่มีเอสโตรเจน เนื่องจากยาเหล่านี้สามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดลิ่มเลือดได้

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...