โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

ทันหุ้น

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 02.28 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 02.28 น.

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,470-1,490 จุด โดยประเด็นภาษีการค้าสหรัฐฯแม้อัตราภาษีล่าสุดของไทยจะถูกปรับลดลงจากเดิม 19% ลงเหลือ 15% เท่ากันทั่วโลก แต่เรามองเป็นกลางและยังต้องติดตามสถานการณ์ในอนาคตซึ่งยังมีความผันผวน

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาศาลสูงสหรัฐฯตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของทรัมป์โดยใช้อำนาจเกินหน้าที่ อย่างไรก็ตามทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เก็บภาษีทั่วโลกในอัตรา 15% เป็นระยะเวลา 150 วัน และอาจใช้ช่องทางกฎหมายอื่นๆ ในการเก็บภาษีเพิ่มเติม ด้านตัวเลขเศรษฐกิจ GDP 4Q25 สหรัฐฯออกมาต่ำกว่าคาด +1.4% q-q SAAR แต่เงินเฟ้อ PCE สูงกว่าคาด +0.4% m-m ซึ่งยังทำให้ความคาดหวังในการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ยังคงอยู่ที่เดือน มิ.ย.-ก.ค.

ส่วนปัจจัยในประเทศเข้าสู่ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการประกาศผลประกอบการ 4Q25 ของบจ.เท่าที่ประกาศออกมาไม่ต่ำกว่าคาด ซึ่งช่วยจำกัด Downside EPS ปี 2026 ส่วนประเด็นบัตรเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล หากได้ข้อสรุปโดยเร็วโดยเฉพาะหากไม่ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ คาดว่ายังเป็นปัจจัยหนุนหุ้น Domestic Play ต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ Laggard ตลาด ขณะที่ Event เศรษฐกิจสำคัญสัปดาห์นื้คือการประชุมกนง.ซึ่งคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25%

กลยุทธ์ : เน้นหุ้น Domestic ที่ยัง Laggard ตลาด
หุ้นเด่นเดือน ก.พ. : BDMS, ERW, NSL, OSP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : MTC
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 46 บาท
• แนวโน้มปี 2026 ยังเป็นบวก ผู้บริหารยังตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ 10-15% y-y ซึ่งแม้จะมีความท้าทาย แต่จะเน้นสินเชื่อที่ Ticket Size ขนาดเล็กซึ่งเก็บหนี้ได้ดีกว่า ขณะที่ Cost of Fund คาดทยอยปรับลงจากหุ้นกู้ชุดใหม่ที่ต้นทุนต่ำลงมา รวมถึง Coverage Ratio ที่สูงขึ้นมีแนวโน้มจะทำให้ได้รับการปรับเพิ่ม Credit Rating ในอนาคต
• เราคาดกำไรปี 2026-28 เติบโตเฉลี่ย 12.4% CAGR หนุนจาก Loan Growth โดยการขยายสาขาจะชะลอตัวลง แต่จะเน้นเพิ่ม Productivity ต่อสาขาให้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นบวกต่อ Margin ราคาหุ้นยังเทรด PER เท่าต่ำเพียง 10.4 เท่าซึ่งยังไม่แพง
• แนวรับ 37.50-37 บาท แนวต้าน 39//40 บาท

ด้านบล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ยังไม่สามารถผ่าน 1490 จุด ขึ้นไปได้ และสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นจีนจะกลับมาซื้อขายปกติ และตลาดยังมีตัวแปรสำคัญ คือ การตัดสินใจของสหรัฐฯว่าจะโจมตีอิหร่านหรือไม่ (บวก/ลบ) อีกทั้งตลาดยังมีการรายงานกำไรของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้ง MSCI จะ rebalance ในช่วงปลายสัปดาห์ ประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ ไว้ที่ 1460-1490 จุด

ปัจจัยในประเทศ

  • การเมืองไทย: ปัจจุบันภูมิใจไทยรวมเสียงรัฐบาลได้กว่า 290 เสียงแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีเสถียรภาพมาก โดยเน้นความต่อเนื่องทางนโยบายเศรษฐกิจเดิม เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส จากนี้รอเพียงการประกาศรับรอง สส. จาก กกต. อย่างเป็นทางการ คาดจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นไม่เกิน พ.ค. 69 ส่วนประเด็นปัญหา เรื่อง QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เราประเมินไว้ก่อนว่า อาจไม่ถึงกับต้องเลือกตั้งใหม่
  • กำไรตลาด: เราประเมินกำไรตลาดไตรมาส 4/68 ไว้ที่ 2.2 แสนล้านบาท +34% yoy; -15% qoq หากกำไรเป็นไปตามที่คาด โดยกำไรตลาดปีนี้ จะจบที่ 1.1 ล้านล้านบาท ด้วย EPS ที่ 88 บาท ในช่วงนี้เป็นช่วงของการประกาศจ่ายปันผล และขึ้นเครื่องหมาย “XD” โดยหลายบริษัทประกาศจ่ายสูงกว่าปีก่อนและมีปันผลพิเศษ สะท้อนผลประกอบการโดยรวมที่ดีของตลาดหุ้น
  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีกำหนดประชุมในวันที่ 25 ก.พ. นี้ เพื่อพิจารณานโยบายดอกเบี้ยของไทย ขณะที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% โดยโอกาสที่ กนง. จะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้น้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจำไทยภาพรวมฟื้นตัวดีขึ้น ประกอบกับรัฐบาลใหม่เข้ามาส่งเสริมเศรษฐกิจ
  • Fund Flow ไหลเข้า: สุดสัปดาห์ก่อน (20 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 601 ล้านบาท, และในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 444 ล้านบาท
  • ค่าเงินบาท: ปิดตลาดเย็นวันที่ 20 ก.พ. อยู่ที่ระดับ 31.19/20 บาท/ดอลลาร์ ในระหว่างวัน เงินบาทมีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.10 – 31.30 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเคลื่อนไหวตามทิศทางของราคาทองคำในตลาดโลก (ในขณะที่สกุลเงินภูมิภาคส่วนใหญ่อ่อนค่าลง)
  • FTSE Global Equity Index Series ประกาศชื่อหุ้นคำนวณดัชนีฯ โดยจะใช้ราคาปิด 20 มี.ค.69 เพื่อทำ rebalance โดยชั้นของ #Large Cap นำหุ้น SCC ออก โดยย้ายไป #Mid Cap ส่วน #Small Cap นำ BPP, MAJOR ออก โดย MAJOR จะถูกลดชั้นไปอยู่ที่ #Micro Cap … การปรับหุ้นเข้า-ออก จะมีผลตรงต่อราคาหุ้นเหล่านี้ในันจันทร์(23 ก.พ.) รวมไปถึงหุ้นที่จะมีการปรับ weight ด้วย
  • MSCI Rebalance รอบเดือน ก.พ. 69 ประกาศคำนวณดัชนีฯ โดยใช้ราคาปิด วันที่ 27 ก.พ. 69 โดย MSCI GLOBAL STANDARD INDEXES หุ้นเข้า : ไม่มี ; หุ้นออก : CPAXT , MSCI GLOBAL SMALL CAP INDEXES หุ้นเข้า : CRC, IVL, JTS ; หุ้นออก : HANA, JMT, M, PLANB ทั้งนี้ เราประเมินว่า มีการทยอยเตรียมการมาระดับหนึ่งแล้ว สัปดาห์นี้ จึงมีผลต่อตลาดไม่มาก ยกเว้นวันที่ทำ rebalance ราคาปิดและปริมาณซื้อขาย ณ ราคา ATC ของหุ้น จะผิดปกติไป

ปัจจัยต่างประเทศ:

  • คดีภาษีการค้า IEEPA ของสหรัฐฯ: ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินชี้ขาดว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้กฎหมายฉุกเฉิน IEEPA เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทน (Reciprocal tariffs) กับประเทศคู่ค้านั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เนื่องจากอำนาจการจัดเก็บภาษีตามรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา ไม่ใช่ของฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม ทันทีที่พ่ายคดี ทรัมป์ได้โต้กลับเพื่อรักษาฐานอำนาจทางการค้า โดยเปลี่ยนไปใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมาย Trade Act ปี 1974 แทน พร้อมลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% (Global Tariff) และปรับเป็น 15% ในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา เป็นเวลา 150 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป … เราประเมินว่า ตลาดโลกจะกลับมาให้ความสนใจในเรื่องนี้อีกครั้ง น้ำหนักของข่าวนี้ ออกไปในโทนลบต่อตลาด แต่จะดีต่อสินทรัพย์ที่เป็น safe haven อาทิ ทองคำ
  • ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ (อิหร่าน) : ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาดให้อิหร่านมีเวลาเพียง 10-15 วัน ในการเจรจาและบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์อาจยอมผ่อนปรนให้อิหร่านเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมได้แบบ “พอเป็นพิธี” (Token) ตราบใดที่ไม่เปิดทางไปสู่การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อเลี่ยงการเกิดสงคราม (สหรัฐฯ-อิหร่าน)

Technical : BCH, KAMART

ขณะที่ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คาดการณ์กรอบ SET Index 1,475-1,490 จุด โดย วันนี้ SET มีโอกาสรีบาวน์หลังศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และ ทรัมป์ได้ใช้มาตรา 122 ขึ้นภาษีทั่วโลกเป็น 15% (ซึ่งเดิมไทยได้ 19%)

หุ้นแนะนำ

DELTA: มีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 7.18 พันล้านบาท (+250% yoy, +12% qoq) ใน 4Q25
เราคาดว่าแผนใช้งบลงทุนสูงในปี 2026 ของ hyperscaler รายใหญ่ของสหรัฐ น่าจะทำให้ยอดขาย/กำไรปกติต่อหุ้นของ Delta เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดถึง 28% yoy/61% yoy ในปี FY26 ตามลำดับ
(Take profit : 239.00 / Stop loss : 232.00)

TU: ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และ ทรัมป์ได้ใช้มาตรา 122 ขึ้นภาษีทั่วโลกเป็น 15% (ซึ่งเดิมไทยได้ 19%)
สัดส่วนส่งออกไปสหรัฐฯ ของ TU ราว 18%
(Take profit : 12.80 / Stop loss : 12.10)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...