โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หุ้นเทคสหรัฐฯ หมดแรงวิ่ง? งบยังดูดี แต่ดึงราคาหุ้นไม่อยู่ เจาะลึกทำไม “เงินไหลออก” แล้วไหลไปไหน

Thairath Money

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 06.34 น.
ภาพไฮไลต์

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มแสดงอาการ "หมดแรง" อย่างเห็นได้ชัด แม้ภาพรวมผลประกอบการของหลายบริษัทจะยังดูแข็งแกร่ง

แต่ดูเหมือนว่านักลงทุนจะเริ่มเปลี่ยนโหมดจากการ "ไล่ราคา" มาเป็น "ความระมัดระวัง" แทน จนนำไปสู่การปรับฐานครั้งสำคัญ ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก

หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ร่วงหนัก

ปัจจุบันเริ่มเห็นทิศทางดัชนีหลักในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะดัชนี NASDAQ ที่เป็นศูนย์รวมหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลง สะท้อนแรงขายทำกำไรที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มเทคโนโลยีโดยตรง เป็นภาพสะท้อนว่า หากเกิดความกังวลเพียงนิดเดียว นักลงทุนก็พร้อมจะกดปุ่มขายได้ทันที ทำให้ดัชนี NASDAQ

  • ลดลง 1.51% ใน 1 วัน
  • ลดลง 3.30% ใน 1 สัปดาห์
  • ลดลง 2.10% ใน 1 เดือน

และหากซูมดูในดัชนี NASDAQ 100 หรือ 100 บริษัทขนาดใหญ่ที่สุด พบว่าแรงขายกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์อย่างชัดเจน โดยหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดเมื่อวานนี้ ได้แก่

  • AMD ร่วง 17.31%
  • AppLovin ร่วง 16.12%
  • Palantir ร่วง 11.62%
  • Micron ร่วง 9.55%
  • Lam Research ร่วง 8.83%

สิ่งที่น่าสนใจคือดัชนี Dow Jones กลับขยับขึ้นได้ โดยปรับเพิ่มขึ้น 0.53% ใน 1 วัน เพิ่มขึ้น 0.88% ใน 1 สัปดาห์ เพิ่มขึ้น 1.07% ใน 1 เดือน ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินไม่ได้ไหลออกจากตลาดหุ้นทั้งหมด แต่เป็นการ "หมุนเวียน" ออกไปหาหุ้นคุณค่า หรือ Value Stocks แทน

ผลประกอบการ “โตแรง” ก็รั้งไม่อยู่

มุมมองจากโบรกเกอร์ในไทยต่างเห็นตรงกันว่าผลประกอบการที่เติบโตของหุ้นเทคโนโลยี อาจไม่ใช่เครื่องการันตีราคาหุ้นในนาทีนี้อีกต่อไป

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า เห็นสัญญาณชัดเจนของการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มชิปและซอฟต์แวร์ เนื่องจากความกังวลเรื่อง "ฟองสบู่ AI" และระดับราคาที่ Valuation ขยับขึ้นไปแพงเกินพื้นฐาน

แม้ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของหลายบริษัทจะดูดี แต่นักลงทุนเลือกที่จะโยกเงินเข้าสู่กลุ่มที่ไม่ใช้หุ้นเทคโนโลยี กลุ่มหุ้นขนาดเล็ก และกลุ่มหุ้นคุณค่าที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่นแทน

ด้านฝ่ายวิจัยฯ บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า กระแสเงินทุนโลกกำลังหมุนออกจากกลุ่มเทคโนโลยี ไปยังกลุ่มพลังงาน วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากตลาดเริ่มกังวลเรื่องอัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI : Return on Investment) หรือความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI

หลังจากที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งให้ Guidance ในอนาคตไม่ได้หวือหวาเท่าที่ตลาดคาดหวังไว้ อาทิ AMD ที่ราคาปรับตัวขึ้นสูงไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจิตวิทยานี้กลับกลายเป็นบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะหุ้นไทยที่มีสัดส่วนกลุ่มหุ้นคุณค่าสูงกว่า

ด้านบทวิเคราะห์ บล.พาย ระบุว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับเรื่องของผลประกอบการรายตัวที่ทยอยประกาศ ซึ่งการประกาศรอบนี้พบว่าผลประกอบการเติบโต หรือแม้กระทั่งขยายตัวมากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้อาจไม่เพียงพอ

แต่นักลงทุนจะไปจับตารอดูการส่งสัญญาณว่าช่วงถัดไปการเติบโตจะเป็นอย่างไร เช่น AMD ส่งสัญญาณระยะถัดไปอาจไม่ได้เด่นมาก กดดันราคาหุ้นปรับฐานถึง 17% และเป็นปัจจัยกดดันเทคโนโลยีทั้งตลาด โดยคืนนี้จะมีการประกาศของ Amazon แนะรอติดตาม หากแนวโน้มดีขึ้นอาจช่วยผ่อนคลายการลงทุน

Anthropic อาจเป็นภัยคุกคาม “หุ้นซอฟต์แวร์”

อีกหนึ่งปัจจัยลบสำคัญที่ซ้ำเติมหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์สหรัฐฯ จนดิ่งเหว คือความตื่นตระหนกจากการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ของ Anthropic สตาร์ตอัป AI ที่พัฒนาโมเดลของตัวเอง ชื่อระบบ Claude ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งสำคัญของ OpenAI ที่ Google และ Amazon ร่วมลงทุน

โดย Anthropic ได้เปิดตัวฟีเจอร์สำหรับงานด้านกฎหมาย ที่สามารถช่วยงานได้หลายอย่าง เช่น ตรวจทานและวิเคราะห์สัญญา จัดทำเอกสารทางกฎหมาย ไปจนถึงการค้นคว้าข้อมูลและสรุปเชิงกฎหมาย

เครื่องมือนี้ไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมช่วยค้นหาแค่ธรรมดา แต่อาจเข้ามาทำงานแทนที่ขั้นตอนการทำงานของมนุษย์ได้จริง ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจซอฟต์แวร์อื่น ๆ สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขัน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ มีการเทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์อย่างรุนแรง โดยนักลงทุนวิตกว่าความก้าวหน้าของ AI จะเข้ามาแทนที่ธุรกิจแบบเดิมๆ มากกว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่า ซึ่งชนวนสำคัญคือการเปิดตัว Anthropic

ทำให้หุ้นหลายตัวร่วงหนักรวมถึงบริษัทด้านข้อมูลกฎหมายรายใหญ่เช่น Thomson Reuters, RELX และ Wolters Kluwer โดยบางตัวร่วงกว่า 10 % และบางตัวอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

โจนาธาน แมคมัลลัน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บลจ. ชโรเดอร์ส ระบุว่า นักลงทุนกำลังปรับการให้มูลค่าอย่างดุดัน ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนยอมจ่าย หรือ Visibility premium กำลังลดลง เพราะความเร็วของการพัฒนา AI ทำให้การประเมินมูลค่าในระยะยาวทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเครื่องมือ AI ช่วยให้ธุรกิจสามารถทำงานได้มากขึ้นด้วยพนักงานน้อยลง ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อรูปแบบดั้งเดิมของการคิดค่าบริการต่อผู้ใช้ซอฟต์แวร์

ที่มา : บล.เอเซีย พลัส, บล.กรุงศรี, บล.พาย, Reuters

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หุ้นเทคสหรัฐฯ หมดแรงวิ่ง? งบยังดูดี แต่ดึงราคาหุ้นไม่อยู่ เจาะลึกทำไม “เงินไหลออก” แล้วไหลไปไหน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...