โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มะพร้าวน้ำหอม “รสขม” ราคาดิ่งเหวทำเกษตรกรน้ำตาตก เกิดอะไรขึ้นกับผลไม้ชื่อดังไทย

SMART SME

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘มะพร้าวน้ำหอม’ ผลไม้ไทยระดับพรีเมียมที่ครองใจคนทั่วโลก ด้วยเสน่ห์ของกลิ่นหอม รสสัมผัสหวานฉ่ำอันเป็นเอกลักษณ์ ที่สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศในแต่ละปีอย่างมหาศาล เป็นพืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชีวิตเกษตรกรไทยจากรุ่นสู่รุ่น ที่มากกว่าเครื่องดื่มดับความกระหาย

ท่ามกลางความหอมหวานที่เคยรุ่งโรจน์ วันนี้สถานการณ์กลับเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อราคามะพร้าวที่เคยพุ่งสูงกลับร่วงกราวอย่างน่าใจหาย ทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับขุมทรัพย์กลางสวนผืนนี้?

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยข้อมูลว่าในปี 2567 ไทยมีมะพร้าวอ่อนมีเนื้อที่ยืนต้น 302,823 ไร่ ขยายตัว 14.2% จากปีก่อน มีผลผลิต 575,246 ตัน และปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้น 305,743 ไร่ ขยายตัว 1.0% มีผลผลิต 877,513 ตัน ขยายตัว 49.8% จากปีก่อน โดยจังหวัดที่ปลูกมะพร้าวอ่อนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ราชบุรี 112,995 ไร่ อันดับ 2 สมุทรสาคร 45,201 ไร่ อันดับ 3 นครปฐม 19,757 ไร่ อันดับ 4 สมุทรสงคราม 12,748 ไร่ และอันดับ 5 ประจวบคีรีขันธ์ 12,211 ไร่

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาเริ่มตกต่ำลงตั้งแต่เดือน ก.ค.68 และตกต่ำอย่างมากในเดือน ต.ค.68 ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวที่ผู้บริโภคชาวจีนลดการบริโภคเครื่องดื่มเย็นลง ทำให้ช่วง 1 ต.ค.-ก.พ. ของทุกปี ราคามะพร้าวน้ำหอมจะลดต่ำลง อีกทั้ง ในปี 68 ผลผลิตมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของเรื่องนี้

สาเหตุของปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ดังต่อไปนี้

ปัจจัยด้านตลาดจีน โดยเป็นตลาดส่งออกหลักมาถึงร้อยละ 81 ของมูลค่าการส่งออก พบว่าผู้บริโภคชาวจีนหันไปนิยมน้ำมะพร้าวบรรจุขวดมากขึ้น ซึ่งมีความสะดวกกว่า และสามารถควบคุมรสชาติ-ปริมาณได้สม่ำเสมอ ในขณะที่มะพร้าวสดแบบลูก ควบคุมมาตรฐานได้ยาก รวมถึงต้องแช่เย็นตลอดห่วงโซ่ขนส่ง

แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเริ่มกลับมาขยายตัว แต่ก็เติบโตชะลอลงเมื่อเทียบกับอดีต ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกของผู้บริโภคที่ยังมองว่า “เศรษฐกิจ” ยังไม่ค่อยดี ทำให้ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีทางเลือกหลากหลาย ขณะเดียวกันสินค้าเกษตรกรไทยมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้มีความอ่อนไหวเรื่องของราคา เช่นเดียวกับการแข่งขันของโรงงานผลิตน้ำมะพร้างเองที่มีการแข่งขันสูง จึงกดราคารับซื้อมะพร้าวสด

แน่นอนว่าว่าอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญตอนนี้ นั่นคือล้งจีนที่ส่งออกน้ำมะพร้าวที่มีส่วนผสมอื่น ๆ ไม่ใช่มะพร้าวน้ำหอมแบบ 100% แต่บอกว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% จากไทย ซึ่งมีต้นทุนถูกกว่ามาก เป็นการทำลายตลาดน้ำมะพร้าวน้ำหอมปกติของไทย กระทบต่อเนื่องมาที่ราคาที่ผู้ประกอบการรวบรวม/ส่งออก รับซื้อจากเกษตรกรลดลง

อีกทั้ง กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการตรวจสอบกิจการล้งมะพร้าวที่อาจเข้าข่ายนอมินี และฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มอบหมายกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี 2 ครั้ง ตรวจสอบล้งมะพร้าว 3 แห่ง และบริษัทที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายนอมินี 4 แห่ง รวมทั้งตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น ไม่ถึงร้อยละ 50 (ยังคงมีสถานะเป็นไทย) 217 บริษัท ของ จ.ราชบุรี และตรวจสอบการถือครองที่ดิน ตั้งแต่ 5 ไร่ขึ้นไปใน จ. ราชบุรีและสมุทรสาคร

เมื่อดูการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย พบว่าจีนมีการนำเข้ามะพร้าวจากอินโดฯ เป็นอันดับ 1 คิดเป็น 46.7% เนื่องจากมีราคามะพร้าวถูกกว่าไทย และในปี 2568 อินโดฯ มีความร่วมมือในการจัดหามะพร้าวปริมาณ 1 ล้านตันใน 5 ปี ให้กับ Luckin Coffee แบรนด์กาแฟรายใหญ่ของจีน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้ประกอบการชาวจีนเข้าไปลงทุนปลูกมะพร้าวในอินโดฯ เพื่อควบคุมต้นทุน และคุณภาพอีกด้วย

ส่วนที่เวียดนาม จีนได้เพิ่มการนำเข้ามะพร้าวจากเวียดนามอย่างรวดเร็วส่งผลให้การส่งออกมะพร้าวจากเวียดนามไปสู่จีนในปี 2568 ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเวียดนามได้เปรียบในด้านต้นทุนหลายประการ เช่น ค่าขนส่งที่ตำกว่า เพราะมีพรมแดนติดกับจีน และมีปริมาณผลผลิตในระดับขนาดใหญ่ จึงเสนอราคาที่แข่งขันได้ดีกว่ามะพร้าวจากไทย

นอกจากนี้ จีนยังมีการเพาะปลูกมะพร้าวในพื้นที่ในประเทศ เช่น ไห่หนาน โดยมีข้อมูลออกมาว่าสามารถในผลผลิตดี แต่ปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งจีนได้เร่งเพิ่มผลผลิต และอาจส่งผลกระทบต่อไทยในระยะยาว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...