33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (162)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (162)
ผลแห่งคดี
ผู้ต้องหาแต่ละคนที่ร่วมกันฆ่า ด.ต.ดุสิต รัตนมณี มีประวัติก่อคดีมาอย่างโชกโชน ไม่ธรรมดาเลย นี่เฉพาะเอกสารที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น ในทางการสืบสวนที่ลงลึกไปอีกที่ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นเอกสารนั้น ผาดโผนยิ่งกว่าหลายเท่า
จนผู้ต้องหาบางคนได้รับฉายาที่เรียกกันว่า “เจ้าแม่สงขลา” จึงได้มาเพราะฝีมือการกระทำล้วนๆ
ในระหว่างการสืบสวนคดีนี้ผมจะได้ยินปากคำจากพยานทั้งในคดีนี้ และคนทั่วๆ ไป พูดเล่าให้ฟังถึงการกระทำของเจ้าแม่สงขลาในทำนองนี้ “ปืนที่พกอยู่ในกระเป๋าถือ จะถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะเจรจาเสมอ เมื่อผลไม่ได้ดังใจ” ดังเข้ามาในสองรูหูของผมเสมอ
อำนาจเงินและอำนาจการเมืองท้องถิ่น สร้างคนในลักษณะแบบนี้ขึ้นมาเสมอไม่ว่าจะหญิงหรือชาย
ผมได้ทำงานหมกมุ่น หามรุ่งหามค่ำคดีฆ่า ด.ต.ดุสิต รัตนมณี ร่วมกับตำรวจตั้งแต่จับกุมผู้ต้องหาได้เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 จนสอบสวนมาได้นานกว่า 2 เดือนแล้ว
เป็นอีกคดีหนึ่งที่สร้างความลำบากใจและเหน็ดเหนื่อยให้กับผมมากทีเดียว เพราะมีอิทธิพลท้องถิ่น ทั้งตำรวจปัจจุบันและอดีตตำรวจเกี่ยวข้องในคดี
การทำงานบางครั้งก็ล่วงรู้ไปถึงฝ่ายผู้กระทำผิด ภารกิจสำคัญๆ จึงคว้าน้ำเหลว เสียทั้งเวลา เสียทั้งกำลังใจ
แตกต่างจากคดีฆ่า 5 ศพ ศักดิ์ ปากรอ เพราะมีทีมงานจำนวนมากคอยช่วยเหลือ ส่วนคดีฆ่า ด.ต.ดุสิต รัตนมณี ส่วนใหญ่ผมต้องสอบสวนเพียงลำพังด้วยตัวเองและทำงานแข่งกับเวลา เพราะมีภาระอื่นๆ มาบีบต้องรีบทำงานให้เสร็จ
หลักฐานบางอย่างซึ่งต้องรอคอยอย่างยาวนาน จึงจะทำให้คดีสมบูรณ์ 100% จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้
จนกระทั่งวันที่ 13 ตุลาคม 2540 เอกสารจำนวน 604 แผ่น เป็นสำนวนการสอบสวนที่สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ก็ส่งถึงมือพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด 8 คน โดยจับกุมตัวได้ 4 คน อายัดตัว 1 คน (ถูกควบคุมตัวไว้ในคดีอื่น) และหลบหนี 3 คน ดังนี้
1) นายสังคม หรือคม สายสลำ อายุ 19 ปี
2) นายมโนชญ์ หรือยีกาด หมัดหมีน อายุ 46 ปี
3) นายดลเล๊าะรือ ย่ามีน หมัดหมีด อายุ 38 ปี
4) นายสุรินทร์ หรือรินทร์ สันทจิตร หรือฉันทจิตร อายุ 33 ปี (หลบหนี) เมื่อตรวจสอบทะเบียนราษฎร์จึงทราบนามสกุลที่ถูกต้อง
5) นายชัชชัย หรือเผือก จิตพิทักษ์ อายุ 39 ปี (หลบหนี)
6) นายยูโส๊บ หรือโส๊บอ้วน เมืองเล่ง อายุ 38 ปี (อายัดตัว)
7) นางพรณี หรือแก้ว วรรณวงศ์ อายุ 45 ปี
8) ด.ต.วิชัย หรือจ่าหมัด วรรณวงศ์ อายุ 45 ปี (หลบหนี)
รายงานการสอบสวนจำนวน 26 แผ่น ได้สรุปรายละเอียดที่เป็นหลักฐานมัดตัวผู้ต้องหาไว้ทุกคน ภายหลังผมได้ย้ายไปจังหวัดอื่น ได้ย้อนกลับมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ที่ศาลจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2542 และต่อเนื่องถึง 2 วันเต็มๆ คดีนี้มีนายวิรัตน์ กัลยาศิริ เป็นทีมทนายความแก้ต่างให้จำเลย และต่อมาเป็น ส.ส.จังหวัดสงขลา
ทนายความฝ่ายจำเลยผลัดกันซักผลัดกันถามผม จนหมดสิ้นประเด็น
ในวันเวลาต่อมา ผมย้ายไปแล้ว ท่านอัยการธณิต นกหนู รองอัยการจังหวัดสงขลา แจ้งให้ผมทราบว่า วันนี้คือวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ศาลจังหวัดสงขลาได้อ่านคำพิพากษาคดี ร่วมกันฆ่า ด.ต.ดุสิต รัตนมณี จนถึงแก่ความตายโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน เหตุเกิดวันที่ 29 เมษายน 2540 เวลาประมาณ 07.50 น. ที่บริเวณสถานที่ก่อสร้างบ้านบนเมือง ริมถนนสายท่าเรือน้ำลึก สะพานติณสูลานนท์ ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา ผู้ต้องหาถูกจับกุมได้ จำนวน 5 คน หลบหนีไป 3 คน
ศาลได้มีคำพิพากษาว่า นายสังคม หรือคม, นายมโนชญ์ หรือยีกาด, นายดลเล๊าะรือ ย่ามีน, นายยูโส๊บ หรือโส๊บอ้วน, นางพรณี หรือแก้ว มีความผิดตามข้อกล่าวหา แต่นายยูโส๊บ หรือโส๊บอ้วนมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้กระทำผิด ดังนั้น จึงมีคำพิพากษาลงโทษนายสังคม หรือคม, นายดลเล๊าะรือ ย่ามีน, นายมโนชญ์ หรือยีกาด ให้ประหารชีวิต
แต่เนื่องจากให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนจึงลดโทษให้หนึ่งในสาม คงเหลือจำคุกตลอดชีวิต
และให้ลงโทษนายยูโส๊บ หรือโส๊บอ้วน จำคุกตลอดชีวิต แต่นางพรณี หรือแก้วให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ให้ลงโทษประหารชีวิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังคงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกตลอดชีวิตทุกคน ยกเว้นให้ประหารชีวิตนางพรณี หรือแก้ว วรรณวงศ์ ผู้ใช้จ้างวานฆ่า ด.ต.ดุสิต รัตนมณี โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2545 ตามคดีหมายเลขดำที่ 716/2543
ส่วนคดียิงที่ห้าแยกน้ำกระจาย ยิงนายหมัดหมีน หรือหมัดเด้ง คงคาลิหมีน ศาลจังหวัดสงขลา มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต นายสังคม หรือคม สายสลำ และให้ประหารชีวิต นายยูโส๊บ หรือโส๊บอ้วน เมืองเล่ง
แต่ผลคดีฆ่า ด.ต.ดุสิต ชั้นศาลฎีกาก็พลิกกลับตาลปัตรอีกคดีหนึ่ง ผมทราบว่า นางพรณี หรือแก้ว วรรณวงศ์ ถูกจำคุกในเรือนจำอยู่นานถึง 7 ปี
และครั้งหนึ่ง ผมเคยเจอนางพรณี หรือแก้ว หลังจากพ้นโทษ ที่สนามบินแห่งหนึ่งทางภาคใต้ นางพรณี หรือแก้วก็ไม่แสดงอารมณ์โกรธหรืออาฆาตมาดร้าย และยังได้พูดทักทายผมอย่างดี พร้อมกับรับสารภาพว่า “พี่วิ่งเต้นจนหมดตัว”
ตำรวจที่สืบสวนสอบสวนคดีมาด้วยตัวเองด้วยความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ เที่ยงตรง และรู้เหตุการณ์เบื้องลึกเบื้องหลังของคดีนั้นมั่นใจเสมอว่า จับคนร้ายไม่ผิดตัวอย่างแน่นอน
วันที่ 30 ตุลาคม 2540 เวลา 10.10 น. ศาลจังหวัดสงขลาได้มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตนายเรืองศักดิ์ ทองกุล จำเลยที่ 1 และสั่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิต นายสงกรานต์ แก้วอุบล จำเลยที่ 2 ในคดีสังหารโหด นายประภาส บุญทวี เจ้าหน้าที่อนามัยสามบ่อ อ.ระโนด จ.สงขลา นางเจียมจิตร บุญทวี และลูก รวม 5 ศพ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2540 โดยมีพนักงานอัยการจังหวัดสงขลาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง
ในคดีนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วมีความเห็นสรุปว่า พฤติกรรมของจำเลยทั้งสองถือเป็นการกระทำที่เหี้ยมโหด ทั้งนี้ ในวันเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองบุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 162 หมู่ที่ 8 ต.ชิงโค อ.สิงหนคร จ.สงขลา เพื่อชิงทรัพย์ จากนั้นร่วมกันลงมือฆ่าแขวนคอนายประภาส บุญทวี อายุ 42 ปี พร้อมกับบุตรชายอีก 3 คน คือ ด.ช.กัมปนาท อายุ 13 ปี ด.ช.ชัฎชวาลย์ อายุ 12 ปี และ ด.ช.ปรนนท์ อายุ 11 ปี ไว้ที่ราวบันไดบ้าน ส่วนนางเจียมจิตร ภรรยา ถูกฆ่ารัดคอด้วยเน็คไทอยู่ภายในห้องพัก จนถึงแก่ความตายอย่างอนาถ
การกระทำของจำเลยกระทำอย่างทารุณโหดร้าย เพียงเพื่อสะดวกต่อการชิงทรัพย์ และเพื่อปกปิดความผิดที่ก่อขึ้น
ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ถูกตำรวจจับกุมที่ จ.กาญจนบุรี พร้อมซัดทอดว่ามีจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดด้วย ตำรวจสามารถจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ที่ จ.สงขลา พร้อมแจ้งข้อหามีความผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายเพื่อปกปิดความผิด
ในชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ต่อมานายเรืองศักดิ์กลับคำรับสารภาพในชั้นศาล โดยปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาว่า ไม่รู้จักกับจำเลยที่ 2 และถูกพนักงานสอบสวนบังคับให้รับสารภาพ
แต่จากการสืบพยานโจทก์ทั้งหมด 29 ปาก และพยานในจำเลยที่ 1 อีก 3 ปาก พบมีหลักฐานความผิด
ศาลพิเคราะห์แล้วว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยกระทำการทารุณโหดร้ายเพื่อสะดวกในการชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 และ 83 จำเลยมีความผิดทุกกรรม ทุกวาระ ทุกกระทงความผิดให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน มาตรา 6 ทวิ วรรค 1, 72 วรรค 1, 72 ทวิ วรรคท้าย ให้จำคุกคนละ 2 ปี ฐานพกพาอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุกอีกคนละ 1 ปี
สำหรับจำเลยที่ 2 ได้รู้สึกสำนึกในความผิดที่กระทำ โดยรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลจังหวัดสงขลาจึงลดโทษให้จำเลยที่ 2 เหลือกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ในความผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้าย เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต
เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนของกลาง
อนึ่ง เนื่องจากโทษที่ศาลจังหวัดสงขลาลงแก่จำเลยทั้งสองเป็นโทษสถานหนักที่สุดแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม เมื่อครบกำหนด 1 เดือน นับตั้งแต่มีคำพิพากษา หากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลจังหวัดสงขลาจะต้องส่งสำนวนและร่างคำพิพากษาคดีนี้ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 กรุงเทพฯ เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสงขลา คดีจึงจะถึงที่สุด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (162)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly