“สหรัฐ” กักตุน “ทองแดง” หนักสุดในรอบหลายทศวรรษ ดันราคาพุ่ง บิดเบือนตลาดโลก
การไหลเข้า "ทองแดง" จำนวนมหาศาลสู่ "สหรัฐ" จากความกังวลภาษีทรัมป์ ดันสต็อกทองแดงในประเทศพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้ซัพพลายโลกตึงตัว
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 01.46 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สหรัฐกำลังสะสมทองแดงในปริมาณมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษอย่างเงียบ ๆ จนบิดเบือนกระแสการไหลของโลหะอุตสาหกรรมชนิดนี้ออกจากตลาดโลก และยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันด้านราคาในห่วงโซ่อุปทานทองแดงทั่วโลก
กระแสทองแดงไหลเข้าสหรัฐเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนตลอดปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กลับมาสร้างความไม่แน่นอนให้ตลาดอีกครั้ง ความกังวลว่าสหรัฐอาจเก็บภาษีนำเข้าทองแดงบริสุทธิ์ (refined copper) ทำให้ราคาทองแดงในนิวยอร์กพุ่งสูงกว่าราคามาตรฐานโลกในลอนดอน จูงใจให้บริษัทค้าโภคภัณฑ์เร่งขนทองแดงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าสหรัฐ
แม้ทรัมป์จะยังไม่เก็บภาษีทองแดงบริสุทธิ์โดยตรง แต่การส่งสัญญาณว่าจะกลับมาทบทวนนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ได้จุดชนวนความกังวลรอบใหม่ ส่งผลให้ช่องว่างราคาระหว่างนิวยอร์กกับลอนดอนกลับมาเปิดกว้างอีกครั้ง และทำให้สต็อกทองแดงในสหรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก US Geological Survey ระบุว่า สหรัฐนำเข้าทองแดงสูงถึง 1.7 ล้านตัน ในปีที่ผ่านมาเกือบ 2 เท่าจากปีก่อนหน้า ขณะที่ทองแดงในคลังสินค้าที่ได้รับการรับรองของตลาดฟิวเจอร์ส CME (Comex) เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งตั้งแต่ต้นปี 2568 จนล่าสุดแตะกว่า 5 เท่า ของระดับเมื่อปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1989
หากนับรวมทองแดงนอกตลาดซื้อขายอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์ของ BMO Capital Markets ประเมินว่า สหรัฐฯ อาจกักตุนทองแดงรวมราว 1 ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการผลิตต่อปีของเหมืองทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Escondida ในชิลี
การสะสมทองแดงจำนวนมากในสหรัฐ ทำให้ซัพพลายที่เหลือสำหรับประเทศอื่นตึงตัวมากขึ้น ซ้ำเติมปัญหาการหยุดชะงักของเหมืองในหลายประเทศ ตั้งแต่ชิลีไปจนถึงอินโดนีเซีย ปัจจัยเหล่านี้ รวมถึงแรงเก็งกำไร ส่งผลให้ราคาทองแดงพุ่งทำสถิติสูงสุด โดยราคาที่ตลาดโลหะลอนดอน (London Metal Exchange) เคยทะยานเกิน 14,500 ดอลลาร์ต่อตัน ในช่วงปลายเดือนมกราคม ก่อนจะอ่อนตัวลงตามแรงขายในตลาดโลหะโดยรวม
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ BNP Paribas เตือนว่าราคาทองแดงอาจสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน โดยชี้ว่าราคาที่สูงกว่า 11,000–11,500 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแรงเก็งกำไร
ราคาที่อยู่ในระดับสูงส่งผลกระทบต่อโรงงานแปรรูปทองแดงในจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก หลายแห่งประสบปัญหาต้นทุนวัตถุดิบสูง และไม่สามารถผลักภาระไปยังลูกค้าได้เต็มที่ จนต้องลดหรือชะลอการผลิต
ในระยะยาว ตลาดยังคงมองบวกต่อความต้องการทองแดงจากพลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์ด้าน AI แต่ในระยะสั้น อุปสงค์ที่อ่อนแรงสะท้อนผ่านระดับสต็อกทองแดงในคลังของตลาดลอนดอน เซี่ยงไฮ้ และนิวยอร์ก ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2546
นักวิเคราะห์เริ่มมองว่า ทองแดงที่สะสมในสหรัฐอาจไม่ได้เป็นเพียงการกักตุนเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่มีแรงหนุนจากภาครัฐด้วย หลังรัฐบาลทรัมป์ผลักดันแผนสร้างคลังสำรองแร่สำคัญมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ ภายใต้โครงการ Project Vault เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและการพึ่งพาการนำเข้าจากจีน
แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าทองแดงจะมีสัดส่วนเท่าใดในโครงการดังกล่าว แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า โลหะชนิดนี้จะเป็นหนึ่งในแร่ยุทธศาสตร์หลัก เช่นเดียวกับในอดีตช่วงสงครามเย็น ที่สหรัฐเคยกักตุนทองแดงเพียงพอสำหรับการใช้งานหลายเดือนเพื่อรับมือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
อ้างอิง : www.bloomberg.com