คัด 10 หุ้นเด่น รับ หุ้นไทย ลุ้นรีบาวด์แรง
บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาด หุ้นไทย ลุ้นรีบาวด์แรง รับอานิสงส์ตลาดเอเชียฟื้นตัว พร้อมคัด 10 หุ้นเด่นต่างชาติสะสม-ชูไทยรับมือ Oil Shock ได้
วันที่ 5 มี.ค.2569 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประเมินสถานการณ์ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว
โดยวานนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป รีบาวด์ราว 0.8%-1.7% ขณะที่ ตลาดหุ้นเอเชีย ดีดตัวขึ้นแรง นำโดย ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่พุ่งขึ้น 11.3% และญี่ปุ่น บวก 4.1% ปัจจัยหนุนหลักมาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงส่งสัญญาณแข็งแกร่ง โดยดัชนีภาคบริการสหรัฐฯ (ISM) เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ออกมาที่ 56.1 จุด ทำจุดสูงสุดในรอบ 40 เดือน และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องจับตาความตึงเครียดทางการค้า หลังสหรัฐฯ เตรียมพิจารณาขึ้นภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 15% ภายในสัปดาห์นี้ รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงรุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันโลก
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยดัชนีมีโอกาสฟื้นตัวตามตลาดหุ้นเอเชีย หลังจากที่ปรับตัวลดลงมาอย่างหนักถึง 10.4% ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา สอดคล้องกับสถิติย้อนหลัง 5 ปีที่ชี้ว่า หากบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (Prop Trade) มีการเทขายหุ้นอย่างหนัก ซึ่งวานนี้มีการเทขายสูงสุดในรอบ 5 ปี มูลค่ากว่า 9.5 พันล้านบาท ในวันทำการถัดมาดัชนีมักจะบวกกลับมาได้เฉลี่ยราว 1 ใน 3 ของช่วงที่ปรับลดลงไปนอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดซื้อสะสมหลังการเลือกตั้งรวมกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท โดยมีต้นทุนเฉลี่ยที่ระดับ 1,432 จุด ซึ่งยังคงสูงกว่าดัชนีในปัจจุบันที่ 1,384 จุด
กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ จึงแนะนำให้หาจังหวะสะสมหุ้นที่ต่างชาติทยอยซื้อสะสมแต่ราคาปรับย่อตัวลงมามากเกินไปเพื่อหวังจังหวะรีบาวด์ โดยมี 10 หุ้นเด่น ได้แก่ BGRIM, IVL, AWC, MINT, BA, BJC, SCC, CRC, LH และ MEGA
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าจากความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลางที่อาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ Oil Shock หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 20% จะสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หลายประเทศอาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่ในบริบทของประเทศไทยนั้นแตกต่างออกไป เนื่องจากปัจจุบันฐานเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและติดลบอย่างต่อเนื่อง (-0.66%) ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ใช่ความท้าทายหลัก
ตรงกันข้าม อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Policy Rate) ของไทยกลับอยู่ในระดับที่สูงถึง 1.66% ซึ่งเปิดช่องว่างให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถเรียกประชุมนัดพิเศษเพื่อปรับลดดอกเบี้ยลงได้ทันที หากสถานการณ์มีความจำเป็น