โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คัด 10 หุ้นเด่น รับ หุ้นไทย ลุ้นรีบาวด์แรง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 09.52 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 02.52 น.

บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาด หุ้นไทย ลุ้นรีบาวด์แรง รับอานิสงส์ตลาดเอเชียฟื้นตัว พร้อมคัด 10 หุ้นเด่นต่างชาติสะสม-ชูไทยรับมือ Oil Shock ได้

วันที่ 5 มี.ค.2569 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประเมินสถานการณ์ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว

โดยวานนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป รีบาวด์ราว 0.8%-1.7% ขณะที่ ตลาดหุ้นเอเชีย ดีดตัวขึ้นแรง นำโดย ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่พุ่งขึ้น 11.3% และญี่ปุ่น บวก 4.1% ปัจจัยหนุนหลักมาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงส่งสัญญาณแข็งแกร่ง โดยดัชนีภาคบริการสหรัฐฯ (ISM) เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ออกมาที่ 56.1 จุด ทำจุดสูงสุดในรอบ 40 เดือน และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องจับตาความตึงเครียดทางการค้า หลังสหรัฐฯ เตรียมพิจารณาขึ้นภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 15% ภายในสัปดาห์นี้ รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงรุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันโลก

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยดัชนีมีโอกาสฟื้นตัวตามตลาดหุ้นเอเชีย หลังจากที่ปรับตัวลดลงมาอย่างหนักถึง 10.4% ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา สอดคล้องกับสถิติย้อนหลัง 5 ปีที่ชี้ว่า หากบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (Prop Trade) มีการเทขายหุ้นอย่างหนัก ซึ่งวานนี้มีการเทขายสูงสุดในรอบ 5 ปี มูลค่ากว่า 9.5 พันล้านบาท ในวันทำการถัดมาดัชนีมักจะบวกกลับมาได้เฉลี่ยราว 1 ใน 3 ของช่วงที่ปรับลดลงไปนอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดซื้อสะสมหลังการเลือกตั้งรวมกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท โดยมีต้นทุนเฉลี่ยที่ระดับ 1,432 จุด ซึ่งยังคงสูงกว่าดัชนีในปัจจุบันที่ 1,384 จุด

กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ จึงแนะนำให้หาจังหวะสะสมหุ้นที่ต่างชาติทยอยซื้อสะสมแต่ราคาปรับย่อตัวลงมามากเกินไปเพื่อหวังจังหวะรีบาวด์ โดยมี 10 หุ้นเด่น ได้แก่ BGRIM, IVL, AWC, MINT, BA, BJC, SCC, CRC, LH และ MEGA

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าจากความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลางที่อาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ Oil Shock หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 20% จะสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หลายประเทศอาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่ในบริบทของประเทศไทยนั้นแตกต่างออกไป เนื่องจากปัจจุบันฐานเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและติดลบอย่างต่อเนื่อง (-0.66%) ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ใช่ความท้าทายหลัก

ตรงกันข้าม อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Policy Rate) ของไทยกลับอยู่ในระดับที่สูงถึง 1.66% ซึ่งเปิดช่องว่างให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถเรียกประชุมนัดพิเศษเพื่อปรับลดดอกเบี้ยลงได้ทันที หากสถานการณ์มีความจำเป็น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...