138 คนไทยในอิหร่านขอกลับบ้าน สถานทูตไทยพาออกชุดแรก 7 มี.ค.
เมื่อวันที่ 4 มี.ค. เวลา 19.30 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า ขณะนี้ยังมีการรายงานการโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยอิสราเอลยังโจมตีอิหร่านหลายพื้นที่ รวมถึงประเทศเลบานอน ทั้งกรุงเบรุต และพื้นที่ทางภาคใต้ของเลบานอน ทำให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 58,000 คนในเลบานอน และเสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน อีกทั้งมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคน ขณะที่รัฐบาลเลบานอนได้ประกาศให้พลเมืองอพยพทันที ขณะเดียวกันอิหร่าน ยังโจมตีอิสราเอล แต่ฝ่ายอิสราเอลสามารถสกัดขีปนาวุธส่วนใหญ่ได้ นอกจากนี้ อิหร่านยังโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และกาตาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและสถานกงสุลใหญ่ของสหรัฐฯ เป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในพื้นที่ รวมถึงยังมีการรายงานเกี่ยวกับการโจมตีในประเทศอื่นๆ เช่น คูเวต
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ในส่วนของอาเซียน รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีสาระสำคัญที่สรุปได้ว่าอาเซียนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน รวมทั้งสันติภาพของภูมิภาคและของโลก โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศยุติการเป็นปรปักษ์ และใช้ความยับยั้งชั่งใจ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิกฎบัตรสหประชาชาติ อีกทั้งยังเน้นย้ำคำมั่นเรื่องการให้ความช่วยเหลือพลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนที่อยู่ในตะวันออกกลางด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ในภาพรวมของสถานการณ์ดังกล่าวยังมีความอ่อนไหว กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามประกาศและคำเตือนของประเทศเจ้าบ้านอย่างเคร่งครัด รวมถึงพิจารณาการเดินทางออกจากประเทศที่มีความเสี่ยงโดยเร็วที่สุด โดยสามารถติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยในพื้นที่ได้ตลอดเวลา
นายปาณิดล ยังกล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ทางกระทรวงฯ ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งแต่ละพื้นที่มีสถานการณ์ความจำเป็นที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัย ด้านความปลอดภัยและขีดความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของรัฐบาลแต่ละประเทศด้วย โดยในลำดับแรก ทางกระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับประเทศอิหร่านที่มีความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้อพยพคนไทยออกจากอิหร่าน ส่วนประเทศอื่นที่มีความเสี่ยงในระดับรองลงมา สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทมีความพร้อมอำนวยความสะดวกแก่คนไทยในการเดินทางออกนอกประเทศ โดยมีรายละเอียดแต่ละประเทศ ดังนี้
1.กรณีของอิหร่าน เราจะนำคนไทยออกจากอิหร่าน 2 รอบ โดยรอบแรก จะเดินทางในวันที่ 7 มี.ค.นี้ ซึ่งต้องลงทะเบียนภายในวันที่ 5 มี.ค. และรอบที่ 2 เดินทางในวันที่ 10 มี.ค. ซึ่งจะปิดการลงทะเบียนในวันที่ 8 มี.ค. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน จึงขอให้คนไทยรีบมาลงทะเบียนทันที โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียน ทั้ง 2 รอบรวมเป็นจำนวน 138 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและแรงงาน หากใครต้องการลงทะเบียนเพิ่มเติมให้ติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้ที่เบอร์ฮอตไลน์โดยเร็วที่สุด แล้วทางสถานเอกอัครราชทูตฯ จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องของเอกสารต่างๆ อาทิ เอ็กซิทวีซ่า การทำหนังสือเดินทางฉุกเฉินให้กับผู้ที่ถือหนังสือเดินทางหมดอายุ
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า 2.กรณีคนไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ได้อำนวยความสะดวกให้กับคนไทยที่ตกค้าง จำนวน 63 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี 62 คน เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเมื่อเช้าวันนี้ และที่เหลือ 1 คน มีแผนจะเดินทางไปยังประเทศอื่น ส่วนกรณีที่นครดูไบนั้น สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครดูไบ ได้อำนวยความสะดวกแก่คณะนักเรียน ครู และผู้ปกครอง รวม 30 คน เดินทางโดยเครื่องบินของสายการบินเอมิเรตส์ กลับมาถึงประเทศไทยแล้วในวันนี้ และสายการบินหลักของยูเออี เช่น สายการบิน เอมิเรตส์ ฟลายดูไบ แอร์อาระเบีย เริ่มเปิดทำการบินไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆแล้ว โดยให้ความสำคัญกับผู้โดยสารที่ตกค้างเป็นอันดับแรก
3.ในบาห์เรนนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา แจ้งว่าได้อำนวยความสะดวกแก่คนไทยกลุ่มแรก จำนวน 9 คน ในการเดินทางจากบาห์เรนไปยังซาอุดิอาระเบียแล้ว เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับสู่ประเทศไทยต่อไป 4.กรณีของกาตาร์ เนื่องจากน่านฟ้ายังปิดอยู่ จึงทำให้สายการบินไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ และยังมีการโจมตีอยู่ในบางพื้นที่ แต่รัฐบาลกาตาร์ยืนยันว่ายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ขอให้ประชาชนอยู่ในที่พัก และหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น รวมถึงขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา ติดต่อคนไทยในกาตาร์ได้แล้ว 43 คน จากจำนวนทั้งหมด 46 คน และได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลคนไทยกลุ่มดังกล่าวแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีขวัญกำลังใจดี และสถานเอกอัครราชทูตฯ จะเร่งจัดหาเที่ยวบินให้ผู้ที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ
นายปาณิดล กล่าวว่า 5.กรณีของจอร์แดน มีคนไทยที่ตกค้างอยู่ 13 คน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน อำนวยความสะดวกให้เดินทางออกจากจอร์แดนได้แล้ว 2 คน เหลืออีก 11 คน และมีนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ข้ามแดนจากอิสราเอลเข้ามาในจอร์แดนอีก 1 คน รวมขณะนี้มี 12 คน ซึ่งจะเดินทางกลับประเทศไทยโดยสายการบินรอยัล จอร์แดน ในวันที่ 7 มี.ค.นี้
6.กรณีของอิรัก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก อำนวยความสะดวกแก่คนไทยที่ตกค้างออกจากอิรักแล้ว 2 คน โดยเดินทางผ่านทางตุรกี ขณะนี้เหลืออีก 20 คนที่ยังอยู่ในกรุงแบกแดดและเมืองคาร์บาลา ซึ่งคนกลุ่มนี้แจ้งว่าจะยังอยู่ในอิรัก เพื่อขอรอดูสถานการณ์ และรอการเปิดน่านฟ้า แต่หากยังไม่มีการเปิดน่านฟ้า ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ จะช่วยเหลือการเดินทางผ่านทางบกไปยังตุรกีหรือซาอุดิอาระเบีย 7.กรณีของคนไทยในโอมานและเยเมนนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน แจ้งว่าได้ติดต่อกับแรงงานไทยที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงทั้งในโอมานและเยเมนอยู่ตลอดเวลา โดยได้ให้คำแนะนำและความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศไปบางส่วนแล้ว
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า เนื่องจาก ช่วงนี้สถานการณ์มีความอ่อนไหว จึงอาจมีการรายงานข่าวที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง อาทิ ข่าวล่าสุดที่อ้างว่าประเทศไทยลงนามในสนธิสัญญากรอบความร่วมมืออินโด-แปซิฟิก และมีเงื่อนไขอนุญาตให้สหรัฐฯใช้ไทยเป็นฐานทัพได้นั้น กระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจงว่าข่าวนี้ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน และขัดกับนโยบายของไทยที่อยากให้สถานการณ์ความขัดแย้งต่างๆ คลี่คลายโดยเร็ว เพราะเราเป็นห่วงต่อความปลอดภัยของประชาชน จึงขอให้ประชาชนทุกคนตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางการ ก่อนเผยแพร่ต่อไปด้วย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายและจุดยืนของประเทศไทย