โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตือนรัฐบาล! จับตาอิสราเอล หลัง 4 แสนคน เข้าพื้นที่ไทย

INN News

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 15.23 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 09.00 น. • INN News

หลายคนรู้กันอยู่แล้วว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต่างชาติชื่นชมอยู่เสมอ ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม รวมถึงอัธยาศัยของคนไทย จนทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่มาเยือนรู้สึกประทับใจและอยากกลับมาอีกครั้ง แต่นอกจากนักท่องเที่ยวแล้วก็ยังมีอีกมุม ที่หลายคนออกมาเตือนรัฐบาล จับตาอิสราเอล ครอบครองพื้นที่ในไทย

ล่าสุด กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์อย่างมาก เริ่มจากที่ อาจารย์เดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) ออกออกมาโพสต์ระบุว่า ชาวอิสราเอลเข้ามาอาศัยในประเทศไทยจำนวนมากมีมานานแล้ว

จำนวนคนอิสราเอลในประเทศไทย ซึ่งมีถึง 4 แสนคน คงจะไม่หยุดอยู่เท่านี้แน่นอนเพราะชาวอิสราเอลหลายแสนคน กำลังอพยพหนีสงคราม ออกจากประเทศอิสราเอลส่วนหนึ่ง คงมาประเทศไทยแน่นอนเพราะเห็นว่า"ปลอดภัยและได้รับการต้อนรับดี"แต่มีคนไทยบางส่วน เริ่มเห็นปัญหาและอ้างถึงชาวยิว ซึ่งเรื่องนี้ละเอียดอ่อนฉะนั้น ต้องนำมาพิจารณาในหลายมิติอย่างรอบคอบ หากยังไม่มีข้อมูลที่รอบด้านก็ต้องมีมาตรการ ระยะสั้นนำมาปฏิบัติให้ได้ก่อนไม่สมควร "ปล่อยปละละเลย"จนทำให้เกิดปัญหาขึ้น (เช่นที่ ปาย ภูเก็ต และ พะงัน ฯลฯ) หากยังหามาตรการที่เหมาะสมไม่ได้ก็ควรใช้มาตรการ… "ปลอดภัยไว้ก่อน" โดยเร็ว

ทั้งนี้ ก่อนหน้าโพสต์คุณหมอ ต้นทาง คือ เพจ “ประชาคมแพทย์” โพสต์ข้อความตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานการณ์บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยระบุว่า ปรากฏการณ์“นอมินี + เงินต่างชาติ + เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน”อาจกำลังพาประเทศไทยเข้าใกล้ความเสี่ยงระดับโลก

โพสต์ดังกล่าวตั้งคำถามท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งระดับโลก แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศใดในภูมิภาคดังกล่าวก็ตาม

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในประเทศไทยกลายเป็นจุดตั้งถิ่นฐานของพลเมืองจากประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามจำนวนมาก
อาจทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็น “จุดเสี่ยงด้านความมั่นคงโดยไม่ตั้งใจ”

โดยข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและรายงานข่าวหลายแห่ง ระบุว่าปัจจุบันบนเกาะพะงันมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ประมาณ 8,000 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวอิสราเอลราว 2,500–2,600 คน หรือเกือบ 30% ของชาวต่างชาติทั้งหมดบนเกาะและคาดว่ามีชุมชนครอบครัวประมาณ 400–600 ครอบครัว

ตัวเลขดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับเกาะที่มีพื้นที่จำกัดการเพิ่มขึ้นของชุมชนต่างชาติอาจนำไปสู่การก่อตัวของเครือข่ายเศรษฐกิจ
และชุมชนเฉพาะกลุ่ม เช่น การเช่าหรือซื้อที่ดินผ่านนอมินี การเปิดธุรกิจของตนเองรวมถึงการสร้างเครือข่ายทางสังคมของคนจากประเทศเดียวกัน

อีกประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถาม คือเรื่อง “นอมินี” เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดินโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติพบว่า
มีการถือครองผ่านบริษัทบังหน้า หรือใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทนซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ

โพสต์ดังกล่าวยังระบุว่า หากมีการเอื้อประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนรวมถึงการปล่อยให้เกิดการถือครองที่ดินผ่านตัวแทน การก่อสร้างผิดกฎหมาย
หรือการดำเนินธุรกิจที่ไม่สร้างรายได้ให้รัฐอย่างเหมาะสมก็อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะยาว

ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกแต่ก็มีข้อเสนอว่า การเปิดกว้างดังกล่าวควรควบคู่ไปกับการกำกับดูแลที่เข้มงวด
เพื่อไม่ให้เกิดการถือครองทรัพยากรของประเทศผ่านช่องโหว่ทางกฎหมาย

โดยท้ายโพสต์มีการเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ รวมถึงรัฐบาล เข้าตรวจสอบและดูแลประเด็นดังกล่าว
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว จากประเด็นดังกล่าว ทำให้มี หลายท่าน ออกมาแสดงความเห็นกันมากมาย

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...