ซีอีโอ Mistral AI เผยซอฟต์แวร์กว่า 50% เสี่ยงถูกแทนที่ด้วย AI
ซีอีโอของ Mistral AI เผยซอฟต์แวร์องค์กรในรูปแบบ SaaS กว่า 50% กำลังถูกแทนที่ด้วย AI จากความสามารถในการพัฒนาแอปพลิเคชันเฉพาะทางที่รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนกว่าระบบเดิม สอดคล้องกับการเทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ทั่วโลก หลังนักลงทุนหวั่นว่าจะถูก AI ดิสรัป
วันที่ 18 กุมภาพีนธ์ 2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นายอาเธอร์ เมนสช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mistral AI บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์จากฝรั่งเศส ระบุว่า ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่ในองค์กรปัจจุบันมากกว่า 50% มีแนวโน้มที่จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางกระแสดัชนี iShares Expanded Tech-Software Sector ETF ซึ่งมีหุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft และ Salesforce เป็นสัดส่วนหลัก ปรับตัวลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ในปีนี้
นอกจากนี้ ในตลาดหุ้นอินเดีย หุ้นของบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Tata Consultancy Services และ Infosys ต่างก็ประสบภาวะราคาหุ้นปรับตัวลดลงเช่นกัน
ความกังวลนี้ส่วนหนึ่งถูกกระตุ้นโดยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Cowork ของบริษัท Anthropic ซึ่งทำให้นักลงทุนตระหนักว่า AI มีขีดความสามารถในการทำงานแทนที่ซอฟต์แวร์องค์กรในปัจจุบันได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยนายเมนสช์ได้ให้สัมภาษณ์ในงาน India Accelerates ซึ่งจัดขึ้นนอกรอบการประชุม AI Impact Summit ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยระบุว่า ตนได้ประเมินว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ฝ่ายไอทีซื้อในรูปแบบ SaaS ในปัจจุบัน กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ AIพร้อมเสริมว่า ความก้าวหน้าของ AI ช่วยให้สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ด้วย "ความเร็วแสง"
และยังชี้ให้เห็นว่า หากองค์กรมีการวางโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม พวกเขาจะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับระบบ AI เพื่อสร้างแอปพลิเคชันสำหรับบริหารจัดการส่วนงานเฉพาะทางได้เอง
"เราพบว่าลูกค้าของ Mistral AI สามารถสร้างแอปพลิเคชันที่ปรับแต่งได้เองอย่างสมบูรณ์เพื่อรันกระบวนการทำงาน (Workflow) เช่น การจัดซื้อ หรือการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ซึ่งหากเป็นเมื่อ 5 ปีก่อน งานลักษณะนี้จำเป็นต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์ SaaS เฉพาะทางเท่านั้น"
ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่าการ "Replatforming" หรือการเปลี่ยนแพลตฟอร์มใหม่ โดยภาคธุรกิจต้องการหันมาใช้ AI แทนที่ระบบ SaaS เดิม นายเมนสช์กล่าวว่า นี่คือโอกาสครั้งสำคัญของ Mistral AI เนื่องจากปัจจุบันมีลูกค้าองค์กรกว่า 100 รายที่เข้ามาปรึกษาด้วยความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนระบบไอทีใหม่ เพื่อยกเลิกการใช้งานซอฟต์แวร์บางตัวที่ซื้อไว้เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งเริ่มมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป โดยผู้บริหารมองว่า AI จะช่วยให้ระบบเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดต้นทุนลงได้
อย่างไรก็ตาม นายเมนสช์ มองว่า ซอฟต์แวร์ประเภท System of Records หรือระบบที่ทำหน้าที่จัดเก็บและบันทึกข้อมูลหลักขององค์กรนั้นจะ "ไม่มีการเปลี่ยนแปลง" เนื่องจากซอฟต์แวร์กลุ่มนี้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านข้อมูลโดยตรง และมักจะทำงานควบคู่ไปกับ AI
นอกเหนือจากมุมมองด้านเทคโนโลยี นายเมนสช์ยังได้ประกาศแผนการขยายธุรกิจของ Mistral AI โดยตั้งเป้าที่จะเปิดสำนักงานแห่งแรกในประเทศอินเดียภายในปีนี้ เพื่อรุกเข้าสู่ตลาดที่เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด
ปัจจุบัน Mistral กำลังร่วมงานกับบริษัทข้ามชาติที่มีฐานการดำเนินงานในอินเดีย และอยู่ในระหว่างการแสวงหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนของอินเดีย โดยกลยุทธ์ในอินเดียจะแตกต่างจากการสร้างศูนย์ข้อมูลเองในยุโรป เนื่องจาก Mistral วางแผนที่จะร่วมมือกับพันธมิตรที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอยู่ในอินเดียอยู่แล้ว
แผนการดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลอินเดียที่ผลักดันให้บริษัท AI สร้างโมเดลที่สามารถรันได้ในระดับท้องถิ่นและจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ นอกจากนี้ นายเมนสช์ยังเน้นย้ำว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของ Mistral สามารถรองรับภาษาที่หลากหลายของอินเดีย เช่น ฮินดี และปัญจาบ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดผู้บริโภคในอินเดียในอนาคต
อ้างอิง : www.cnbc.com