“ทรัมป์” รื้อกฎ EV หวังกดราคารถยนต์ลง รับมือเงินเฟ้อก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
รัฐบาล ทรัมป์ ชูนโยบายยกเลิกกฎปล่อยมลพิษและแรงจูงใจรถไฟฟ้า อ้างช่วยลดราคารถยนต์และเพิ่มทางเลือกผู้บริโภค ท่ามกลางเสียงเตือนว่าอาจแลกมาด้วยต้นทุนเชื้อเพลิงและผลกระทบสิ่งแวดล้อมระยะยาว
วันที่ 18 มกราคม 2569 เวลา 03.04 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าชูผลงานด้านนโยบายยานยนต์ โดยระบุว่า การยกเลิกกฎควบคุมการปล่อยมลพิษของรถยนต์จะช่วยลดราคารถใหม่ และเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่ยังเป็นประเด็นสำคัญของชาวอเมริกัน
นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐ นายลี เซลดิน ผู้อำนวยการสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) และนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เดินทางเยี่ยมชมงาน Detroit Auto Show เพื่อปิดภารกิจเยือนภูมิภาคมิดเวสต์เป็นเวลา 2 วัน หลังเข้าชมโรงงานผลิตรถกระบะของ Ford และโรงงาน Jeep ของ Stellantis ในรัฐโอไฮโอ
รัฐบาลทรัมป์ได้เร่งรื้อถอนกฎสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่วางไว้ในยุครัฐบาลโจ ไบเดน โดยดัฟฟีกล่าวว่า กฎเหล่านั้นทำให้ราคารถแพงขึ้น และไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่สงครามกับรถ EV” แต่รัฐบาลไม่ควรใช้นโยบายบังคับให้ตลาดมุ่งไปทางใดทางหนึ่ง พร้อมลงโทษรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป
แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน หลังเข้ารับตำแหน่งครบ 1 ปี แม้เขาจะหาเสียงว่าจะเร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าสูงก็ตาม โดย ข้อมูลจาก Cox Automotive ระบุว่า ราคาเฉลี่ยรถใหม่ในสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดที่ 50,326 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม จากความนิยมรถกระบะและ SUV ขณะที่รถราคาประหยัดมีให้เลือกน้อยลง
เมื่อปีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลงนามยกเลิกเครดิตภาษีรถ EV มูลค่า 7,500 ดอลลาร์ ยกเลิกกฎ EV ของรัฐแคลิฟอร์เนีย และยกเลิกบทลงโทษผู้ผลิตรถที่ไม่ผ่านมาตรฐานประหยัดพลังงาน ด้านเซลดินระบุว่า รัฐไม่ควรบังคับตลาดให้สวนทางกับความต้องการของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์ยังต้องเผชิญภาษีนำเข้ารถและชิ้นส่วนจากต่างประเทศที่ทรัมป์กำหนด แม้นโยบาย EV จะผ่อนคลายลง แต่ยอดขายรถใหม่ในสหรัฐฯ ปี 2025 ยังเพิ่มขึ้น 2.4% อยู่ที่ 16.2 ล้านคัน
ฝั่งพรรคเดโมแครตวิจารณ์ ว่า ภาษีรถยนต์และการตัดแรงจูงใจ EV จะซ้ำเติมผู้บริโภค ขณะที่เกรียร์ยืนยันว่าราคารถมีแนวโน้มลดลง และผลกระทบจากภาษียังไม่ส่งตรงถึงผู้บริโภค
ขณะเดียวกันกลุ่มสิ่งแวดล้อมออกมาโจมตีนโยบายดังกล่าว โดยระบุว่า จะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมน้ำมันมากกว่าผู้บริโภค และจะเพิ่มภาระค่าเชื้อเพลิงในระยะยาว
กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ประเมินว่าการผ่อนคลายมาตรฐานประหยัดพลังงานจะช่วยลดต้นทุนรถใหม่เฉลี่ยคันละ 930 ดอลลาร์ แต่จะทำให้การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 100,000 ล้านแกลลอนภายในปี 2050 และทำให้ชาวอเมริกันต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิงเพิ่มสูงสุดอีก 185,000 ล้านดอลลาร์
อ้างอิง : www.reuters.com