“โครนาสวีเดน” อาจกลายเป็นอดีต? สวีเดนเริ่มทบทวนเข้าร่วมยูโร
กระแสสนับสนุนการใช้เงินยูโรในสวีเดนเพิ่มขึ้น ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียดและความไม่แน่นอนภายใต้ทรัมป์ สะท้อนการหันพึ่งสกุลเงินขนาดใหญ่
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เช่นเดียวกับเงินมาร์กเยอรมัน ฟรังก์ฝรั่งเศส และมาร์กกาฟินแลนด์ ซึ่งกลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์หลังประเทศเหล่านั้นหันมาใช้เงินยูโร ขณะนี้เงินโครนาของสวีเดนอาจเดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกัน หากกระแสสนับสนุนการเข้าร่วมสหภาพเงินตรายุโรป (euro zone) แข็งแกร่งขึ้นตามที่ฝ่ายสนับสนุนคาดหวัง
แม้สวีเดนจะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) มาอย่างยาวนาน แต่ประเทศยังคงปฏิเสธการใช้เงินยูโร นับตั้งแต่สกุลเงินร่วมของยุโรปเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 1999 อย่างไรก็ตามบริบทโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติกที่เย็นชาลงภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังทำให้แนวคิดการผนวกรวมเข้ากับยุโรปลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดูมีความน่าสนใจในฐานะเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจและการเงิน
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การสนับสนุนเงินยูโรในหมู่ประชาชนสวีเดนเพิ่มขึ้น แม้ยังเป็นประเด็นที่สร้างความแตกแยก และหากจะเปลี่ยนสกุลเงินจริง ก็อาจต้องใช้เวลาหลายปี แต่การขยับจุดยืนของสวีเดนแม้เพียงเชิงสัญญาณ ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของสหภาพยุโรป และช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้เงินยูโร ในช่วงที่ความไม่แน่นอนของทรัมป์กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ
เหตุใดสวีเดนจึงไม่เข้าร่วมยูโรตั้งแต่ต้น
สวีเดนเข้าเป็นสมาชิก EU ในปี 1995 และตามกฎหมายมีพันธะต้องเข้าร่วมยูโร เมื่อสามารถผ่านเกณฑ์เศรษฐกิจที่กำหนดได้ แต่หลังเงินยูโรเปิดตัวในปี 1999 สวีเดนเลือกไม่เข้าร่วม ด้วยเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความกังวลเรื่องอธิปไตย และการสูญเสียบทบาทของเงินโครนาในฐานะกลไกดูดซับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ
ในการทำประชามติแบบไม่ผูกพันในปี 2546 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 56% โหวตไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินยูโร และรัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็เคารพผลดังกล่าว
ในเชิงเศรษฐกิจ สวีเดนต้องการรักษาอำนาจกำหนดนโยบายการเงินไว้เอง และใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว โดยไม่เข้าร่วมกลไก ERM II ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญก่อนการรับยูโร
ปัจจุบัน สวีเดนเป็นหนึ่งในหกประเทศจากสมาชิก EU 27 ประเทศ ที่ยังใช้สกุลเงินของตนเอง ร่วมกับสาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก ฮังการี โปแลนด์ และโรมาเนีย(โดยเดนมาร์กเป็นประเทศเดียวที่มีข้อยกเว้นอย่างเป็นทางการ
เหตุใดสวีเดนจึงเริ่มทบทวนใหม่
รัฐมนตรีของรัฐบาลสวีเดนชี้ว่า ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกเปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อเทียบกับสองทศวรรษก่อน ตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครน ซึ่งทำให้สวีเดนยุตินโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดทางทหารและเข้าร่วม NATO ไปจนถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีน และโดยเฉพาะความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่สั่นคลอนภายใต้ทรัมป์
ความกังวลสำคัญคือ การอยู่นอกกลุ่มสกุลเงินขนาดใหญ่อาจทำให้โครนาเผชิญความผันผวนรุนแรงในยามวิกฤติ
การถกเถียงเชิงเศรษฐกิจเกี่ยวกับยูโรเองก็เปลี่ยนไป งานวิเคราะห์เมื่อเดือนธันวาคมของมูลนิธิเสรีภาพทางธุรกิจแห่งสวีเดน ซึ่งนำโดยลาร์ส คาล์มฟอร์ส นักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพล ระบุว่าประเทศสมาชิกยูโรโซนได้รับประโยชน์ทางการค้ามากกว่าที่เคยประเมินไว้ และข้อดีของการมีนโยบายการเงินอิสระลดลง
ประโยชน์ที่อาจได้จากการเข้าร่วมยูโร
การใช้สกุลเงินเดียวกับ 21 ประเทศในยูโรโซน จะทำให้การค้าสะดวกและคาดการณ์ได้มากขึ้น กว่า 60% ของการค้าสินค้าของสวีเดนอยู่กับประเทศใน EU การลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจะช่วยลดต้นทุนและความไม่แน่นอนของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ยังเป็นการผูกสวีเดนเข้ากับยุโรปอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ในช่วงที่ผู้นำยุโรปต้องการแสดงความเป็นเอกภาพต่อการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก
ความเสี่ยงและข้อกังวล
การทิ้งเงินโครนาหมายถึงการสูญเสียอำนาจกำหนดนโยบายดอกเบี้ยเอง และต้องพึ่งพาการตัดสินใจของธนาคารกลางยุโรป ขณะที่ค่าเงินลอยตัว ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็น “ถุงลมนิรภัย” ให้เศรษฐกิจส่งออกของสวีเดน ก็จะหายไป อีกประเด็นคือภาระหนี้ของยูโรโซน ซึ่งอยู่เหนือ 80% ของ GDP เทียบกับสวีเดนที่ราว 33% ทำให้ฝ่ายคัดค้านมองว่าความเสี่ยงด้านการคลังของยุโรปอาจถ่ายทอดมายังประเทศ
อุปสรรคใหญ่ที่สุดยังคงเป็นความเห็นของประชาชน ซึ่งแม้จะเปิดรับยูโรมากขึ้น แต่ฝ่ายคัดค้านยังมีจำนวนมากกว่า นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าจำเป็นต้องจัดประชามติอีกครั้ง
หากเดินหน้าจริง สวีเดนต้องเข้าร่วม ERM II อย่างน้อยสองปี และรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ก่อนจะเปลี่ยนสกุลเงินอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลาราวสี่ปี
ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนผ่านอาจไม่ซับซ้อนมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจสวีเดนแทบไร้เงินสดอยู่แล้ว ปัญหาหลักจึงเป็นเรื่องระบบและโครงสร้างดิจิทัลมากกว่าการพิมพ์ธนบัตรใหม่
อ้างอิง : bloomberg.com