โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กางสถิติผลกระทบโลกเดือดจากสงคราม โผหุ้นไทย รุ่ง-ร่วง จากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 15.33 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 08.33 น.

บล.ทิสโก้ เปิดสถิติสงครามกับผลกระทบต่อตลาดหุ้น พบหุ้นสหรัฐฯ ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ แตะจุดต่ำสุด และฟื้นกลับที่เดิม ใน 1-2 สัปดาห์ เปิดโผหุ้นไทย รุ่ง-ร่วง จากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน

วันที่ 4 มี.ค.2569 นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ เปิดเผยว่า หลังสหรัฐฯ - อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านทางอากาศนั้นสถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบางสูง บล.ทิสโก้ แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตามท่าทีการตอบสนองหลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะจากจีนและรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอิหร่าน แต่อย่างไรก็ดี โอกาสที่จะเกิดสงครามระดับภูมิภาค ณ ขณะนี้ยังเป็นไปอย่างจำกัด

ภาพรวมราคาสินทรัพย์เสี่ยงคาดจะตอบสนองทางลบ แต่น้ำมันและทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดจากความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน และความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาเหตุการณ์สงคราม-ความไม่สงบในต่างประเทศนับตั้งแต่ปี 1939 หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงโดยเฉลี่ย -8.6% และใช้เวลาประมาณ 16 วันแตะจุดต่ำสุดหรือประมาณ 3 สัปดาห์ ขณะที่ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน

อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้ ข้อสังเกตการตอบสนองเชิงลบต่อเหตุการณ์ในระยะหลัง ๆ (หรือ 5 ครั้งล่าสุด) จะปรับตัวลงเฉลี่ยเพียง -3.3% และใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์แตะจุดต่ำสุด นอกจากนี้ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่สงบในระยะหลังจะเป็นเหตุการณ์ที่จำกัดวง-ไม่ลุกลามบานปลายเป็นสงครามในวงกว้าง

สำหรับมุมมองของบล.ทิสโก้ ต่อแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้นมีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจุบันราว 5-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจปรับขึ้นต่อเนื่องได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อและบานปลาย ขณะที่ราคาทองคำ บล.ทิสโก้ มองมีโอกาสแกว่งซิกแซกขึ้น เป้าหมายทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 5,600 ดอลลาร์ฯ/ออนซ์

หุ้นไทย กลุ่มหลักที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ / เสียประโยชน์

กลุ่มพลังงานต้นน้ำ คาดได้ประโยชน์เชิงบวก ความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของอุปทานทั่วโลก ทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงของราคาน้ำมันสูงขึ้น จากการวิเคราะห์ของบล.ทิสโก้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล จะมีผลต่อ NAV ของ PTTEP ประมาณ 3 บาท/หุ้น หุ้นเด่น PTTEP, PTT

  • กลุ่มโรงกลั่น (TOP, SPRC, IRPC, PTTGC) มีแนวโน้มได้รับผลบวกเช่นกัน แต่อาจถูกหักล้างบางส่วนหรือทั้งหมดหากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น โดยเฉพาะเกรดจากตะวันออกกลาง รวมทั้งค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น
    • กลุ่มเคมีภัณฑ์ (PTTGC, SCC) หากไม่รวมศักยภาพในการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบแนฟทาสูงขึ้น จะสร้างแรงกดดันต่อกำไร SCC ลดลง ขณะที่ PTTGC จะได้รับการชดเชยบางส่วนจากการใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ
    • กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน (OR, PTG) อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากความเสี่ยงที่อาจถูกแทรกแซงจากรัฐบาล เช่น การกำหนดเพดานราคา กลไกการอุดหนุนหรือควบคุมส่วนต่างกำไร
    • กลุ่มสาธารณูปโภค (GULF, GPSC, BGRIM) อาจได้ผลเสีย จากราคาก๊าซ LNG อาจสูงขึ้นหากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าจะสูงขึ้น และมีความเสี่ยงของการแทรกแซงอัตราค่าไฟฟ้า
    • กลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง (สนามบินและสายการบิน) คาดได้รับผลกระทบเชิงลบ จากการกังวลด้านความปลอดภัยในการเดินทาง การเปลี่ยนเส้นทางบิน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และการระมัดระวังการใช้จ่าย นอกจากนักท่องเที่ยวโดยตรงจากตะวันออกกลางจะคิดเป็น 4% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดของไทยแล้ว การไม่สามารถให้บริการของสายการบินหลักในตะวันออกกลางซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการนำท่องเที่ยวซีกโลกตะวันตก (คิดเป็นประมาณ 18% ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทย) อาจกระทบต่อการฟื้นตัวการท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะในช่วงต้นปีนี้ (AOT, THAI) สำหรับ MINT เผชิญความอ่อนไหวสูงสุดด้วยความเสี่ยงประมาณ 5-6% จากฐานลูกค้าตะวันออกกลาง ในทางตรงข้าม CENTEL และ AWC มีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยมีระดับความเสี่ยงต่ำกว่า 3% เนื่องจากพึ่งพาตลาดในประเทศและเอเชียตะวันออกเป็นหลัก เช่นเดียวกับ ERW ที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นกัน เนื่องจากฐานรายได้ส่วนใหญ่มาจากโรงแรมในประเทศ
    • กลุ่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อาจได้รับผลกระทบทางลบ เนื่องจากมีรายได้จากตะวันออกกลาง การหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์อาจทำให้กำไรลดลงเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ในกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่ม SAPPE มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดที่ 11% ของรายได้รวม ขณะที่ CBG และ OSP มีสัดส่วนรายได้น้อยกว่า 1% สำหรับผู้ผลิตอาหาร AAI มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดที่ 7% ตามด้วย TU (3-4%) และ TFG (3%) ส่วนบริษัทอื่นๆ (CPF/BTG/ITC) มีสัดส่วนรายได้น้อยกว่า 1%
    • กลุ่มการเงิน (ธนาคารและไฟแนนซ์) อาจได้รับผลกระทบเชิงลบทางอ้อมหากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลเสียต่อแนวโน้มสินเชื่อและต้นทุนสินเชื่อ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อจะจำกัดขอบเขตที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก สถานการณ์นี้เอื้อประโยชน์ต่อธนาคารมากกว่าบริษัทการเงิน ราคาหุ้นของธนาคารอาจมีความยืดหยุ่นมากกว่าเนื่องจากผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี
    • กลุ่มโรงพยาบาล อาจเผชิญกับปัญหาจากการปิดสนามบินในภูมิภาคและการยกเลิกเที่ยวบินโดยสายการบินหลักในตะวันออกกลาง ซึ่งจะนำไปสู่รายได้จากผู้ป่วยที่เดินทางมาจากตะวันออกกลางลดลง โรงพยาบาลที่มีความเสี่ยงสูงสุด ได้แก่ BH (สัดส่วรรายได้จากลูกค้าตะวันออกกลาง 26%), PR9 (14%) ตามด้วย BDMS (4%), BCH (3%) และ CHG (2%) อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ ไม่คาดว่าจะมีผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 เนื่องจากความขัดแย้งเกิดขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอน (18 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม 2569) ซึ่งเป็นช่วงที่จำนวนผู้มาใช้บริการในตะวันออกกลางลดลง หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าหนึ่งเดือน อาจส่งผลให้รายได้จากกลุ่มนี้ลดลง รวมถึงการฟื้นตัวของผู้ป่วยชาวคูเวตที่ช้าลง และอาจทำให้บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียที่คาดว่าจะลงนามในปี 2569 เกิดความล่าช้า
    • กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ความเป็นกลางทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ทำให้เกิด "การแห่ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อความปลอดภัย" ในหมู่ผู้มีความมั่งคั่งจากตะวันออกกลาง โดย SIRI และ ASW (ซึ่งไม่ได้เป็นหุ้นที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของบล.ทิสโก้ ) คาดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก เนื่องจากพอร์ตการลงทุนระดับไฮเอนด์ในย่านธุรกิจใจกลางเมืองกรุงเทพฯ และภูเก็ต มีศักยภาพเหมาะสมที่สุดในการรองรับเงินทุนต่างชาติเหล่านี้
    • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA) อาจไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เว้นแต่ความขัดแย้งจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ แต่เนื่องจากรถกระบะเป็นที่นิยมในตะวันออกกลาง ความล่าช้าอย่างมากเนื่องจากการหยุดชะงักของการขนส่ง อาจทำให้ความต้องการพื้นที่คลังสินค้าให้เช่าสำหรับเก็บสินค้าคงคลังเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว

สำหรับมุมมองหุ้นไทยในเดือนมีนาคมนี้ แม้กระแสเงินทุนต่างประเทศยังมีแนวโน้มไหลเข้าซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ แต่ด้วยการประเมินมูลค่าหุ้นไทยเริ่มไม่ถูกท่ามกลาง SET EPS ยังมีแนวโน้มปรับลงอยู่ และโมเมนตัมการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ที่แผ่วลง บล.ทิสโก้ แนะนำให้หาจังหวะเข้าลงทุนแบบ “Selective Buy” เน้นหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่กำไรปีนี้เติบโตและเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าต่อเนื่อง - BDMS, PTT, TRUE ผสานกับหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่เป็นแถว 2 ที่ราคายังเป็นตัวขึ้นน้อย (Laggards) – AP, MTC, SJWD, TTB, WHA เพราะฉะนั้น หุ้นแนะนำประจำเดือน มี.ค. ของบล.ทิสโก้ คือ AP, BDMS, MTC, PTT, SJWD, TRUE, TTB และ WHA

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

  • ประเด็น “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งที่อาจขัดต่อหลักการ “การลงคะแนนโดยตรงและลับ” ที่สุดท้ายอาจมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
  • ความไม่แน่นอนของทรัมป์จากการใช้มาตรการเก็บภาษีในมาตราอื่น ๆ ทดแทนหลังจากที่ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต และความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง (สหรัฐฯ-อิหร่าน)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...