ไฟลต์บินลับฝ่าสมรภูมิ ตอ.กลาง งานหินวัดฝีมือ‘รัฐบาลอนุทิน’
ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบรัฐบาลรักษาการ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ในการบริหารสถานการณ์ภาวะวิกฤติในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยภารกิจเร่งด่วนการอพยพคนไทยกลับประเทศ แม้ปัจจุบันยังไม่ปรากฎรายงานมีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต แต่ในอนาคตยังการันตีไม่ได้ หากการสู้รบส่อเค้ายกระดับ ยืดเยื้อและขยายวงกว้าง
ข้อมูลจากวอร์รูมสถานการณ์ตะวันออกกลาง ของกระทรวงต่างประเทศ รายงานตรงถึง “นายกฯอนุทิน” โดยคาดว่าการสู้รบลากยาว 4 สัปดาห์ และมีแนวโน้ม สหรัฐอเมริกาจะยกระดับความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก โจมตีพื้นที่ต่างๆ ในอิหร่าน เช่น กรุงเตหะราน โดยมีเป้าหมายยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศและหมายพลเรือน
ควบคู่ไปกับการโจมตีจากอิสราเอล นอกจากล็อกเป้าอิหร่านแล้ว ยังขยายพื้นที่ไปยังเลบานอน แต่ขณะเดียวกันพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลก็ถูกโจมตีโดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เช่นเดียวกัน
ในส่วนของการบริหารจัดการภายในอิหร่าน ระบอบการปกครอง ภายหลังสูญเสียผู้นำสูงสุด มีการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน คณะผู้นำรักษาการชั่วคราว (Interim Council)
ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ย้ำว่า รัฐบาลต้องเร่งนำคนไทยทั้งหมดในอิหร่านกลับประเทศไทยก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถึงเวลาต้องอพยพแล้ว เบื้องต้นจะให้เดินทางไปยังประเทศตุรกีก่อน เพื่อตรวจสอบสายการบินที่ให้บริการ หรืออาจจะเช่าเครื่องบินเหมาลำจากอิยิปต์เข้าไปรับ
"หากใครมีความประสงค์จะเดินทางกลับให้รีบแจ้ง และต้องกลับมาหาทางว่าจะกลับในเส้นทางใด อย่างที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อาจจะมีบางพื้นที่ที่เปิดน่านฟ้า และสายการบินกลับไปให้บริการ รัฐบาลจะเร่งดูตั๋วเครื่องบินให้เพียงพอ เช่นเดียวกับ บาร์เรนห์
การสู้รบครั้งนี้กินพื้นที่กว้าง ประเทศอิหร่าน อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน กาตาร์ คูเวต จอแดน ไปจนถึงไซปรัส มีคนไทยได้รับผลกระทบกว่าหลัก100,000คน" รมว.ต่างประเทศ กล่าวและว่า
ส่วนในพื้นที่อื่น มีการเตรียมแผนรองรับไว้หมดแล้วว่าจะไปที่ไหนอย่างไร จึงไม่อยากให้เกิดการตื่นตระหนกมากเกินไป ซึ่งในประเทศอิสราเอลมีระบบสกัดการขีปนาวุธ อีกทั้งคนไทยส่วนใหญ่ประมาณ 65,000 คน ประสงค์ที่จะอยู่ต่อ เนื่องจากยังมั่นใจในมาตรการความปลอดภัย
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดรัฐบาลกำลังถูกจับตา จะเตรียมการอพยพคนไทยอย่างไร หากเหตุการณ์ลุกลามสู่จุดวิกฤติ ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงจัดเที่ยวบิน แต่ต้องวางแผนรอบด้าน ภายใต้หลักการ “ปฏิบัติการอพยพพลเรือนในภาวะวิกฤติ”
การประเมินสถานการณ์ ก่อนตัดสินใจเคลื่อนกำลัง การตัดสินใจอพยพ จะพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งระดับความรุนแรงของการสู้รบ ความเสี่ยงต่อพลเรือน ความปลอดภัยของสนามบินและเส้นทางบิน ตลอดจนการปิดน่านฟ้าหรือข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร
ขณะเดียวกัน บทบาทของสถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งด้านข่าวกรอง การแจ้งเตือนภัย และการดูแลคนไทยในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายชัดเจน อพยพก่อนสถานการณ์ถึงจุดวิกฤติ
การจัดจุดรวมพลที่เป็นระบบ ทุกขั้นตอนต้อง ครบถ้วน ถูกต้อง และตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้ใครตกหล่น เช่น เปิดให้ลงทะเบียนคนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับ กำหนดจุดรวมพล ตรวจสอบจำนวน และจัดระบบขนส่งจากที่พักสู่สนามบิน
การกำหนดพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ก่อนเคลื่อนย้ายขึ้นเครื่อง พร้อมชุดคุ้มกันความปลอดภัย การกำหนดแผนสำรองกรณีฉุกเฉิน รวมถึงการประสานประเทศทางผ่าน โดยคำนึงถึงความรอบคอบ ปลอดภัย ต้องมาก่อนความเร่งรีบ
โดยมีทางเลือกอพยพทางอากาศ 3 ระดับ 1.เช่าเหมาลำ ใช้เมื่อสนามบินยังเปิดและปลอดภัย เหมาะกับการอพยพจำนวนมาก 2.สายการบินพาณิชย์ ใช้ในกรณีสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นสงครามเต็มรูปแบบ
และ 3.กองทัพอากาศ ใช้เมื่อความเสี่ยงสูง ต้องการความพร้อมพิเศษ เครื่องบินที่อาจนำมาใช้ เช่น Airbus A319 และA320 สำหรับพลเรือนจำนวนมาก หรือ C-130 สำหรับภารกิจในสนามบินที่มีข้อจำกัด
แหล่งข่าวความมั่นคง ระบุว่า เครื่องบินในตะวันออกกลางไม่สามารถขึ้นบินได้เลย ทําให้เป็นอุปสรรคต่อการอพยพคนไทย เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในกลุ่มประเทศต่างๆ ต้องรอให้การสู้รบสงบลงก่อน อีกทั้งสนามบินถูกทําลายไปมาก ต้องหาจุดหมายนัดหมายปลอดภัย หากยังอยู่ในระหว่างการสู้รบไม่สามารถอพยพได้ ต้องรอจังหวะและเวลาที่เหมาะสม เพราะต้องดูความปลอดภัย
โดยการเช่าเหมาลําเครื่องบินจากประเทศต้นทาง ง่ายที่สุดและปลอดภัยที่สุด แต่ปัญหาจุดนัดรวมพล การสื่อสาร และประสานงาน เนื่องจากพื้นที่สู้รบกว้างมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นใครและมีการใช้โดรนทิ้งระเบิดในประเทศอาหรับทั้งหมด ระเบิดพร้อมจะลงทุกพื้นที่
ขณะที่น่านฟ้าปิดทั้งหมด
"ส่วนการใช้ เครื่องบินของ ทอ. ยากสุด เพราะเป็นเครื่องของสหรัฐ การสร้างสถานการณ์เกิดได้หมด เช่น กรณีเครื่องบินรบสหรัฐ F-15 ตกในคูเวต เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ยิงพวกเดียวกันเอง ก็มีการตั้งข้อสังเกตุว่าสร้างสถานการณ์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการประเมินสถานการณ์ ผลได้ ผลเสีย" แหล่งข่าวความมั่นคง กล่าว
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานความมั่นคง ระบุอีกว่า เกณฑ์ชี้ขาด การเลือกวิธีเดินทางที่ดีที่สุด การตัดสินใจอยู่ภายใต้ 1.ความปลอดภัยของสนามบิน 2.จำนวนคนไทยที่ต้องอพยพ 3.ความเร่งด่วนของสถานการณ์ 4.การอนุญาตจากประเทศปลายทาง และ5.ความเสี่ยงต่ออากาศยาน เพราะทุกการตัดสินใจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเร็ว กับความปลอดภัย
นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่ต้องจับตา ภัยคุกคามทางอากาศ การปิดน่านฟ้ากะทันหัน ความไม่สงบ การก่อการร้าย ความแออัดในสนามบิน รวมถึงข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ส่วนปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จภารกิจ หัวใจหลัก คือ การประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานความมั่นคง สถานทูต และประเทศพันธมิตร งานข่าวกรองต้องแม่นยำ การสื่อสารต้องต่อเนื่อง แผนสำรองต้องมีหลายระดับ และการเคลื่อนย้ายต้องรวดเร็ว เป็นระบบ
ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ความพร้อมของ “รัฐบาลชุดใหม่” ภายใต้การกำกับของ “อนุทิน” นายกฯคนเดิมว่า เหมาะสม คู่ควรเพียงใด ในห้วงไฟสงครามปะทุกับภารกิจ “พาคนไทยทุกคน กลับบ้านอย่างปลอดภัย”