โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อทุกคำพูดบนสื่อสังคมออนไลน์มีราคาที่ต้องจ่าย: เงิน เวลา ศักดิ์ศรีและตัวตน

The Momentum

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 18.07 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 10.41 น. • THE MOMENTUM

เมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นสนามอารมณ์

ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์ Facebook, Instagram, X (Twitter), TikTok, LINE, Discord และ Telegram กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การโพสต์ แชร์ หรือแสดงความคิดเห็น จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมยามว่างคลายเหงาอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ผู้คนใช้แสดง ‘ตัวตนอีกด้านหนึ่ง’ ในการสร้างภาพลักษณ์ สร้างการต่อรองกับอำนาจ และกำหนดสถานะของตนในสังคมได้ด้วย การโพสต์หรือการแชร์กิจกรรมต่างๆ บนสื่อสังคมออนไลน์จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างที่เคยเข้าใจกันอีกต่อไป เพราะเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะ มักเริ่มเลือนรางหายไปเมื่อคุณเริ่มใช้โซเชียลมีเดีย

ผู้เขียนมีประสบการณ์จากคนรอบตัว ทั้งที่เคยถูกนำภาพส่วนตัวไปโพสต์ประจานในโลกสังคมออนไลน์ทาง Facebook จนให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เพียงเพราะรู้จักสนิทสนมกับคนที่เป็นหนี้แล้วไม่ยอมจ่าย จนทำให้โดนด่าแบบโดนหางเลขไปด้วย และคนที่กระทำความผิดเสียเอง โดยโพสต์ข้อความบนหน้าเพจ Facebook เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และมีข้อความกล่าวหาลูกหนี้ว่าเป็น ‘คนขี้โกงไม่ชำระหนี้’ สุดท้ายแม้จะทำให้ได้เงินที่ยืมคืน แต่ก็ยังคงถูกลูกหนี้ฟ้องดำเนินคดีอาญากลับเช่นกัน หรือการโพสต์ข้อความลอยๆ ในกลุ่ม Line โดยไม่ได้เอ่ยถึงชื่อใครว่า ‘อีเมียน้อย’ ใต้ภาพที่บุคคลอื่นแชร์ภายในกลุ่ม ก็อาจถูกฟ้องดำเนินคดีได้เช่นกัน หากบริบทและข้อมูลแวดล้อมทำให้ผู้อ่านทั่วไปสามารถเชื่อมโยงได้ว่าเป็นใคร

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าต่อให้ไม่เอ่ยชื่อ ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย แต่หากข้อความนั้นทำให้บุคคลใดเสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จนทำให้ถูกลดคุณค่าทางสังคมก็อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ทั้งสิ้น

ลบแล้วไม่จบ: ร่องรอยดิจิทัลกับการตามหาตัวผู้โพสต์

‘ข้อความ’ ที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่นนั้น แม้ผู้โพสต์จะลบข้อความในภายหลัง แต่อย่าลืมว่าร่องรอยดิจิทัล (Digital Footprint) ยังคงอยู่เสมอ ทั้งจากภาพหน้าจอ (Screenshot), ระบบบันทึกข้อมูลของแพลตฟอร์ม หรือข้อมูลการเข้าสู่ระบบผ่าน IP Address ถึงแม้ว่าในปัจจุบันการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทางออนไลน์ยังคงมีข้อจำกัดว่า หากเราไม่ทราบหรือไม่รู้จักว่าผู้โพสต์คือใคร มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ก็จะส่งผลให้การดำเนินเกิดความล่าช้า เพราะไม่สามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดได้

อีกทั้งในทางปฏิบัติการสืบค้นร่องรอยการใช้งานได้ผ่าน IP Address หรือการตรวจสอบการล็อกอิน การใช้งานบนแพลตฟอร์มออนไลน์จากเครื่องคอมพิวเตอร์/ โทรศัพท์ ยังคงต้องมีการขอหมายศาลและพนักงานสอบสวน จึงจะสามารถขอตรวจสอบ IP Address ต่อเจ้าของแพลตฟอร์มผู้ให้บริการได้ ซึ่งต้องใช้เวลานาน กระบวนการนี้จึงมักถูกใช้กับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ร้ายแรงมากกว่าคดีหมิ่นประมาททั่วไป ทำให้คดีหมิ่นประมาทหลายคดีล่าช้าและบางครั้งก็ไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียหายรู้ตัวผู้โพสต์และมีหลักฐานเพียงพอ การดำเนินคดีก็สามารถเริ่มต้นได้ทันที และนั่นคือจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม

กฎหมายไทยกับการดำเนินคดีหมิ่นประมาทออนไลน์

ภายใต้หลักกฎหมายอาญาของไทย ‘การโพสต์ข้อความ’ หรือ ‘การแสดงความเห็น’ ถึงผู้อื่นในทางไม่ดีบนหน้าสื่อออนไลน์ของตนเอง สื่อสาธารณะ หรือในกลุ่มเฉพาะ จนทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ถือว่าเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ[1]และกรณีเปิดโพสต์เป็นสาธารณะก็จะมีโทษสูงขึ้นคือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท[2]อย่างไรก็ดีแม้กฎหมายจะเปิดช่องให้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตได้โดยไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท เช่น การแสดงความคิดเห็นเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนเอง การติชมโดยเป็นธรรม หรือการเตือนภัยเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ก็มีเงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามพิสูจน์หากเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ[3] หรือหากผู้โพสต์ข้อความสามารถพิสูจน์ได้ว่า ข้อความที่กล่าวหาเป็นความจริง ผู้นั้นก็ไม่ต้องรับโทษ แต่ยังคงมีเงื่อนไขสำคัญว่า ห้ามพิสูจน์หากข้อความนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน[4] เช่น การกล่าวถึงผู้เสียหายว่าเป็นคนขี้โกงยืมเงินแล้วไม่ยอมคืน ซึ่งถือเป็นเรื่องส่วนตัวแม้จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ห้ามพิสูจน์ จะเห็นได้ว่า กฎหมายหมิ่นประมาทมุ่งคุ้มครองผู้เสียหาย ไม่ว่าข้อความนั้นจะจริงหรือไม่จริงก็ผิดฐานหมิ่นประมาทได้

คดีหมิ่นประมาท ถือว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัวและสามารถยอมความกันได้ตลอดเวลาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยมีขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมายคือ ผู้เสียหายจะต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดภายในกำหนด 3 เดือนนับจากรู้เรื่องและรู้ตัวคนร้าย มิเช่นนั้นแล้วสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป[5]หรือหากผู้เสียหายประสงค์จะฟ้องร้องดำเนินคดีเอง ก็ต้องฟ้องร้องต่อศาลภายในกำหนด 3 เดือนด้วยเช่นกัน และศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีหมิ่นประมาทนั้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นศาลในพื้นที่เดียวกันกับที่มีการแจ้งความร้องทุกข์

สำหรับกรณีที่มีการโพสต์ข้อความหรือแสดงความคิดเห็นบนหน้าสื่อโซเชียลฯ ที่ไม่ได้มีการเปิดเป็นสาธารณะ ผู้เสียหายสามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่มูลคดีเกิดขึ้น ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายหรือสถานที่ที่เปิดอ่านข้อความหมิ่นประมาทนั้น เช่น พักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา แต่มีคนโพสต์ข้อความหมิ่นประมาททางออนไลน์ และผู้เสียหายรู้จักว่า บุคคลนี้คือใครและอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ผู้เสียหายสามารถแจ้งความร้องทุข์และดำเนินคดีได้ที่จังหวัดนครราชสีมา แต่หากการโพสต์ข้อความหรือแสดงความคิดเห็นบนหน้าเพจที่เปิดเป็นสาธารณะ เท่ากับว่าทุกสถานที่ที่เปิดอ่านข้อความนั้นถือเป็นมูลคดีเกิดขึ้นได้ทั่วประเทศไทย ผู้เสียหายจะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีที่ใดก็ได้[6]

บทส่งท้าย เมื่อทุกคำพูดบนสื่อโซเชียลฯ มีราคาที่ต้องจ่าย: เงิน เวลา ศักดิ์ศรีและตัวตน

ในโลกออนไลน์ที่การพิมพ์ข้อความทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว คำพูดหนึ่งประโยคอาจเดินทางไปไกลกว่าที่ผู้โพสต์คาดคิดและทิ้งร่องรอยไว้ยาวนานกว่าที่ตั้งใจไว้ การถูกดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด ทว่ากระบวนการยุติธรรมกลับกินเวลายาวนานนับตั้งแต่การแจ้งความร้องทุกข์ การสอบสวนไปจนถึงชั้นศาล ซึ่งมักใช้เวลามากกว่า 3 เดือนและอาจลากยาวเป็นปีหากไม่สามารถตกลงยอมความกันได้

ภาพของการเผชิญหน้ากันในศาลของคู่ความหรือคู่กรณี การกล่าวคำขอโทษ การก้มกราบ น้ำตาและการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยเงิน จึงเป็นความจริงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย ผู้กระทำความผิดหลายคนยอมวางศักดิ์ศรีและตัวตนลงต่อหน้าผู้เสียหาย เพื่อแลกกับการจบคดีโดยเร็ว เพราะรู้ดีว่าหากเดินหน้าต่อ คดีความอาจจะไม่จบลงโดยง่าย หากผู้เสียหายไม่ยินยอม และอาจต้องรับโทษถึงขั้นต้องติดคุก เสียเงินค่าปรับและยังต้องจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายอีก อีกทั้งการต่อสู้คดียังเต็มไปด้วยต้นทุนแฝงทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเสียโอกาสจากการลางานหรือขาดรายได้ รวมถึงความเครียดสะสมจากการต้องไปขึ้นศาลตามกำหนด ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วอาจกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่หนักหนาเกินกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

สุดท้ายนี้ ‘ข้อความ’ ที่โพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ อาจไม่ใช่เพียงการระบายอารมณ์เพื่อความสะใจในชั่วขณะเท่านั้น หากแต่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นหนี้สินก้อนโต ความสัมพันธ์ที่พังทลายลงหากคู่กรณีเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาก่อน ศักดิ์ศรีและตัวตนที่ต้องวางลงต่อหน้าคู่กรณีและบุคคลอื่น รวมถึงเวลาจำนวนไม่น้อยที่ต้องสูญเสียไปในกระบวนการยุติธรรม ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาเพื่อเสรีภาพในการใช้ชีวิตต่อไป

ฉะนั้นการยับยั้งชั่งใจและมีสติในการโพสต์ข้อความ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาททางสังคม แต่ยังเป็นทักษะพื้นฐานในการเอาตัวรอด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘ราคาของคำพูด อาจแพงกว่าที่เราคิดเสมอ’

เชิงอรรถ

[1]ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

[2]ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

[3]ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329

[4]ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330

[5]ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93

[6]ประมุข ทัศนปริชญานนท์. ปัญหาเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในคดีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา.https://library.coj.go.th/pdf-view.html

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...