โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“วอร์ช” ส่งสัญญาณรื้อข้อตกลงเฟด-คลังใหม่ ตลาดจับตาอนาคต QE-ความเป็นอิสระธนาคารกลางสหรัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 10.16 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 03.16 น.

"เควิน วอร์ช" ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ จุดกระแสถกเถียงในวอลล์สตรีท ตั้งแต่บทบาทการซื้อพันธบัตร งบดุลเฟด ไปจนถึงความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 03.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ส่งสัญญาณแนวคิดหลายประการระหว่างการหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งดังกล่าว แต่แนวคิดที่สร้างความสนใจและถกเถียงมากที่สุดในหมู่นักลงทุนวอลล์สตรีท คือ การเรียกร้องให้จัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ระหว่างธนาคารกลางสหรัฐกับกระทรวงการคลังสหรัฐ

วอร์ชแสดงความเห็นสนับสนุนการยกเครื่องความสัมพันธ์ของสองสถาบัน โดยอ้างอิงถึงข้อตกลงในปี 1951 ซึ่งในอดีตเคยจำกัดบทบาทของเฟดในตลาดพันธบัตรอย่างเข้มงวด แตกต่างจากปัจจุบันที่เฟดมีพอร์ตการถือครองพันธบัตรขนาดใหญ่จากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ใช้ในช่วงวิกฤตการเงินโลกและช่วงโควิด-19

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อวอร์ช วัย 55 ปี เป็นประธานเฟดคนใหม่ นักลงทุนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า วอร์ชต้องการเปลี่ยนแปลงเฟดไปในทิศทางใด โดยทั้งวอร์ชและ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบของข้อตกลงดังกล่าว

วอร์ชเคยกล่าวกับ CNBC ว่า ข้อตกลงใหม่ควรระบุอย่างชัดเจนถึงขนาดงบดุลของเฟด ขณะที่กระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางการออกพันธบัตรของรัฐบาล

นักวิเคราะห์ มองว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจเป็นเพียงการปรับเชิงเทคนิคที่ไม่กระทบตลาดมากนัก แต่หากเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการปรับพอร์ตสินทรัพย์ของเฟดที่มีมูลค่ากว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ ก็อาจเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน และกระทบความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระของเฟด

ประเด็นนี้ยิ่งอ่อนไหว เนื่องจากทรัมป์เคยระบุว่า เฟดควรคำนึงถึงภาระดอกเบี้ยหนี้ของรัฐบาลในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนดอกเบี้ยของสหรัฐอยู่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

ทิม ดูย นักเศรษฐศาสตร์จาก SGH Macro Advisors เตือนว่าหากมีข้อตกลงที่ผูกงบดุลเฟดเข้ากับแผนกู้ยืมของรัฐบาล อาจเท่ากับการเชื่อมโยงนโยบายการเงินเข้ากับการขาดดุลงบประมาณโดยตรง คล้ายแนวคิดควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (yield-curve control)

ย้อนกลับไปในอดีต ข้อตกลงปี 1951 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยุติการที่เฟดต้องตรึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพื่อช่วยรัฐบาลกู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นนโยบายที่เคยกระตุ้นเงินเฟ้อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และนำไปสู่การยืนยันความเป็นอิสระของเฟดในการกำหนดนโยบายการเงิน

วอร์ชเคยวิจารณ์ว่า การทำ QE ครั้งใหญ่ในช่วงหลัง เป็นการละเมิดหลักการของข้อตกลงปี 1951 และเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้รัฐบาลก่อหนี้มากเกินไป

ด้านเบสเซนต์ก็มีจุดยืนคล้ายกัน โดยระบุว่า QE ควรถูกใช้เฉพาะใน “ภาวะฉุกเฉินจริง ๆ” และควรทำควบคู่กับหน่วยงานอื่นของรัฐบาล

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ข้อตกลงใหม่ในเวอร์ชันเบาอาจเพียงกำหนดว่า เฟดจะเข้าซื้อพันธบัตรขนาดใหญ่ได้ก็ต่อเมื่อได้รับการเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง และต้องยุติ QE ให้เร็วที่สุดเมื่อภาวะตลาดเอื้ออำนวย

ขณะที่เวอร์ชันเข้มข้นอาจรวมถึงการปรับโครงสร้างพอร์ตเฟด โดยเปลี่ยนจากการถือครองพันธบัตรระยะยาว ไปถือพันธบัตรระยะสั้น (Treasury bills) มากขึ้น เพื่อเปิดทางให้กระทรวงการคลังลดการออกพันธบัตรระยะยาว

อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์ เตือนว่า การผูกโยงเช่นนี้อาจทำให้นักลงทุนมองว่าเฟดเบี่ยงเบนจากภารกิจหลักด้านการควบคุมเงินเฟ้อ และในกรณีเลวร้าย อาจบั่นทอนสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยของพันธบัตรสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์

มุมมองอีกด้านหนึ่งเชื่อว่า วอร์ชจะพยายามรักษาความเป็นอิสระของเฟดเป็นหลัก และอาจเน้นเพียงความร่วมมือเชิงเทคนิคมากกว่าการทำข้อตกลงผูกมัดอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้หากวอร์ชได้รับการรับรองและเข้ารับตำแหน่งแทนเจอโรม พาวเวล ในเดือนพฤษภาคม ตลาดการเงินทั่วโลกจะจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเฟดกับกระทรวงการคลังจะแน่นแฟ้นขึ้นเพียงใด และจะส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและตลาดพันธบัตรสหรัฐในระยะยาวอย่างไร

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...