“วอร์ช” ส่งสัญญาณรื้อข้อตกลงเฟด-คลังใหม่ ตลาดจับตาอนาคต QE-ความเป็นอิสระธนาคารกลางสหรัฐ
"เควิน วอร์ช" ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ จุดกระแสถกเถียงในวอลล์สตรีท ตั้งแต่บทบาทการซื้อพันธบัตร งบดุลเฟด ไปจนถึงความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 03.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ส่งสัญญาณแนวคิดหลายประการระหว่างการหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งดังกล่าว แต่แนวคิดที่สร้างความสนใจและถกเถียงมากที่สุดในหมู่นักลงทุนวอลล์สตรีท คือ การเรียกร้องให้จัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ระหว่างธนาคารกลางสหรัฐกับกระทรวงการคลังสหรัฐ
วอร์ชแสดงความเห็นสนับสนุนการยกเครื่องความสัมพันธ์ของสองสถาบัน โดยอ้างอิงถึงข้อตกลงในปี 1951 ซึ่งในอดีตเคยจำกัดบทบาทของเฟดในตลาดพันธบัตรอย่างเข้มงวด แตกต่างจากปัจจุบันที่เฟดมีพอร์ตการถือครองพันธบัตรขนาดใหญ่จากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ใช้ในช่วงวิกฤตการเงินโลกและช่วงโควิด-19
หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อวอร์ช วัย 55 ปี เป็นประธานเฟดคนใหม่ นักลงทุนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า วอร์ชต้องการเปลี่ยนแปลงเฟดไปในทิศทางใด โดยทั้งวอร์ชและ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบของข้อตกลงดังกล่าว
วอร์ชเคยกล่าวกับ CNBC ว่า ข้อตกลงใหม่ควรระบุอย่างชัดเจนถึงขนาดงบดุลของเฟด ขณะที่กระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางการออกพันธบัตรของรัฐบาล
นักวิเคราะห์ มองว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจเป็นเพียงการปรับเชิงเทคนิคที่ไม่กระทบตลาดมากนัก แต่หากเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการปรับพอร์ตสินทรัพย์ของเฟดที่มีมูลค่ากว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ ก็อาจเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน และกระทบความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระของเฟด
ประเด็นนี้ยิ่งอ่อนไหว เนื่องจากทรัมป์เคยระบุว่า เฟดควรคำนึงถึงภาระดอกเบี้ยหนี้ของรัฐบาลในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนดอกเบี้ยของสหรัฐอยู่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
ทิม ดูย นักเศรษฐศาสตร์จาก SGH Macro Advisors เตือนว่าหากมีข้อตกลงที่ผูกงบดุลเฟดเข้ากับแผนกู้ยืมของรัฐบาล อาจเท่ากับการเชื่อมโยงนโยบายการเงินเข้ากับการขาดดุลงบประมาณโดยตรง คล้ายแนวคิดควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (yield-curve control)
ย้อนกลับไปในอดีต ข้อตกลงปี 1951 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยุติการที่เฟดต้องตรึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพื่อช่วยรัฐบาลกู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นนโยบายที่เคยกระตุ้นเงินเฟ้อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และนำไปสู่การยืนยันความเป็นอิสระของเฟดในการกำหนดนโยบายการเงิน
วอร์ชเคยวิจารณ์ว่า การทำ QE ครั้งใหญ่ในช่วงหลัง เป็นการละเมิดหลักการของข้อตกลงปี 1951 และเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้รัฐบาลก่อหนี้มากเกินไป
ด้านเบสเซนต์ก็มีจุดยืนคล้ายกัน โดยระบุว่า QE ควรถูกใช้เฉพาะใน “ภาวะฉุกเฉินจริง ๆ” และควรทำควบคู่กับหน่วยงานอื่นของรัฐบาล
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ข้อตกลงใหม่ในเวอร์ชันเบาอาจเพียงกำหนดว่า เฟดจะเข้าซื้อพันธบัตรขนาดใหญ่ได้ก็ต่อเมื่อได้รับการเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง และต้องยุติ QE ให้เร็วที่สุดเมื่อภาวะตลาดเอื้ออำนวย
ขณะที่เวอร์ชันเข้มข้นอาจรวมถึงการปรับโครงสร้างพอร์ตเฟด โดยเปลี่ยนจากการถือครองพันธบัตรระยะยาว ไปถือพันธบัตรระยะสั้น (Treasury bills) มากขึ้น เพื่อเปิดทางให้กระทรวงการคลังลดการออกพันธบัตรระยะยาว
อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์ เตือนว่า การผูกโยงเช่นนี้อาจทำให้นักลงทุนมองว่าเฟดเบี่ยงเบนจากภารกิจหลักด้านการควบคุมเงินเฟ้อ และในกรณีเลวร้าย อาจบั่นทอนสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยของพันธบัตรสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์
มุมมองอีกด้านหนึ่งเชื่อว่า วอร์ชจะพยายามรักษาความเป็นอิสระของเฟดเป็นหลัก และอาจเน้นเพียงความร่วมมือเชิงเทคนิคมากกว่าการทำข้อตกลงผูกมัดอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้หากวอร์ชได้รับการรับรองและเข้ารับตำแหน่งแทนเจอโรม พาวเวล ในเดือนพฤษภาคม ตลาดการเงินทั่วโลกจะจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเฟดกับกระทรวงการคลังจะแน่นแฟ้นขึ้นเพียงใด และจะส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและตลาดพันธบัตรสหรัฐในระยะยาวอย่างไร
อ้างอิง : www.bloomberg.com