Onitsuka Tiger ปักธง โรงงานแม่แบบ ขยายกำลังผลิตชิงตลาดโลก
คอลัมน์ : Market Move
โอนิซึกะ ไทเกอร์ (Onitsuka Tiger) อาจจะเป็นชื่อที่ห่างหายจากวงการรองเท้าผ้าใบของไทยมาระยะหนึ่ง แต่แม้จะโลว์โปรไฟล์ แบรนด์รองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นรายนี้ก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ยังเดินหน้าขยายธุรกิจและรุกตลาดโลกต่อเนื่อง
ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2026 บริษัทเปิดโรงงานแห่งใหม่ที่เมืองซากาอิมินาโตะ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของยุทธศาสตร์รุกตลาดโลก เพราะจุดเด่นของโรงงานใหม่แห่งนี้ ไม่ใช่แค่เพียงเทคโนโลยีการผลิตแต่รวมไปถึงดีไซน์สีเหลือง-ดำของตัวอาคารที่สื่อถึงตำนานรองเท้าผ้าใบโอนิซึกะ ไทเกอร์ รุ่น Mexico 66 ที่โด่งดังไปทั่วโลกจากภาพยนตร์เรื่อง “Kill Bill”
สำนักข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” รายงานว่าโอนิซึกะ ไทเกอร์ พลิกโฉมโรงงานเดิมของเอสิคซ์ (ASICS) ให้เป็น Onitsuka Innovative Factory ฐานผลิตระดับเรือธง ซึ่งสะท้อนความเป็นแบรนด์ระดับพรีเมี่ยม และตำนานของแบรนด์
“เรียวจิ โชดะ” ประธานแบรนด์โอนิซึกะ กล่าวในพิธีเปิดว่า Onitsuka Innovative Factory แห่งนี้จะเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของแบรนด์โอนิซึกะ ไทเกอร์ เนื่องจากโรงงานแห่งนี้แตกต่างจากโรงงานทั่วไปที่เน้นประสิทธิภาพการผลิตจำนวนมาก แต่ Onitsuka Innovative Factoryจะเป็นโรงงานแม่แบบที่ช่วยขยายเทคนิคการผลิตสินค้าคุณภาพสูงไปยังศูนย์การผลิตในต่างประเทศอื่น ๆ ต่อไป
โดยคาดว่าพนักงานประมาณ 160 คนจะสามารถผลิตรองเท้าได้ 280,000 คู่ต่อปี เน้นที่ไลน์สินค้าพรีเมี่ยม Nippon Made ที่มีจุดเด่นด้านความประณีต ซึ่งที่ผ่านมาโรงงานในต่างประเทศไม่สามารถทำได้
แต่ “โชดะ” ตั้งใจให้โรงงานแห่งนี้เป็นศูนย์ฝึกอบรมและการสนับสนุนทางเทคนิคแก่โรงงานอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้การเปิดโรงงานแห่งนี้ยังสะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของโอนิซึกะ ไทเกอร์ต่อเอสิคซ์ หลังจากผลประกอบการเติบโตรวดเร็ว และยังมีกำไรสูง
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2025 โอนิซึกะไทเกอร์ สร้างรายได้สุทธิ 1.36 แสนล้านเยน เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มีกำไร 5.14 หมื่นล้านเยน เพิ่มขึ้น 59% อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 37.7% เพิ่มขึ้น 19.5 จุดเปอร์เซ็นต์จากปี 2019 และสูงที่สุดในบรรดากลุ่มธุรกิจของเอสิคซ์
“โชดะ” กล่าวไว้เมื่อปีที่แล้ว มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่สามารถสร้างยอดขายทะลุ 1 แสนล้านเยนด้วยแบรนด์เดียว ซึ่งราคาสินค้าไม่สูงเท่าแบรนด์หรู แต่ก็ไม่ต่ำเท่าแบรนด์แฟชั่นราคาประหยัด ตัวอย่างเช่น รองเท้ารุ่น Mexico 66 หนึ่งคู่มีราคา 16,500 เยนในญี่ปุ่น หรือประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
ในเรื่องนี้ “โช คาวาโนะ” กรรมการผู้จัดการของโกลด์แมน แซคส์ ในญี่ปุ่น อธิบายว่า โอนิซึกะ ไทเกอร์ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์แฟชั่นสไตล์เรโทร ในขณะเดียวกันปริมาณสินค้าที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้บริษัทสามารถรักษาระดับกำไรสูงไว้ได้โดยไม่ต้องลดราคา
ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารของโอนิซึกะไทเกอร์มองว่า การยึดมั่นในความเป็นอิสระของแบรนด์จากเอสิคซ์ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ โดยแบรนด์ดำเนินงานภายใต้ระบบภายในของตนเองมาตั้งแต่ปี 2019
“โชดะ” ย้ำว่าตนเป็นหัวหน้าของโอนิซึกะ ไทเกอร์ ซึ่งบริหารเองมาตั้งแต่ปี 2011 มากกว่าที่จะเป็นรองประธานบริหารของเอสิคซ์
ด้วยเหตุนี้ ทำให้โอนิซึกะ ไทเกอร์ มีอิสระในการทำธุรกิจ อาทิ การขายตามราคาที่ระบุไว้ และมุ่งเน้นสร้างประสบการณ์ที่นอกเหนือจากการขายรองเท้าเพียงอย่างเดียว เช่น เปิดคาเฟ่ในร้าน และบริการปรับแต่งรองเท้าตามความต้องการของลูกค้า เป็นต้น
โดยร้านแต่ละสาขามักจะมีลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดตั้งแต่เวลาเปิดทำการ เช่น ในย่านกินซ่า ทำให้ยอดขายในญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 6.71 หมื่นล้านเยน คิดเป็นเกือบ 50% ของรายได้รวมทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4.15 หมื่นล้านเยน เพิ่มขึ้น 89% จากปีก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังเดินหน้าขยายสาขาไปทั่วโลก โดยเมื่อปี 2025 ปักธงร้านแฟลกชิปบนถนน Champs-Elysees ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ส่วนวางแผนการหวนบุกตลาดสหรัฐอเมริกาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2027 หลังปี2025 ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันมาซื้อรองเท้าโอนิซึกะ ไทเกอร์ ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเกือบ 200%
ทั้งนี้ Onitsuka Innovative Factoryตั้งอยู่ในจังหวัดทตโตริ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ “คิฮาจิโร โอนิซึกะ” ผู้ก่อตั้งบริษัทและแบรนด์โอนิซึกะ ไทเกอร์ เมื่อปี 1949 ตามด้วยการควบรวมกิจการกับบริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาอีก 2 แห่งในปี 1977 ทำให้เกิดชื่อ ASICS ซึ่งเป็นคำย่อจากวลีภาษาละตินว่า “Anima Sana In Corpore Sano” หรือ “จิตใจที่แข็งแรงในร่างกายที่แข็งแรง”
“คิฮาจิโร โอนิซึกะ” ได้รับแรงบันดาลใจจากคำกล่าวนี้ จึงเชื่อว่ากีฬาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาทางร่างกาย และจิตใจของเยาวชน นำไปสู่ความตั้งใจที่จะสร้างรองเท้ากีฬาขึ้นมา แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์หรือทักษะมาก่อนก็ตาม
โดยเริ่มต้นด้วยรองเท้าบาสเกตบอล จากนั้นตามด้วยรองเท้าสำหรับมวยปล้ำ และวิ่ง โดยแถบสีที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ปรากฏบนรองเท้าเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1960
ต่อมาภายใต้การบริหารของเอสิคซ์ แบรนด์โอนิซึกะ ไทเกอร์ มีความเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น เหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนชัดคือ “อูมา เธอร์แมน” นักแสดงดังสวมรองเท้าผ้าใบโอนิซึกะ ไทเกอร์รุ่น Mexico 66 สีดำและเหลืองในภาพยนตร์เรื่อง “Kill Bill” ของ“เควนติน ทารันติโน” เมื่อปี 2003ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพต่อบรูซ ลี ที่สวมรองเท้าแบบเดียวกันในภาพยนตร์เรื่อง“Game of Death” ในปี 1978
ทั้งนี้ ต้องรอดูกันว่าโรงงานแห่งใหม่ที่จะเป็นแม่แบบสำหรับเผยแพร่กระบวนการผลิตสไตล์ญี่ปุ่นไปทั่วโลกนี้จะช่วยให้แบรนด์สามารถรุกตลาดโลกได้ตามที่หวังหรือไม่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Onitsuka Tiger ปักธง โรงงานแม่แบบ ขยายกำลังผลิตชิงตลาดโลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net