ภาษีทรัมป์หยุด “จีน” ไม่ได้! ซัพพลายเชน-แรงงานบังคับ หนุนเกินดุลการค้าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์
แม้มาตรการภาษีทรัมป์สกัดการส่งออกจีน แต่ จีน อ้อมผลิตผ่านประเทศที่ 3 ใช้แรงงานต้นทุนต่ำ ลดแรงกระแทก ดันเกินดุลการค้าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นประวัติการณ์
วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 05.03 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า แม้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะพยายามใช้มาตรการภาษีนำเข้าเพื่อสกัดความแข็งแกร่งของภาคการส่งออกจีน แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าจีนไม่เพียงหลบเลี่ยงแรงกดดันได้สำเร็จ หากยังขยายอิทธิพลทางการค้าได้มากขึ้น โดยจีนเพิ่งทำสถิติดุลการค้าเกินดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์
ข้อมูลด้านการค้าและซัพพลายเชน ระบุว่า ความสำเร็จของจีนในการลดผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ มีปัจจัยสำคัญอยู่ 2 ประการ ได้แก่ การย้ายกระบวนการผลิตไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน
อ้อมผลิตผ่านอาเซียน หลบภาษีสหรัฐ
นับตั้งแต่สงครามการค้าในสมัยแรกของทรัมป์ปี 2561 บริษัทจีนจำนวนมากได้ย้ายสายการผลิตไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า แนวโน้มดังกล่าวยังคงดำเนินต่อเนื่องและส่งผลดีต่อจีนมาจนถึงปัจจุบัน
ข้อมูลจาก Vizion ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มติดตามข้อมูลการขนส่งสินค้า พบว่า การค้าระหว่างจีนกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2568 จากความพยายามของผู้ผลิตและผู้นำเข้าในการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า (frontloading) เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการภาษีระลอกแรกของรัฐบาลทรัมป์ในสมัยที่สอง ก่อนถึงเดือนเมษายนซึ่งถูกเรียกว่า Liberation Day
ขณะเดียวกันสถานการณ์ดุลการค้าของสหรัฐยังคงผันผวน โดย ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤศจิกายน ระบุว่า ดุลการค้าขาดดุลของสหรัฐกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 5.68 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยการค้ากับสหภาพยุโรปคิดเป็น 1 ใน 3 ของยอดดังกล่าว ขณะที่ดุลการค้าขาดดุลกับจีนลดลงเล็กน้อยราว 1 พันล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1.39 หมื่นล้านดอลลาร์
การอ้อมผลิตระดับโลกของจีน
พอล แบรชเชียร์ รองประธานฝ่ายซัพพลายเชนโลกของ ITS Logistics ระบุว่า ปริมาณนำเข้าจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบรายปี สะท้อนความพยายามของผู้นำเข้าในการกระจายแหล่งผลิตออกจากจีนไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า
ด้าน แบรนดอน แดเนียลส์ ซีอีโอของ Exiger ระบุว่า ดุลการค้าเกินดุล 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ของจีน เป็นผลจากกลยุทธ์การอ้อมกระบวนการผลิตทั่วโลก โดยสินค้าส่วนใหญ่ยังคงผลิตในจีน ก่อนถูกส่งไปยังประเทศอื่นในเอเชียเพื่อประกอบขั้นสุดท้ายและส่งออกต่อ
ข้อมูลของ Exiger ระบุว่า ในปี 2567 เวียดนามคิดเป็น 80% ของการส่งออกไปสหรัฐ จากบริษัทที่จีนถือหุ้น 100% โดยมีอิตาลี ไทย และมาเลเซียตามมา และคาดว่าแนวโน้มนี้จะต่อเนื่องไปอย่างน้อยถึงปี 2568
แรงงานบังคับ ต้นทุนที่มองไม่เห็น
Exiger ยังชี้ว่าการขยายตัวของซัพพลายเชนจีนเชื่อมโยงกับการใช้แรงงานบังคับ โดยจีนใช้แรงงานต้นทุนต่ำหรือผิดกฎหมายเพื่อลดต้นทุน ก่อนส่งสินค้าไปยังประเทศที่สามซึ่งมีอัตราภาษีต่ำกว่า ข้อมูลจากฐานข้อมูล forcedlabor.ai ของ Exiger ระบุว่าจีนและประเทศรองรับการผลิตบางแห่งมีสัญญาณการใช้แรงงานบังคับเพิ่มขึ้น ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ International Labour Organization ประเมินว่ามีแรงงานบังคับทั่วโลกเกือบ 28 ล้านคน สร้างกำไรผิดกฎหมายกว่า 2.36 clนล้านดอลลาร์ต่อปี
ในปี 2568 คณะทำงานบังคับใช้กฎหมายแรงงานบังคับของผู้แทนการค้าสหรัฐ Office of the United States Trade Representative ได้เพิ่มรายชื่อบริษัทจีนอีก 78 แห่ง ในบัญชีเฝ้าระวัง ทำให้ยอดรวมเพิ่มเป็น 144 แห่ง
รายได้ภาษีเพิ่ม แต่จีนยังไม่อ่อนแรง
แม้มาตรการภาษีของทรัมป์จะสร้างรายได้ให้รัฐบาลสหรัฐอย่างมหาศาล โดย สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน U.S. Customs and Border Protection รายงานว่า ในปีแรกของสมัยที่สอง รัฐบาลเก็บรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมกว่า 3.05 แสนล้านดอลลาร์ แต่Exiger ระบุว่า มาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถบ่อนทำลายความเป็นมหาอำนาจการผลิตของจีนได้
แดเนียลส์สรุปว่าจีนยังคงรักษาความได้เปรียบทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในโรงงานเงาในประเทศตัวกลาง ซึ่งไม่เพียงบิดเบือนการแข่งขันทางการค้า แต่ยังทำให้การบังคับใช้กฎหมายด้านแรงงานและซัพพลายเชนของชาติตะวันตกซับซ้อนยิ่งขึ้น
อ้างอิง : www.cnbc.com