บทพิสูจน์ 'รบ.อนุทิน 2' พูดแล้วทำจีดีพีพุ่งพลัส หรือแค่เลี้ยงไข้
บทความเศรษฐกิจ
ขณะที่คอการเมืองไทยกำลังลุ้นระทึกกับสูตรผสม ครม.ชุดใหม่ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ที่ภูมิใจไทยกวาดชัยชนะเลือกตั้งถล่มทลายกลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่ถือไพ่เหนือกว่าใครในกระดานอำนาจ
ในด้านเศรษฐกิจกลับมีสถิติที่น่าสนใจ เมื่อสภาพัฒน์ (สศช.) ประกาศตัวเลขจีดีพีปี 2568 ว่าสามารถฝ่ามรสุมปัจจัยลบเติบโตได้ถึง 2.4% โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่พุ่งทะยานถึง 2.5% สูงกว่าที่สำนักวิจัยทั้งไทยและต่างประเทศเคยประเมินไว้ ว่าจะโตเพียง 1.6%
ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือ ‘เกราะคุ้มกัน’ ชั้นดีที่รัฐบาลนำมาใช้สร้างความชอบธรรมในจังหวะที่การเมืองกำลังเปลี่ยนผ่าน
ในสายตาของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง หรือนักวิเคราะห์ ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มันคือผลลัพธ์ของนโยบาย ‘เศรษฐกิจปากท้องนิยม’ ที่สามารถจับต้องได้จริง ด้วยนโยบายเรือธงอย่าง ‘คนละครึ่ง พลัส’ ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองที่ทรงพลัง จนอนุทินกล้าประกาศบนเวทีหาเสียงว่า
“ถ้าเป็น 4 ปี รับรองว่าจะทำจนพี่น้องบอกว่า พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว ไม่มีที่เก็บตังค์แล้ว” ประโยคปลุกคะแนนของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
เมื่อตัวเลขจีดีพีออกมาขานรับในโทนบวกเช่นนี้ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของทีมบริหารดูมีความชอบธรรมในการไปต่อในฐานะ ‘ผู้กอบกู้’ ที่พาสังคมไทยก้าวข้ามภาวะอัมพาตทางเศรษฐกิจ
ความมั่นใจนี้ถูกเน้นด้วยน้ำเสียงของขุนคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เปรียบเปรยภาพลักษณ์เศรษฐกิจไทยได้อย่างเห็นภาพว่า เดิมทีไทยถูกมองว่าเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ ที่นอนพะงาบอยู่ในห้องไอซียู
แต่วันนี้ด้วยมาตรการ Quick Big Win ทีมบริหารได้พาคนป่วยออกมาจากวิกฤตเรียบร้อยแล้ว โจทย์ถัดไปคือการทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อพร้อมจะวิ่งได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งนี่คือคำประกาศเชิงสัญลักษณ์ที่ส่งไปถึงกลุ่มทุนและนักลงทุนต่างชาติว่า เสถียรภาพทางการเงินภายใต้การนำของขั้วอำนาจใหม่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไว้วางใจได้
ขณะที่มูลค่ารายได้ประชาชาติ (Nominal GDP) ที่ขยับขึ้นมาแตะระดับ 18.98 ล้านล้านบาท สูงกว่าคาดการณ์เดิมถึง 3 แสนล้านบาท คือเม็ดเงินที่หมุนเวียนจริงในระบบเศรษฐกิจ
ซึ่งรัฐบาลนำมาเป็นข้ออ้างสำคัญในการเดินหน้ามาตรการ BOI Fast Pass เพื่อดึงเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลกลับเข้าสู่ระบบ
อย่างไรก็ตาม ในความสวยงามของตัวเลขเหล่านี้ กลับมีความกังวลจากภาคเอกชนที่มองว่านี่อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่มีโอกาสละลายหายไปได้ เพราะโมเมนตัมที่เกิดขึ้นยังมีความเปราะบางสูงและผูกติดอยู่กับปัจจัยทางการเมืองอย่างแยกไม่ออก
แม้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะออกมาขานรับตัวเลขบวกนี้ แต่ก็มิวายส่งสัญญาณเตือนแบบแบ่งรับแบ่งสู้ เริ่มที่พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการฟื้นตัวรอบนี้คือการกำกับดูแลนโยบายอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่ภาคเอกชนกระหายยิ่งกว่าตัวเลขจีดีพี คือความชัดเจนของหน้าตาคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ที่จะต้อง “ถูกฝาถูกตัว” ไม่ใช่เพียงแค่การออกมาตรการฉาบฉวยเพื่อหวังผลทางการเมืองสั้นๆ
ขณะที่เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองลึกไปถึงปี 2569 ที่อาจจะเป็น “ปีปราบเซียน” ของจริง เพราะการฟื้นตัวยังเปราะบางและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นตัวแปรที่คุมยากที่สุด
ส่วนในมุมของภาคการเงิน ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ความสำเร็จในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ไม่ได้มาจากแค่การแจกเงิน แต่มาจากวิธีคิดเชิงระบบที่เริ่มมีการกำหนดเจ้าภาพชัดเจน สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องรักษาไว้คือ “วินัยการคลัง” และการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา เพราะความเสี่ยงในอนาคตไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง แต่คือการจัดการกับ “เงินเทา” และความผันผวนของตลาดโลก หากรัฐบาลใหม่ยังมัวแต่ติดหล่มอยู่กับการปันเค้กทางการเมืองจนลืมจัดการความเสี่ยงเชิงระบบเหล่านี้ ตัวเลขจีดีพีที่อุตส่าห์ปั้นมาก็อาจพังครืนลงได้ง่ายๆ
ฟากนักวิชาการ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์วิเคราะห์ว่า จีดีพี 2.4% คือเครื่องยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้สิ้นหวัง ปัจจัยบวกจากการส่งออกและการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนคือลมใต้ปีกที่สำคัญ แต่โจทย์หินคือการ “ลอกท่อ” โครงการลงทุนที่ค้างคาให้ขยับเขยื้อนได้จริง หากรัฐบาลใหม่กล้าที่จะก้าวข้ามการแจกจ่ายชั่วคราว ไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ตัวเลข 3% ที่เคยเป็นเพียงความฝัน ก็อาจจะกลายเป็นความจริงที่สัมผัสได้ในไม่ช้า
บทสรุปของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จึงไม่ใช่แค่การรักษาพยาบาลคนป่วยให้รอดตายไปวันๆ
แต่มันคือการพิสูจน์ว่าภายใต้ฉันทมติใหม่ทางการเมืองว่า รัฐบาลอนุทิน 2 จะสามารถสร้างความหวังใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้หรือไม่ หากรัฐบาลอนุทิน 2 ที่ทำงานร่วมกับพรรคร่วมเป็นต้นทุนในการก้าวข้ามความขัดแย้ง และยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง
คาดว่า แสงสว่างจีดีพีเศรษฐกิจที่ปลายอุโมงค์ที่เพิ่งจะริบหรี่ปรากฏขึ้นมานี้ ก็พร้อมจะกลายเป็นแสงอรุณใหม่ที่นำพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจห้องไอซียูอย่างถาวร
หากการเมืองนิ่ง…เศรษฐกิจคงพร้อมฟื้นจากโคม่าจริงๆ สักที
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บทพิสูจน์ ‘รบ.อนุทิน 2’ พูดแล้วทำจีดีพีพุ่งพลัส หรือแค่เลี้ยงไข้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly