โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บทพิสูจน์ 'รบ.อนุทิน 2' พูดแล้วทำจีดีพีพุ่งพลัส หรือแค่เลี้ยงไข้

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 15.05 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. เวลา 15.02 น.

บทความเศรษฐกิจ

ขณะที่คอการเมืองไทยกำลังลุ้นระทึกกับสูตรผสม ครม.ชุดใหม่ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ที่ภูมิใจไทยกวาดชัยชนะเลือกตั้งถล่มทลายกลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่ถือไพ่เหนือกว่าใครในกระดานอำนาจ

ในด้านเศรษฐกิจกลับมีสถิติที่น่าสนใจ เมื่อสภาพัฒน์ (สศช.) ประกาศตัวเลขจีดีพีปี 2568 ว่าสามารถฝ่ามรสุมปัจจัยลบเติบโตได้ถึง 2.4% โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่พุ่งทะยานถึง 2.5% สูงกว่าที่สำนักวิจัยทั้งไทยและต่างประเทศเคยประเมินไว้ ว่าจะโตเพียง 1.6%

ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือ ‘เกราะคุ้มกัน’ ชั้นดีที่รัฐบาลนำมาใช้สร้างความชอบธรรมในจังหวะที่การเมืองกำลังเปลี่ยนผ่าน

ในสายตาของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง หรือนักวิเคราะห์ ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มันคือผลลัพธ์ของนโยบาย ‘เศรษฐกิจปากท้องนิยม’ ที่สามารถจับต้องได้จริง ด้วยนโยบายเรือธงอย่าง ‘คนละครึ่ง พลัส’ ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองที่ทรงพลัง จนอนุทินกล้าประกาศบนเวทีหาเสียงว่า

“ถ้าเป็น 4 ปี รับรองว่าจะทำจนพี่น้องบอกว่า พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว ไม่มีที่เก็บตังค์แล้ว” ประโยคปลุกคะแนนของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เมื่อตัวเลขจีดีพีออกมาขานรับในโทนบวกเช่นนี้ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของทีมบริหารดูมีความชอบธรรมในการไปต่อในฐานะ ‘ผู้กอบกู้’ ที่พาสังคมไทยก้าวข้ามภาวะอัมพาตทางเศรษฐกิจ

ความมั่นใจนี้ถูกเน้นด้วยน้ำเสียงของขุนคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เปรียบเปรยภาพลักษณ์เศรษฐกิจไทยได้อย่างเห็นภาพว่า เดิมทีไทยถูกมองว่าเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ ที่นอนพะงาบอยู่ในห้องไอซียู

แต่วันนี้ด้วยมาตรการ Quick Big Win ทีมบริหารได้พาคนป่วยออกมาจากวิกฤตเรียบร้อยแล้ว โจทย์ถัดไปคือการทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อพร้อมจะวิ่งได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งนี่คือคำประกาศเชิงสัญลักษณ์ที่ส่งไปถึงกลุ่มทุนและนักลงทุนต่างชาติว่า เสถียรภาพทางการเงินภายใต้การนำของขั้วอำนาจใหม่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไว้วางใจได้

ขณะที่มูลค่ารายได้ประชาชาติ (Nominal GDP) ที่ขยับขึ้นมาแตะระดับ 18.98 ล้านล้านบาท สูงกว่าคาดการณ์เดิมถึง 3 แสนล้านบาท คือเม็ดเงินที่หมุนเวียนจริงในระบบเศรษฐกิจ

ซึ่งรัฐบาลนำมาเป็นข้ออ้างสำคัญในการเดินหน้ามาตรการ BOI Fast Pass เพื่อดึงเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลกลับเข้าสู่ระบบ

อย่างไรก็ตาม ในความสวยงามของตัวเลขเหล่านี้ กลับมีความกังวลจากภาคเอกชนที่มองว่านี่อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่มีโอกาสละลายหายไปได้ เพราะโมเมนตัมที่เกิดขึ้นยังมีความเปราะบางสูงและผูกติดอยู่กับปัจจัยทางการเมืองอย่างแยกไม่ออก

แม้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะออกมาขานรับตัวเลขบวกนี้ แต่ก็มิวายส่งสัญญาณเตือนแบบแบ่งรับแบ่งสู้ เริ่มที่พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการฟื้นตัวรอบนี้คือการกำกับดูแลนโยบายอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่ภาคเอกชนกระหายยิ่งกว่าตัวเลขจีดีพี คือความชัดเจนของหน้าตาคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ที่จะต้อง “ถูกฝาถูกตัว” ไม่ใช่เพียงแค่การออกมาตรการฉาบฉวยเพื่อหวังผลทางการเมืองสั้นๆ

ขณะที่เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองลึกไปถึงปี 2569 ที่อาจจะเป็น “ปีปราบเซียน” ของจริง เพราะการฟื้นตัวยังเปราะบางและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นตัวแปรที่คุมยากที่สุด

ส่วนในมุมของภาคการเงิน ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ความสำเร็จในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ไม่ได้มาจากแค่การแจกเงิน แต่มาจากวิธีคิดเชิงระบบที่เริ่มมีการกำหนดเจ้าภาพชัดเจน สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องรักษาไว้คือ “วินัยการคลัง” และการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา เพราะความเสี่ยงในอนาคตไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง แต่คือการจัดการกับ “เงินเทา” และความผันผวนของตลาดโลก หากรัฐบาลใหม่ยังมัวแต่ติดหล่มอยู่กับการปันเค้กทางการเมืองจนลืมจัดการความเสี่ยงเชิงระบบเหล่านี้ ตัวเลขจีดีพีที่อุตส่าห์ปั้นมาก็อาจพังครืนลงได้ง่ายๆ

ฟากนักวิชาการ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์วิเคราะห์ว่า จีดีพี 2.4% คือเครื่องยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้สิ้นหวัง ปัจจัยบวกจากการส่งออกและการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนคือลมใต้ปีกที่สำคัญ แต่โจทย์หินคือการ “ลอกท่อ” โครงการลงทุนที่ค้างคาให้ขยับเขยื้อนได้จริง หากรัฐบาลใหม่กล้าที่จะก้าวข้ามการแจกจ่ายชั่วคราว ไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ตัวเลข 3% ที่เคยเป็นเพียงความฝัน ก็อาจจะกลายเป็นความจริงที่สัมผัสได้ในไม่ช้า

บทสรุปของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จึงไม่ใช่แค่การรักษาพยาบาลคนป่วยให้รอดตายไปวันๆ

แต่มันคือการพิสูจน์ว่าภายใต้ฉันทมติใหม่ทางการเมืองว่า รัฐบาลอนุทิน 2 จะสามารถสร้างความหวังใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้หรือไม่ หากรัฐบาลอนุทิน 2 ที่ทำงานร่วมกับพรรคร่วมเป็นต้นทุนในการก้าวข้ามความขัดแย้ง และยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง

คาดว่า แสงสว่างจีดีพีเศรษฐกิจที่ปลายอุโมงค์ที่เพิ่งจะริบหรี่ปรากฏขึ้นมานี้ ก็พร้อมจะกลายเป็นแสงอรุณใหม่ที่นำพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจห้องไอซียูอย่างถาวร

หากการเมืองนิ่ง…เศรษฐกิจคงพร้อมฟื้นจากโคม่าจริงๆ สักที

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บทพิสูจน์ ‘รบ.อนุทิน 2’ พูดแล้วทำจีดีพีพุ่งพลัส หรือแค่เลี้ยงไข้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...